กำหนดขอบเขตอุทยานธรณีและจัดทำแผนที่ GIS ให้พร้อมสมัคร UNESCO

อุทยานธรณีโลก ยูเนสโก (UNESCO Global Geoparks: UGGp)
HowTo UGGp คู่มือปฏิบัติสู่ UNESCO Global Geopark
กำหนดขอบเขตอุทยานธรณีและจัดทำแผนที่ GIS ให้พร้อมสมัคร UNESCO
ขอบเขตอุทยานธรณีไม่ใช่เพียงเส้นที่วาดล้อมแหล่งธรณีวิทยาลงบนแผนที่ แต่เป็นคำประกาศว่า “พื้นที่ทั้งหมดภายในเส้นนี้จะได้รับการบริหารจัดการภายใต้แนวคิดอุทยานธรณีเดียวกัน”
UNESCO กำหนดให้ UNESCO Global Geopark เป็นพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่เป็นหนึ่งเดียว มีแหล่งและภูมิทัศน์ซึ่งมีความสำคัญทางธรณีวิทยาระดับนานาชาติ และได้รับการบริหารแบบองค์รวมด้านการคุ้มครอง การศึกษา และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ขอบเขตจึงต้องสัมพันธ์กับคุณค่าทางธรณีวิทยา ชุมชน ระบบบริหาร การเข้าถึง และกิจกรรมของอุทยานธรณี ไม่ใช่เลือกจากความสะดวกในการวาดแผนที่เพียงอย่างเดียว UNESCO Global Geoparks
วิธีกำหนดขอบเขต จัดทำฐานข้อมูล GIS ตรวจสอบความถูกต้อง และเตรียมแผนที่สำหรับใช้ประกอบใบสมัคร
1. ข้อกำหนดสำคัญของ UNESCO เกี่ยวกับขอบเขต
ข้อมูลจาก UNESCO ระบุว่า พื้นที่สมัครต้องเป็น Single Unified Territory หรือพื้นที่เดียวกันอย่างมีเอกภาพ โดยไม่มีขอบเขตที่ขาดตอน และพื้นที่ทั้งหมดควรมีส่วนร่วมในกิจกรรมของอุทยานธรณี คำว่า “พื้นที่เดียวกันอย่างมีเอกภาพ” ไม่ได้หมายความว่าทุกตารางกิโลเมตรต้องมีแหล่งธรณีวิทยาสำคัญ แต่พื้นที่ภายในขอบเขตต้องสามารถอธิบายความเชื่อมโยงได้ เช่น
-
ความสัมพันธ์ของชั้นหิน ธรณีสัณฐาน และกระบวนการทางธรณีวิทยา
-
ระบบลุ่มน้ำ ภูเขา ที่ราบ หรือภูมิทัศน์ที่ต่อเนื่องกัน
-
ความสัมพันธ์ระหว่างธรณีวิทยากับธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิถีชุมชน
-
เส้นทางการศึกษา การท่องเที่ยว และการเข้าถึงแหล่งต่าง ๆ
-
ระบบบริหารที่สามารถดูแลพื้นที่ทั้งหมดได้จริง
ขอบเขตไม่จำเป็นต้องล้อมเฉพาะจุดที่เป็น Geosite และไม่ควรเกิดเป็นเกาะพื้นที่หลายแห่งที่แยกออกจากกันโดยไม่มีพื้นที่เชื่อมต่อ UNESCO ยังระบุว่า หน่วยบริหารต้องมีความพร้อมเพียงพอที่จะจัดการพื้นที่ทั้งหมด ขณะที่ผู้ประเมินภาคสนามจะตรวจสอบขอบเขต ภัยคุกคาม และการบริหารจัดการในพื้นที่จริงด้วย Submit a UNESCO Global Geopark proposal
2. ขอบเขตไม่จำเป็นต้องตรงกับเขตการปกครองทั้งหมด
เอกสาร UNESCO ที่ใช้ในปัจจุบันไม่ได้กำหนดว่าขอบเขตอุทยานธรณีต้องตรงกับจังหวัด อำเภอ หรือตำบลเสมอไป ดังนั้นพื้นที่สามารถกำหนดขอบเขตจากองค์ประกอบหลายด้านร่วมกัน ได้แก่
-
ขอบเขตทางธรณีวิทยา
-
ขอบเขตภูมิประเทศหรือลุ่มน้ำ
-
เขตการปกครอง
-
ขอบเขตชุมชนและการใช้ประโยชน์พื้นที่
-
ความสามารถของหน่วยบริหาร
-
ความต่อเนื่องของเส้นทางและกิจกรรมอุทยานธรณี
อย่างไรก็ตาม การใช้เขตการปกครองเป็นส่วนประกอบมักช่วยให้กำหนดประชากร หน่วยงานรับผิดชอบ งบประมาณ และข้อมูลสถิติได้ง่ายขึ้น
