มรดกโลกคู่แผ่นดิน: อุทยานแห่งชาติฟ็องญา-เค่บ่าง และอุทยานแห่งชาติหินหนามหน่อ
(Transboundary Heritage: Phong Nha-Ke Bang National Park and Hin Nam No National Park)
อุทยานแห่งชาติฟ็องญา-เค่บ่าง (Phong Nha-Ke Bang National Park) ตั้งอยู่ใจกลางเทือกเขาอันนัม (Annamite Mountain Range) ในจังหวัดกว๋างบิ่ญ (Quang Binh) ประเทศเวียดนาม และมีพื้นที่ติดต่อกับเขตอนุรักษ์ธรรมชาติหินหนามหน่อ (Hin Namno Nature Reserve) ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (Lao People's Democratic Republic) ทางทิศตะวันตก อุทยานแห่งชาตินี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก (UNESCO) ครั้งแรกในปีคริสต์ศักราช 2003 (พ.ศ. 2546) ต่อมาในปีคริสต์ศักราช 2025 (พ.ศ. 2568) คณะกรรมการมรดกโลกได้อนุมัติการปรับเปลี่ยนขอบเขตที่สำคัญเพื่อรวมอุทยานแห่งชาติหินหนามหน่อ (Hin Nam No National Park) ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้พื้นที่นี้กลายเป็นแหล่งมรดกโลกข้ามพรมแดนในชื่อ "อุทยานแห่งชาติฟ็องญา-เค่บ่าง และอุทยานแห่งชาติหินหนามหน่อ" (Phong Nha-Ke Bang National Park and Hin Nam No National Park) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม คริสต์ศักราช 2025 (พ.ศ. 2568) ณ การประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 47 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส การขึ้นทะเบียนนี้ยังถือเป็นแหล่งมรดกโลกแห่งที่สี่ของประเทศลาว และเป็นแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งแรกของประเทศอีกด้วย
แหล่งมรดกโลกข้ามพรมแดนแห่งนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในภูมิทัศน์หินปูนคาสต์ (limestone karst) และระบบนิเวศที่โดดเด่นและได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดีที่สุดในโลก โดยมีพื้นที่รวม 123,326 เฮกตาร์ในส่วนของฟ็องญา-เค่บ่าง และ 94,121 เฮกตาร์ในส่วนของหินหนามหน่อ ซึ่งประกอบด้วยถิ่นที่อยู่ทั้งบนบกและในน้ำ ป่าปฐมภูมิและทุติยภูมิ พื้นที่ฟื้นฟูตามธรรมชาติ ป่าทึบเขตร้อน และทุ่งหญ้าสะวันนา โดดเด่นเป็นพิเศษด้วยถ้ำขนาดใหญ่จำนวนมากที่งดงามและมีความสำคัญทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีระยะทางรวมกว่า 104 กิโลเมตร ของถ้ำและแม่น้ำใต้ดิน ทำให้เป็นหนึ่งในระบบนิเวศหินปูนคาสต์ที่โดดเด่นที่สุดทั่วโลก
คุณค่าโดดเด่นเป็นสากล (Outstanding Universal Value)
อุทยานแห่งชาติฟ็องญา-เค่บ่าง และอุทยานแห่งชาติหินหนามหน่อ ได้รับการขึ้นทะเบียนภายใต้เกณฑ์ของยูเนสโก ดังนี้:
-
เกณฑ์ (viii): แหล่งมรดกโลกข้ามพรมแดนแห่งนี้เป็นหนึ่งในระบบคาสต์เขตร้อนชื้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและยังคงสภาพสมบูรณ์ทั่วโลก และเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ทางธรณีวิทยา (geological) ธรณีสัณฐานวิทยา (geomorphic) และธรณีกาลเวลา (geo-chronological) ของภูมิภาค การก่อตัวของหินปูนคาสต์ในบริเวณนี้เริ่มขึ้นเมื่อประมาณ 400 ล้านปีก่อน ในยุคพาลีโอโซอิก (Palaeozoic era) ทำให้เป็นระบบคาสต์ขนาดใหญ่ที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชีย
-
เกณฑ์ (ix): พื้นที่แห่งนี้ปกป้องระบบนิเวศที่มีความสำคัญระดับโลกภายในเขตชีวภูมิภาค (ecoregions) ต่างๆ ซึ่งรวมถึงป่าฝนอันนัมตอนเหนือ (Northern Annamites Rainforests) เขตชีวภูมิภาคน้ำจืดอันนัมตอนเหนือและตอนใต้ (Northern Annam and Southern Annam freshwater ecoregions) และเขตชีวภูมิภาคป่าชื้นเทือกเขาอันนัม (Annamite Range Moist Forests priority ecoregions) โดดเด่นด้วยภูมิทัศน์หินปูนที่ซับซ้อน พร้อมถ้ำขนาดใหญ่และแม่น้ำใต้ดิน และการก่อตัวของคาสต์จัดเป็นหนึ่งในระบบที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในทวีปเอเชีย
-
เกณฑ์ (x): แหล่งมรดกโลกแห่งนี้มีความหลากหลายทางชีวภาพ (biodiversity) ที่อุดมสมบูรณ์ทั้งบนบก ในน้ำจืด และใต้ดิน โดยในอุทยานแห่งชาติฟ็องญา-เค่บ่าง ได้มีการบันทึกพืชมีท่อลำเลียง (vascular plants) กว่า 2,700 ชนิด และสัตว์มีกระดูกสันหลัง (vertebrate species) กว่า 800 ชนิด รวมถึง 237 ชนิดที่ถูกคุกคามทั่วโลก ณ เวลาที่ขึ้นทะเบียน และ 400 ชนิดที่เป็นพืชเฉพาะถิ่น (endemic) ในลาวตอนกลางและ/หรือเวียดนาม ในขณะที่อุทยานแห่งชาติหินหนามหน่อเป็นแหล่งที่มีพืชกว่า 1,500 ชนิด และสัตว์มีกระดูกสันหลัง 536 ชนิด ซึ่งรวมถึงหลายชนิดที่ถูกคุกคามทั่วโลกและเป็นพืชเฉพาะถิ่น
บริบททางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม (Historical and Architectural Context)
ประวัติศาสตร์ธรณีวิทยา
ประวัติศาสตร์ทางธรณีวิทยาของอุทยานแห่งชาติฟ็องญา-เค่บ่าง และอุทยานแห่งชาติหินหนามหน่อ ย้อนกลับไปกว่า 400 ล้านปี ในยุคพาลีโอโซอิก (Palaeozoic period) ซึ่งเป็นการเริ่มต้นของการก่อตัวของหินปูนคาสต์ในภูมิภาคนี้ ทำให้เป็นหนึ่งในระบบคาสต์ขนาดใหญ่ที่เก่าแก่ที่สุดในทวีปเอเชีย พื้นที่แห่งนี้ได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงทางธรณีแปรสัณฐาน (tectonic changes) ครั้งใหญ่ ส่งผลให้เกิดภูมิทัศน์ที่ซับซ้อนของเทือกเขาหินปูนผุกร่อนไปเป็นหน้าผาที่งดงาม หน้าผาสูงชัน และหลุมยุบขนาดลึก
ประวัติศาสตร์การบริหารจัดการ
อุทยานแห่งชาติฟ็องญา-เค่บ่าง (Phong Nha-Ke Bang National Park):
-
คริสต์ศักราช 1986 (พ.ศ. 2529): พื้นที่ฟ็องญาได้รับการประกาศเป็นแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ (Phong Nha Cultural and Historical Site) ครอบคลุมพื้นที่ 5,000 เฮกตาร์
-
คริสต์ศักราช 1993 (พ.ศ. 2536): ได้รับการยกระดับเป็นเขตอนุรักษ์ธรรมชาติฟ็องญา (Phong Nha Nature Reserve) โดยขยายพื้นที่เป็น 41,132 เฮกตาร์
-
คริสต์ศักราช 2001 (พ.ศ. 2544): อุทยานแห่งชาติฟ็องญา-เค่บ่าง ได้รับการจัดตั้งอย่างเป็นทางการตามมติของนายกรัฐมนตรี โดยมีพื้นที่เริ่มต้น 85,754 เฮกตาร์
-
คริสต์ศักราช 2003 (พ.ศ. 2546): ยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนอุทยานแห่งชาติฟ็องญา-เค่บ่าง เป็นแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติ (World Natural Heritage site) โดยพิจารณาจากคุณค่าทางธรณีวิทยาและธรณีสัณฐานวิทยาที่โดดเด่นระดับโลก
-
