สำรวจและจัดทำบัญชีแหล่งธรณีวิทยา (Geosite Inventory) ให้เป็นระบบ
อุทยานธรณีโลก ยูเนสโก (UNESCO Global Geoparks: UGGp)
HowTo UGGp คู่มือปฏิบัติสู่ UNESCO Global Geopark
สำรวจและจัดทำบัญชีแหล่งธรณีวิทยา (Geosite Inventory) ให้เป็นระบบ
บัญชีแหล่งธรณีวิทยา หรือ Geosite Inventory เป็นฐานข้อมูลสำคัญของการพัฒนา UNESCO Global Geopark เพราะช่วยตอบคำถามว่า พื้นที่มีมรดกทางธรณีวิทยาอะไร แหล่งใดสนับสนุนคุณค่าระดับนานาชาติ แหล่งใดเหมาะกับการศึกษาและการท่องเที่ยว และแต่ละแห่งต้องได้รับการคุ้มครองอย่างไร การทำบัญชีจึงไม่ใช่เพียงรวบรวมชื่อสถานที่ท่องเที่ยวหรือปักหมุดแหล่งหินลงบนแผนที่ แต่ต้องผ่านการสำรวจ อธิบายทางวิทยาศาสตร์ ตรวจสอบเอกสารอ้างอิง ประเมินสภาพและภัยคุกคาม ตลอดจนกำหนดแนวทางบริหารจัดการรายแหล่ง
UNESCO ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความเป็นตัวแทน และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ไม่ได้ประกาศจำนวน Geosite ขั้นต่ำที่ใช้เป็นเกณฑ์ผ่าน ดังนั้นไม่ควรเพิ่มจำนวนแหล่งเพื่อให้บัญชีดูใหญ่ แต่ควรเลือกแหล่งที่มีคุณค่าชัดเจนและบริหารจัดการได้จริง
1. Geosite คืออะไร
ในทางปฏิบัติ Geosite หมายถึงสถานที่ที่แสดงองค์ประกอบ กระบวนการ หรือหลักฐานทางธรณีวิทยาที่มีคุณค่า เช่น
-
ลำดับชั้นหินที่บันทึกเหตุการณ์สำคัญ
-
ซากดึกดำบรรพ์หรือแหล่งร่องรอยสิ่งมีชีวิตโบราณ
-
โครงสร้างรอยเลื่อน รอยคดโค้ง หรือแนวสัมผัสหน่วยหิน
-
ภูมิประเทศจากแม่น้ำ ลม ธารน้ำแข็ง ภูเขาไฟ หรือกระบวนการชายฝั่ง
-
ถ้ำ ระบบคาสต์ น้ำพุ หรือแหล่งน้ำใต้ดิน
-
แหล่งแร่และประวัติศาสตร์การทำเหมือง
-
จุดที่แสดงกระบวนการทางธรณีวิทยาที่ยังดำเนินอยู่
-
แหล่งที่มีประวัติการศึกษาหรือความสำคัญต่อพัฒนาการของวิชาธรณีวิทยา
ไม่ใช่สถานที่ที่มีหินทุกแห่งจะเป็น Geosite และสถานที่สวยงามก็ไม่ได้มีคุณค่าทางวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติโดยอัตโนมัติ ต้องมีคำอธิบายว่าจุดนั้นเป็นตัวแทนของเรื่องใด มีความโดดเด่นเพียงใด และมีหลักฐานวิชาการใดรองรับ
งานวิจัยด้าน Geoheritage ยังเสนอให้แยกระหว่าง Geosite ซึ่งมีคุณค่าทางวิทยาศาสตร์ กับ Geodiversity Site ซึ่งอาจมีประโยชน์โดดเด่นด้านการศึกษาและการท่องเที่ยว แม้คุณค่าทางวิทยาศาสตร์ไม่สูงเท่ากัน การแยกบทบาทจะช่วยป้องกันการอ้างว่าแหล่งท่องเที่ยวทุกแห่งมีความสำคัญระดับนานาชาติ Brilha, 2016