หากเลือกเฉพาะบางส่วนของตำบลหรืออำเภอ ต้องมีแนวเขตที่ประชาชนและผู้ประเมินสามารถระบุได้จริง เช่น แม่น้ำ สันเขา ถนน หรือแนวเขตจากฐานข้อมูลทางราชการ การใช้เส้นที่วาดขึ้นโดยไม่มีหลักภูมิประเทศหรือเอกสารรองรับอาจสร้างปัญหาในการบริหารภายหลัง
ข้อความส่วนนี้เป็นข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติของ Mr. Rock ไม่ใช่ข้อกำหนดว่า UNESCO บังคับให้ใช้เขตการปกครอง
3. เริ่มจากการสร้าง Boundary Working Group
การกำหนดขอบเขตไม่ควรเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ GIS เพียงคนเดียว ควรมีคณะทำงานที่ประกอบด้วย
-
นักธรณีวิทยา
-
ผู้เชี่ยวชาญ GIS และแผนที่
-
ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
-
หน่วยงานทรัพยากรธรรมชาติและพื้นที่คุ้มครอง
-
ผู้นำชุมชนและเจ้าของพื้นที่
-
ผู้รับผิดชอบการท่องเที่ยวและการพัฒนาท้องถิ่น
-
ฝ่ายกฎหมายหรือฝ่ายแผนงานของหน่วยบริหาร
นักธรณีวิทยาช่วยอธิบายความต่อเนื่องของมรดกทางธรณี เจ้าหน้าที่ GIS ทำให้เส้นขอบเขตมีความถูกต้อง ส่วนชุมชนและหน่วยงานท้องถิ่นช่วยยืนยันว่าพื้นที่สามารถบริหารและดำเนินกิจกรรมได้จริง
ผลการประชุมทุกครั้งควรมีรายงาน มติ แผนที่ประกอบ และรายชื่อผู้เข้าร่วม เพื่อใช้เป็นหลักฐานแสดงกระบวนการมีส่วนร่วมจากล่างขึ้นบนตามแนวคิดของ UNESCO
4. ขั้นตอนกำหนดขอบเขตฉบับปฏิบัติ
ขั้นที่ 1 รวบรวมชั้นข้อมูลพื้นฐาน
อย่างน้อยควรมีข้อมูลต่อไปนี้
-
ขอบเขตจังหวัด อำเภอ ตำบล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
-
ตำแหน่งแหล่งธรณีวิทยาและภูมิทัศน์สำคัญ
-
แผนที่ธรณีวิทยา โครงสร้างธรณีวิทยา และธรณีสัณฐาน
-
ลำน้ำ แหล่งน้ำ สันปันน้ำ และระดับความสูง
-
เขตป่า เขตอุทยานแห่งชาติ และพื้นที่คุ้มครองประเภทต่าง ๆ
-
ชุมชน ถนน เส้นทางท่องเที่ยว และศูนย์บริการ
-
แหล่งธรรมชาติ วัฒนธรรม และมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่น
-
พื้นที่เสี่ยงภัย พื้นที่เหมืองหรือกิจกรรมที่อาจกระทบแหล่งสำคัญ
ทุกชั้นข้อมูลต้องบันทึกแหล่งที่มา ปีที่จัดทำ หน่วยงานเจ้าของข้อมูล ระบบพิกัด ความละเอียด และข้อจำกัดในการใช้งาน หากไม่ทราบที่มาของข้อมูล ไม่ควรนำไปใช้เป็นหลักฐานหลัก
ขั้นที่ 2 สร้างขอบเขตทางเลือก
ควรจัดทำอย่างน้อย 2–3 ทางเลือกเพื่อเปรียบเทียบ เช่น
-
ทางเลือกที่ยึดเขตการปกครองเป็นหลัก
-
ทางเลือกที่ยึดระบบธรณีวิทยาและภูมิทัศน์เป็นหลัก
-
ทางเลือกผสมที่ปรับให้เหมาะกับการบริหารและชุมชน
แต่ละทางเลือกต้องคำนวณพื้นที่ จำนวนประชากร หน่วยงานท้องถิ่น จำนวน Geosite เส้นทางเชื่อมโยง และพื้นที่คุ้มครองที่เกี่ยวข้อง
ขั้นที่ 3 ประเมินความเหมาะสม
ให้ถามคำถามสำคัญ ได้แก่
-
ขอบเขตครอบคลุมมรดกทางธรณีวิทยาที่ใช้สนับสนุนคุณค่าระดับนานาชาติหรือไม่
-
เป็นพื้นที่ต่อเนื่อง ไม่มีช่องว่างหรือเกาะแยกหรือไม่
-
หน่วยบริหารมีอำนาจและทรัพยากรดูแลได้ทั่วถึงหรือไม่
-
ชุมชนภายในพื้นที่รับรู้และมีส่วนร่วมหรือไม่