คริสต์ศักราช 2015 (พ.ศ. 2558): อุทยานฯ ได้รับการรับรองเป็นแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติของยูเนสโกครั้งที่สอง โดยพิจารณาจากเกณฑ์ความหลากหลายทางชีวภาพ
-
คริสต์ศักราช 2025 (พ.ศ. 2568): ยูเนสโกอนุมัติการขยายขอบเขตของอุทยานฯ และการกำหนดให้เป็นแหล่งมรดกโลกข้ามพรมแดน
อุทยานแห่งชาติหินหนามหน่อ (Hin Nam No National Park):
-
คริสต์ศักราช 1993 (พ.ศ. 2536): ได้รับการจัดตั้งเป็นเขตอนุรักษ์แห่งชาติหินหนามหน่อ (Hin Nam No National Protected Area) ตามพระราชกฤษฎีกาของนายกรัฐมนตรี ครอบคลุมพื้นที่ 88,500 เฮกตาร์
-
มกราคม คริสต์ศักราช 2020 (พ.ศ. 2563): ได้รับการกำหนดให้เป็นอุทยานแห่งชาติอย่างเป็นทางการโดยนายกรัฐมนตรีของประเทศลาว
-
ต้นปีคริสต์ศักราช 2021 (พ.ศ. 2564): อุทยานแห่งชาติหินหนามหน่อได้รับการเสนอชื่อเข้าสู่บัญชีเขตอนุรักษ์และพื้นที่อนุรักษ์สีเขียวของ IUCN (IUCN Green List of Protected and Conserved Areas)
-
13 กรกฎาคม คริสต์ศักราช 2025 (พ.ศ. 2568): ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกของยูเนสโก และจัดเป็นแหล่งมรดกโลกข้ามพรมแดนร่วมกับอุทยานแห่งชาติฟ็องญา-เค่บ่าง ของประเทศเวียดนาม
บริบททางสถาปัตยกรรมธรรมชาติ
พื้นที่แห่งนี้โดดเด่นด้วยภูมิทัศน์คาสต์ที่งดงามตระการตา รวมถึงหน้าผาที่ตั้งตระหง่าน หลุมยุบที่ลึก และเครือข่ายแม่น้ำใต้ดินที่กว้างขวาง ในส่วนของอุทยานแห่งชาติฟ็องญา-เค่บ่าง มีถ้ำและแม่น้ำใต้ดินรวมกันกว่า 104 กิโลเมตร ขณะที่อุทยานแห่งชาติหินหนามหน่อ มีลักษณะทางธรณีวิทยาที่โดดเด่นด้วยการก่อตัวของหินปูนที่ขรุขระ หน้าผาสูงตระหง่านถึง 300 เมตร ยอดหินแหลมคม และหุบเขาอันห่างไกล โดยมีถ้ำที่ได้รับการบันทึกไว้ถึง 173 แห่ง ถ้ำสำคัญคือถ้ำเซบั้งไฟ (Xe Bang Fai Cave) หรือ Tham Khoun Xe ซึ่งเป็นระบบแม่น้ำใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีทางเดินถ้ำสูงถึง 120 เมตร และกว้าง 200 เมตร พร้อมช่องทางใต้ดินยาวประมาณ 7 กิโลเมตร ชื่อ "หินหนามหน่อ" (Hin Nam No) นั้นแปลว่า "ยอดเขาที่แหลมคมเหมือนหน่อไม้ไผ่" ซึ่งสะท้อนลักษณะทางธรณีวิทยาที่โดดเด่นของพื้นที่ได้อย่างชัดเจน
จุดเด่นสำคัญ (Key Highlights)
-
ภูมิทัศน์หินปูนคาสต์ (Karst Landscape) ที่ยิ่งใหญ่: เป็นหนึ่งในภูมิทัศน์หินปูนคาสต์แบบต่อเนื่องที่ใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดในโลก โดยมีอายุย้อนไปถึง 400 ล้านปีในยุคพาลีโอโซอิก โดดเด่นด้วยหน้าผาที่น่าทึ่ง ยอดหินแหลม และหลุมยุบขนาดใหญ่
-
ระบบถ้ำอันกว้างใหญ่ (Extensive Cave Systems): อุทยานแห่งนี้เป็นที่รู้จักในฐานะ "อาณาจักรแห่งถ้ำ" ของเวียดนาม มีถ้ำที่สำรวจแล้วกว่า 400 แห่งในฟ็องญา-เค่บ่าง รวมความยาวประมาณ 126 กิโลเมตร และมีถ้ำที่ได้รับการบันทึก 173 แห่งในหินหนามหน่อ
-
ถ้ำเซินด่อง (Son Doong Cave): ค้นพบในปีคริสต์ศักราช 2009 (พ.ศ. 2552) ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก
-
ถ้ำฟ็องญา (Phong Nha Cave): มีชื่อเสียงด้านแม่น้ำใต้ดินที่ยาวที่สุดในโลก การก่อตัวของหินงอกหินย้อยที่น่าประทับใจ ปากถ้ำที่สูงและกว้าง ชายหาดทรายขาว และทะเลสาบใต้ดิน
-
ถ้ำพาราไดซ์ (Paradise Cave): มีชื่อเสียงจากหินงอกหินย้อยและหินย้อยที่มีรูปทรงแปลกตาซึ่งก่อตัวขึ้นตลอดหลายพันปี