2. เริ่มจากกำหนดกรอบเรื่องราวทางธรณีวิทยา
ก่อนออกสำรวจ คณะทำงานควรจัดทำ กรอบเรื่องราวทางธรณีวิทยาของพื้นที่ (Geological Framework) เพื่อระบุว่าบัญชีแหล่งต้องเป็นตัวแทนของเหตุการณ์ใดบ้าง เช่น
-
หน่วยหินและช่วงอายุทางธรณีวิทยา
-
สภาพแวดล้อมการสะสมตัวในอดีต
-
การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างธรณีวิทยา
-
การยกตัว ผุพัง กัดกร่อน และพัฒนาการของภูมิประเทศ
-
ซากดึกดำบรรพ์และวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต
-
ความสัมพันธ์ระหว่างธรณีวิทยากับลำน้ำ ดิน ระบบนิเวศ และการตั้งถิ่นฐาน
-
การใช้หิน แร่ น้ำ หรือทรัพยากรธรณีของชุมชน
เมื่อมีกรอบดังกล่าว คณะทำงานจะเห็นว่าแหล่งใดเป็นตัวแทนของเรื่องเดียวกัน แหล่งใดเติมช่องว่างทางวิทยาศาสตร์ และแหล่งใดไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวหลักของพื้นที่
การเริ่มจากรายชื่อสถานที่ยอดนิยมก่อน อาจทำให้บัญชีมีแหล่งท่องเที่ยวจำนวนมาก แต่ขาดหลักฐานสำคัญที่ใช้เล่าเรื่องวิวัฒนาการทางธรณีวิทยาของพื้นที่
3. รวบรวมรายชื่อแหล่งเบื้องต้น
ขั้นแรกให้รวบรวม Candidate Sites หรือแหล่งที่มีศักยภาพจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ได้แก่
-
แผนที่และรายงานสำรวจทางธรณีวิทยา
-
งานวิจัย วิทยานิพนธ์ และบทความวิชาการ
-
ฐานข้อมูลซากดึกดำบรรพ์ แร่ ถ้ำ และทรัพยากรธรณี
-
รายงานของมหาวิทยาลัยและหน่วยงานราชการ
-
ความรู้ของนักธรณีวิทยาที่เคยทำงานในพื้นที่
-
ข้อมูลจากชุมชน เจ้าของที่ดิน และปราชญ์ท้องถิ่น
-
ภาพถ่ายทางอากาศและข้อมูลภูมิสารสนเทศ
-
รายงานภัยพิบัติ การกัดเซาะ หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่
รายชื่อในขั้นนี้ยังไม่ควรถูกประกาศว่าเป็น Geosite อย่างเป็นทางการ ต้องผ่านการตรวจเอกสาร การสำรวจภาคสนาม และการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญก่อน
4. กำหนดรหัสประจำแหล่ง
แหล่งทุกแห่งควรมีรหัสเฉพาะที่ไม่ซ้ำกัน เช่น UB-GEO-001 โดยอาจประกอบด้วยรหัสพื้นที่ ประเภทข้อมูล และหมายเลขลำดับ
รหัสควรคงเดิมแม้มีการเปลี่ยนชื่อที่ใช้ประชาสัมพันธ์ และไม่ควรนำหมายเลขลำดับกลับมาใช้กับแหล่งอื่นเมื่อยกเลิกรายการ เพราะจะทำให้รายงาน ภาพถ่าย แผนที่ และประวัติการติดตามเชื่อมโยงผิดแหล่ง