-
สามารถจัดกิจกรรมด้านการอนุรักษ์ การศึกษา และการพัฒนาได้ทั้งพื้นที่หรือไม่
-
เส้นขอบเขตสามารถอธิบายและตรวจสอบในสนามได้หรือไม่
-
ข้อมูลพื้นที่และประชากรสามารถคำนวณซ้ำได้หรือไม่
หากยังไม่มีข้อมูลเพียงพอในข้อใด ให้ระบุว่า “ยังไม่มีข้อมูลยืนยัน” และสำรวจเพิ่มเติม ห้ามเลือกคำตอบที่ทำให้พื้นที่ดูพร้อมโดยไม่มีหลักฐาน
5. ชุดข้อมูล GIS ที่ควรจัดทำ
โครงการควรมีฐานข้อมูลภูมิสารสนเทศกลาง โดยอย่างน้อยประกอบด้วย
|
ชั้นข้อมูล |
รายการสำคัญ |
|---|---|
|
Geopark Boundary |
ขอบเขตพื้นที่สมัครฉบับทางการ |
|
Administrative Boundary |
จังหวัด อำเภอ ตำบล และท้องถิ่น |
|
Geosite |
รหัส ชื่อ พิกัด ประเภท และระดับความสำคัญ |
|
Geology |
หน่วยหิน อายุหิน โครงสร้าง และคำอธิบาย |
|
Natural Heritage |
ป่า แหล่งน้ำ ระบบนิเวศ และพื้นที่คุ้มครอง |
|
Cultural Heritage |
โบราณสถาน ชุมชน ประเพณี และแหล่งเรียนรู้ |
|
Infrastructure |
ถนน เส้นทาง ศูนย์บริการ ป้าย และสิ่งอำนวยความสะดวก |
|
Threat and Risk |
ภัยธรรมชาติ การกัดเซาะ เหมือง และภัยคุกคาม |
|
Management Zone |
เขตอนุรักษ์ เขตเรียนรู้ เขตท่องเที่ยว หรือพื้นที่บริหาร |
คำว่า Management Zone ในตารางนี้เป็นข้อเสนอแนะเพื่อการจัดการภายใน ไม่ได้หมายความว่า UNESCO บังคับให้ทุกพื้นที่ต้องแบ่งเขตด้วยชื่อเดียวกัน
6. มาตรฐานทางเทคนิคที่ควรกำหนด
UNESCO ระบุให้ส่ง Shapefile พร้อมแผนที่มาตราส่วนใหญ่ในภาคผนวกของใบสมัคร แต่หน้าแนะนำการสมัครไม่ได้ระบุระบบพิกัดเดียวที่ทุกประเทศต้องใช้ ดังนั้นคณะทำงานต้องตรวจสอบแบบฟอร์มและคำแนะนำฉบับที่ใช้ในปีสมัครอีกครั้ง สำหรับการทำงานภายใน Mr. Rock แนะนำให้กำหนดมาตรฐานดังนี้
-
ใช้ระบบพิกัดเดียวกันในฐานข้อมูลกลาง
-
ระบุ Coordinate Reference System หรือ CRS ทุกไฟล์
-
ตรวจสอบ Polygon ไม่ให้ซ้อนทับ บิดเบี้ยว หรือปิดไม่สนิท
-
กำจัดช่องว่างและชิ้นส่วนพื้นที่ที่เกิดจากความผิดพลาดในการวาด
-
ตั้งชื่อฟิลด์และรหัสแหล่งให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
-
จัดทำ Metadata และ Data Dictionary
-
เก็บวันที่ปรับปรุง ผู้แก้ไข และเลขรุ่นของข้อมูล
-
สำรองข้อมูลต้นฉบับและข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบแยกกัน
-
ส่งออกไฟล์สำหรับเผยแพร่โดยไม่เปิดเผยข้อมูลอ่อนไหวเกินความจำเป็น
ตัวเลขพื้นที่ในเอกสาร ใบสมัคร เว็บไซต์ ตารางสถิติ และแผนที่ต้องคำนวณจากขอบเขตฉบับเดียวกัน หากพบตัวเลขต่างกัน ต้องตรวจสอบสาเหตุก่อนนำไปใช้
7. แผนที่ที่ควรเตรียม
นอกจากแผนที่และ Shapefile ที่ UNESCO กำหนดในชุดใบสมัคร ควรเตรียมแผนที่ใช้งานภายในเพิ่มเติม ได้แก่
-
แผนที่แสดงตำแหน่งพื้นที่ในประเทศไทย
-
แผนที่ขอบเขตและเขตการปกครอง
-
แผนที่ธรณีวิทยา
-
แผนที่แหล่งธรณีวิทยา
-
แผนที่มรดกธรรมชาติและวัฒนธรรม
-
แผนที่เส้นทางและโครงสร้างพื้นฐาน
-
แผนที่ภัยคุกคามและพื้นที่คุ้มครอง
-