-
ถ้ำเซบั้งไฟ (Xe Bang Fai Cave หรือ Tham Khoun Xe): เป็นระบบแม่น้ำถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีทางเดินถ้ำที่สูงถึง 120 เมตร และกว้างถึง 200 เมตร พร้อมช่องทางใต้ดินยาวประมาณ 7 กิโลเมตร
-
-
แหล่งรวมความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Hotspot): ตั้งอยู่ในป่าเขตร้อนชื้นภายในเขตชีวภูมิภาคอินโด-พม่า (Indo-Burma biodiversity hotspot) ที่อุดมสมบูรณ์ มีพืชพรรณและสัตว์ป่าหายากและใกล้สูญพันธุ์จำนวนมาก
-
ฟ็องญา-เค่บ่าง: มีพืชมีท่อลำเลียงกว่า 2,700 ชนิด และสัตว์มีกระดูกสันหลัง 800 ชนิด รวมถึง 237 ชนิดที่ถูกคุกคาม และ 400 ชนิดที่เป็นพืชเฉพาะถิ่น
-
หินหนามหน่อ: มีพืชกว่า 1,500 ชนิด และสัตว์มีกระดูกสันหลัง 536 ชนิด รวมถึงลิงกังแดง (Red-shanked Douc Langur) ชะนีแก้มขาวใต้ (Southern White-cheeked Gibbon) เก้งเขาใหญ่ (Large-Antlered Muntjac) และแมงมุมยักษ์ฮันต์สแมน (Giant Huntsman Spider) ซึ่งเป็นแมงมุมที่มีช่วงขาใหญ่ที่สุดในโลก
-
-
การอนุรักษ์ข้ามพรมแดน (Transboundary Conservation): การเชื่อมโยงกับอุทยานแห่งชาติฟ็องญา-เค่บ่าง ของเวียดนาม สร้างระเบียงอนุรักษ์ขนาดใหญ่ที่ช่วยส่งเสริมความพยายามในการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนข้ามพรมแดน
-
ความสำคัญทางวัฒนธรรม (Cultural Significance): อุทยานแห่งชาติหินหนามหน่อเป็นที่อยู่ของชุมชนชาติพันธุ์ส่วนน้อยหลายกลุ่ม เช่น ชาวบรู (Brou) และชาวกะตัง (Katang) ผู้ซึ่งยังคงรักษาขนบธรรมเนียม ประเพณี และวิถีชีวิตที่ยั่งยืน
-
น้ำตกที่งดงาม (Scenic Waterfalls): ในอุทยานแห่งชาติหินหนามหน่อมีน้ำตกที่สวยงามหลายแห่ง เช่น น้ำตกเซียงหลัว (Xieng Lua) และน้ำตกซองซู (Song Sou Falls)
อุทยานแห่งชาติฟ็องญา-เค่บ่าง และอุทยานแห่งชาติหินหนามหน่อ เป็นแหล่งมรดกโลกข้ามพรมแดนที่โดดเด่นด้วยคุณค่าสากลอันเป็นเลิศ ทั้งในด้านธรณีวิทยา ธรณีสัณฐานวิทยา และความหลากหลายทางชีวภาพ ด้วยระบบคาสต์ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดและขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชีย ซึ่งมีอายุย้อนไปถึง 400 ล้านปี และเป็นที่ตั้งของระบบถ้ำขนาดใหญ่จำนวนมาก รวมถึงถ้ำเซินด่อง ถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก อีกทั้งยังเป็นแหล่งอาศัยของพืชและสัตว์หลากหลายชนิด ซึ่งหลายชนิดเป็นพืชเฉพาะถิ่นและถูกคุกคามในระดับโลก การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกข้ามพรมแดนนี้ไม่เพียงแต่เน้นย้ำถึงความสำคัญในการอนุรักษ์ภูมิทัศน์ธรรมชาติที่หาได้ยากยิ่งเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการปกป้องมรดกทางธรรมชาติอันล้ำค่านี้สำหรับคนรุ่นหลัง การมาเยือนแหล่งมรดกโลกแห่งนี้จึงเป็นการเปิดประสบการณ์ทางวิชาการและวัฒนธรรมอันลึกซึ้ง และตอกย้ำถึงความจำเป็นในการรักษาสมบัติอันยิ่งใหญ่ของโลกใบนี้
.
.
-------------------------
ที่มา
- https://whc.unesco.org/en/list
- http://www.globalgeopark.org
- https://www.unesco.org/en/mab/wnbr/
รวบรวมรูปภาพ
-------------------------
------------------------