รูปแบบรหัสนี้เป็นข้อเสนอแนะสำหรับบริหารฐานข้อมูล ไม่ใช่รูปแบบที่ UNESCO บังคับใช้
5. ข้อมูลที่ควรเก็บในแบบสำรวจ
แบบสำรวจรายแหล่งควรครอบคลุมอย่างน้อย 8 กลุ่มข้อมูล
|
กลุ่มข้อมูล |
ตัวอย่างรายการ |
|---|---|
|
ข้อมูลประจำแหล่ง |
รหัส ชื่อไทย ชื่ออังกฤษ และชื่อท้องถิ่น |
|
ตำแหน่ง |
พิกัด ขอบเขตแหล่ง ระดับความสูง และแผนที่ |
|
ธรณีวิทยา |
หน่วยหิน อายุหิน โครงสร้าง กระบวนการและประเภทความสนใจ |
|
คุณค่า |
วิทยาศาสตร์ การศึกษา การท่องเที่ยว วัฒนธรรมและภูมิทัศน์ |
|
หลักฐาน |
งานวิจัย แผนที่ รายงานและผู้เชี่ยวชาญที่ตรวจสอบ |
|
สภาพพื้นที่ |
ความสมบูรณ์ การมองเห็น การเข้าถึงและการใช้พื้นที่ |
|
การคุ้มครอง |
กฎหมาย หน่วยงาน เจ้าของหรือผู้ครอบครองพื้นที่ |
|
ความเสี่ยง |
การกัดเซาะ เก็บตัวอย่าง ก่อสร้าง ขยะ เหมืองและนักท่องเที่ยว |
ควรเพิ่มข้อมูลผู้สำรวจ วันที่สำรวจ ภาพถ่ายพร้อมทิศทางการถ่าย และวันที่ปรับปรุงล่าสุดด้วย หากข้อมูลใดไม่สามารถยืนยันได้ ให้บันทึกว่า “ยังไม่มีข้อมูลยืนยัน” ไม่ควรเว้นว่างจนผู้อื่นเข้าใจผิดว่าไม่มีปัญหา
6. สำรวจภาคสนามอย่างเป็นระบบ
ทีมสำรวจควรประกอบด้วยนักธรณีวิทยา เจ้าหน้าที่ GIS ผู้ดูแลพื้นที่ และผู้แทนชุมชนตามความเหมาะสม โดยเตรียมแผนที่ แบบบันทึก กล้อง เครื่องรับพิกัด และอุปกรณ์ความปลอดภัยก่อนออกพื้นที่
การสำรวจควรดำเนินการดังนี้
-
ยืนยันตำแหน่งและขอบเขตของแหล่ง
-
บันทึกลักษณะหิน โครงสร้าง และกระบวนการที่พบ
-
ถ่ายภาพภาพรวม ภาพระยะกลาง และภาพรายละเอียด
-
ใช้มาตราส่วนในภาพเมื่อบันทึกรายละเอียดทางวิทยาศาสตร์
-
ตรวจเส้นทางเข้า จุดจอดรถ ความลาดชัน และอันตราย
-
ตรวจร่องรอยความเสียหายและกิจกรรมของมนุษย์
-
สอบถามประวัติและการใช้พื้นที่จากผู้ดูแลหรือชุมชน
-
ตรวจสอบความสอดคล้องกับแผนที่และเอกสารเดิม
การเก็บตัวอย่างหิน แร่ หรือซากดึกดำบรรพ์ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ได้รับอนุญาตจากผู้มีอำนาจ และมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ไม่ควรเก็บตัวอย่างเพียงเพื่อให้มีวัตถุจัดแสดง
หากแหล่งมีซากดึกดำบรรพ์หรือแร่ที่เสี่ยงต่อการลักลอบเก็บ ควรจำกัดการเผยแพร่พิกัดละเอียดในฐานข้อมูลสาธารณะ แต่เก็บพิกัดจริงไว้ในระบบควบคุมสำหรับผู้รับผิดชอบ
7. ประเมินคุณค่าคนละส่วนกับความเสี่ยง
การประเมินควรแยกอย่างน้อย 4 ด้าน ได้แก่