แผนที่สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว
แผนที่ทุกฉบับควรมีชื่อแผนที่ คำอธิบายสัญลักษณ์ มาตราส่วน ทิศเหนือ แหล่งข้อมูล วันที่จัดทำ ระบบพิกัด และผู้จัดทำตามความเหมาะสม
แผนที่สำหรับนักวิชาการสามารถแสดงรายละเอียดทางธรณีวิทยาได้มากกว่าแผนที่สำหรับนักท่องเที่ยว เพราะ UNESCO แนะนำว่าสื่อสำหรับประชาชนไม่ควรใช้ศัพท์วิทยาศาสตร์ที่ยากเกินไป
8. ตรวจสอบขอบเขตในพื้นที่จริง
ก่อนรับรองขอบเขต คณะทำงานควรสุ่มตรวจแนวเขตภาคสนาม โดยเฉพาะบริเวณที่
-
ตัดผ่านชุมชนหรือพื้นที่เอกชน
-
อยู่ใกล้แหล่งธรณีวิทยาสำคัญ
-
ซ้อนกับพื้นที่คุ้มครอง
-
มีแนวเขตทางธรรมชาติไม่ชัดเจน
-
มีความแตกต่างระหว่างแผนที่กับสภาพจริง
-
มีโครงการพัฒนาหรือกิจกรรมที่อาจสร้างผลกระทบ
การตรวจสนามควรบันทึกพิกัด ภาพถ่าย ทิศทางการถ่าย ผู้สำรวจ วันที่ และข้อสังเกต ไม่ควรพึ่งภาพถ่ายดาวเทียมหรือแผนที่ออนไลน์เพียงอย่างเดียว
9. การรับรองและควบคุมเวอร์ชัน
เมื่อได้ขอบเขตที่ทุกฝ่ายเห็นชอบ ควรจัดทำ “ชุดขอบเขตฉบับควบคุม” ประกอบด้วย
-
ไฟล์ Shapefile ครบทุกองค์ประกอบ
-
ไฟล์ GeoPackage หรือรูปแบบกลางสำหรับใช้งานภายใน
-
แผนที่ PDF ความละเอียดสูง
-
ตารางพิกัดหรือคำอธิบายแนวเขต
-
รายงานหลักการและเหตุผลในการกำหนดขอบเขต
-
มติหรือหนังสือรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
-
Metadata และบันทึกเลขรุ่น
ควรกำหนดชื่อไฟล์และเลขรุ่นอย่างชัดเจน เช่น UGGp_Boundary_v1.0_YYYYMMDD และห้ามแก้ไขไฟล์ที่รับรองแล้วโดยไม่ผ่านกระบวนการอนุมัติ
รูปแบบการตั้งชื่อดังกล่าวเป็นตัวอย่างเพื่อการควบคุมงาน ไม่ใช่รูปแบบบังคับของ UNESCO
สรุป
ขอบเขตที่ดีต้องตอบได้พร้อมกันว่า “ทำไมพื้นที่นี้จึงอยู่ภายใน” “ใครดูแล” “เชื่อมโยงกับเรื่องราวทางธรณีวิทยาอย่างไร” และ “ประชาชนภายในพื้นที่มีส่วนร่วมอย่างไร” เส้นขอบเขตที่วาดสวยแต่บริหารไม่ได้ไม่เพียงพอ เช่นเดียวกับขอบเขตที่บริหารง่ายแต่ตัดแหล่งสำคัญหรือขาดความเชื่อมโยงทางธรณีวิทยาก็อาจไม่เหมาะสม เป้าหมายจึงต้องเป็นพื้นที่เดียวกันอย่างมีเอกภาพ มีเหตุผลรองรับ และตรวจสอบได้จากทั้งเอกสาร แผนที่ และสภาพจริง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
-
UNESCO–IUGS: Assessment of the international significance of geological heritage
-
UNESCO: Guide for transnational UNESCO Global Geopark applications
#HowToUGGp #UNESCOGlobalGeopark #อุทยานธรณีโลก #อุทยานธรณี #GeoparkBoundary #ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ #GIS #Shapefile #แผนที่อุทยานธรณี #Geoheritage #Geosite #การกำหนดขอบเขต #ฐานข้อมูลภูมิสารสนเทศ #UbonGeopark #iok2u
.
------------------------
ที่มา
- http://www.globalgeopark.org
- https://www.unesco.org/en/mab/wnbr/
รวบรวมรูปภาพ
------------------------
------------------------
HowTo UGGp-00 ชุดคู่มือปฏิบัติสู่ UNESCO Global Geopark
.