คุณค่าทางวิทยาศาสตร์ พิจารณาความเป็นตัวแทน ความหายาก ความสมบูรณ์ ความหลากหลายทางธรณีวิทยา ระดับองค์ความรู้ และการใช้เป็นแหล่งอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์
ศักยภาพด้านการศึกษา พิจารณาว่าสังเกตและอธิบายได้ง่ายหรือไม่ เหมาะกับผู้เรียนระดับใด มีความปลอดภัยและสามารถจัดกิจกรรมเรียนรู้ได้หรือไม่
ศักยภาพด้านการท่องเที่ยว พิจารณาการเข้าถึง ความปลอดภัย ความสวยงาม ความสามารถรองรับผู้เยี่ยมชม และความเชื่อมโยงกับแหล่งอื่น โดยศักยภาพด้านท่องเที่ยวสูงไม่ได้หมายถึงคุณค่าทางวิทยาศาสตร์สูงเสมอไป
ความเสี่ยงต่อการเสื่อมสภาพ พิจารณาความเปราะบางตามธรรมชาติ การกัดเซาะ การก่อสร้าง การเก็บตัวอย่าง การเหยียบย่ำ ขยะ เหมือง น้ำท่วม ไฟป่า และจำนวนผู้เยี่ยมชม
วิธีการให้คะแนนมีหลายระบบ แต่ UNESCO ไม่ได้กำหนดให้ทุกพื้นที่ต้องใช้สูตรเดียว หากนำระบบคะแนนมาใช้ ต้องบอกชื่อวิธี เกณฑ์ น้ำหนัก ผู้ประเมิน และข้อจำกัดอย่างโปร่งใส ห้ามสร้างคะแนนเพื่อสนับสนุนผลที่ต้องการไว้ล่วงหน้า
8. พิสูจน์คุณค่าระดับนานาชาติอย่างไร
UNESCO กำหนดให้พื้นที่ต้องมีมรดกทางธรณีวิทยาที่มีคุณค่าระดับนานาชาติ การพิจารณาอาศัยผู้เชี่ยวชาญและหลักฐานงานวิจัยที่ผ่านการทบทวนทางวิชาการ พร้อมการเปรียบเทียบในระดับโลก UNESCO Global Geoparks จึงควรแยก Geosite ในบัญชีออกเป็นระดับความสำคัญที่พื้นที่สามารถพิสูจน์ได้ เช่น ท้องถิ่น ภูมิภาค ประเทศ และนานาชาติ แต่การจัดระดับต้องมีหลักฐานรองรับ
สำหรับแหล่งที่เสนอว่ามีความสำคัญระดับนานาชาติ ควรตอบได้ว่า
-
แหล่งนี้เป็นตัวแทนของเหตุการณ์หรือกระบวนการใด
-
มีความโดดเด่นหรือหายากเมื่อเทียบกับแหล่งอื่นอย่างไร
-
มีงานวิจัยที่ผ่านการทบทวนโดยผู้ทรงคุณวุฒิหรือไม่
-
นักวิชาการนานาชาติเคยศึกษาหรืออ้างอิงแหล่งนี้หรือไม่
-
สภาพแหล่งยังคงรักษาลักษณะที่ใช้พิสูจน์คุณค่าไว้หรือไม่
-
มีแหล่งใดในประเทศและต่างประเทศที่ต้องนำมาเปรียบเทียบ
คำว่า “มีชื่อเสียง” “สวยที่สุด” หรือ “เชื่อว่าเก่าแก่ที่สุด” ไม่เพียงพอ หากไม่มีข้อมูลวิชาการยืนยัน
9. เชื่อมบัญชี Geosite เข้ากับ GIS
Geosite แต่ละแห่งควรเชื่อมโยงกับฐานข้อมูล GIS ด้วยรหัสเดียวกัน โดยบันทึกเป็นจุด เส้น หรือรูปหลายเหลี่ยมตามลักษณะของแหล่ง การใช้หมุดเพียงจุดเดียวเหมาะสำหรับแสดงตำแหน่งทั่วไป แต่ไม่เพียงพอสำหรับแหล่งที่ครอบคลุมพื้นที่กว้าง เช่น หน้าผา ลำดับชั้นหิน ถ้ำ หรือภูมิประเทศทั้งระบบ จึงควรมีขอบเขตแหล่งและเขตบริหารจัดการตามข้อมูลที่สำรวจได้จริง ต้องตรวจให้ชื่อ รหัส พิกัด และจำนวนแหล่งในฐานข้อมูล ตาราง แผนที่ เว็บไซต์ และใบสมัครตรงกันทั้งหมด พร้อมควบคุมเวอร์ชันและบันทึกประวัติการแก้ไข
10. จัดทำแผนบริหารรายแหล่ง
UNESCO ระบุว่าแหล่งธรณีวิทยาที่เป็นตัวกำหนดคุณค่าของอุทยานธรณีต้องได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และควรมีมาตรการคุ้มครองที่เหมาะสมรายแหล่ง UNESCO: Geoconservation แผนบริหารรายแหล่งควรระบุ
-
คุณค่าที่ต้องรักษา
-
หน่วยงานและเจ้าของพื้นที่
-
สภาพและภัยคุกคาม
-
กฎหมายหรือมาตรการที่ใช้คุ้มครอง
-
กิจกรรมที่อนุญาตและไม่อนุญาต
-
การจัดการผู้เยี่ยมชม
-
การติดตามการเปลี่ยนแปลง
-
ผู้รับผิดชอบ งบประมาณ และรอบเวลาประเมิน
ไม่ควรติดตั้งป้าย ทางเดิน หรือสิ่งก่อสร้างทุกแห่งโดยใช้แบบเดียวกัน แหล่งที่เปราะบางอาจเหมาะกับการจำกัดการเข้าถึง การใช้สื่อดิจิทัล หรือจัดทำแหล่งจำลองเพื่อการเรียนรู้มากกว่าเปิดรับนักท่องเที่ยวโดยตรง
สรุป
Geosite Inventory ที่ดีต้องตอบได้ว่า “แหล่งนี้คืออะไร สำคัญเพราะอะไร หลักฐานอยู่ที่ใด สภาพปัจจุบันเป็นอย่างไร และใครรับผิดชอบดูแล” จำนวนแหล่งมากไม่ใช่เป้าหมายหลัก สิ่งสำคัญคือบัญชีต้องเป็นระบบ ตรวจสอบย้อนกลับได้ เชื่อมโยงกับ GIS มีข้อมูลวิทยาศาสตร์น่าเชื่อถือ และนำไปใช้กำหนดมาตรการอนุรักษ์ การศึกษา และการพัฒนาพื้นที่ได้จริง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
-
UNESCO–IUGS: Guidelines for assessing international geological significance
-
Brilha: Inventory and Quantitative Assessment of Geosites and Geodiversity Sites
-
IUCN: Guidelines for Geoconservation in Protected and Conserved Areas
#HowToUGGp #UNESCOGlobalGeopark #อุทยานธรณีโลก #อุทยานธรณี #GeositeInventory #แหล่งธรณีวิทยา #มรดกทางธรณีวิทยา #Geoheritage #Geoconservation #สำรวจธรณีวิทยา #ฐานข้อมูลGIS #การประเมินคุณค่า #การอนุรักษ์ธรณี #UbonGeopark #iok2u
------------------------
ที่มา
- http://www.globalgeopark.org
- https://www.unesco.org/en/mab/wnbr/
รวบรวมรูปภาพ
------------------------
------------------------
HowTo UGGp-00 ชุดคู่มือปฏิบัติสู่ UNESCO Global Geopark
.

