มายเซิน: แหล่งอารยธรรมจามโบราณ มรดกโลกแห่งคุณค่าสากลในเวียดนาม
มายเซิน (My Son Sanctuary) ตั้งอยู่ในใจกลางประเทศเวียดนาม เป็นประจักษ์พยานอันโดดเด่นของอารยธรรมอาณาจักรจามปา (Champa Kingdom) โบราณ ซึ่งรุ่งเรืองและสืบทอดมายาวนานกว่าสิบศตวรรษ ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 4 ถึง 13 (พุทธศตวรรษที่ 9 ถึง 18) สถานที่แห่งนี้เคยเป็นศูนย์กลางทางศาสนาและการเมืองที่สำคัญยิ่งของอาณาจักรจามปาเป็นส่วนใหญ่ มรดกสถานแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO World Heritage Site) ในปีคริสต์ศักราช 1999 (พุทธศักราช 2542) ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าและความรุ่งโรจน์ของอาณาจักรจามปาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โครงสร้างยุคแรกสุด ณ มายเซิน สร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 4 (พุทธศตวรรษที่ 9) ภายใต้รัชสมัยของพระเจ้าภัทรวรมัน (King Bhadravarman) แห่งอาณาจักรจามปา การก่อสร้างและบูรณะได้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 13 (พุทธศตวรรษที่ 18) โดยมีหลักฐานสำคัญชิ้นสุดท้ายที่เป็นจารึกบนเสาจากปีคริสต์ศักราช 1243 (พุทธศักราช 1786) การรับรองสถานะมรดกโลกของยูเนสโกนี้ยืนยันถึงความสำคัญอันเป็นสากลของมายเซินในฐานะสถานที่ซึ่งสะท้อนถึงประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และวิศวกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของภูมิภาค
คุณค่าสากลอันโดดเด่น (Outstanding Universal Value)
มายเซิน แซงชัวรี (My Son Sanctuary) ได้รับการพิจารณาให้มีคุณค่าสากลอันโดดเด่น (Outstanding Universal Value) จากยูเนสโกในปีคริสต์ศักราช 1999 (พุทธศักราช 2542) โดยอิงตามเกณฑ์สองประการหลัก:
-
เกณฑ์ (ii): มายเซินเป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม (cultural interchange) สถานที่แห่งนี้แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวของสังคมพื้นเมืองต่ออิทธิพลทางวัฒนธรรมภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งศิลปะและสถาปัตยกรรมฮินดูจากอนุทวีปอินเดีย หมู่ปราสาทอิฐที่ก่อสร้างขึ้นด้วยเสาหินและงานแกะสลักนูนต่ำจากหินทราย สะท้อนถึงวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ที่รุ่งเรืองระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 4 ถึง 13 (พุทธศตวรรษที่ 9 ถึง 18)
-
เกณฑ์ (iii): มายเซินเป็นเครื่องสะท้อนที่ชัดเจนของอาณาจักรจามปา (Champa Kingdom) ในฐานะปรากฏการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองและวัฒนธรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลอดระยะเวลาส่วนใหญ่ของการดำรงอยู่ มายเซินทำหน้าที่เป็นเมืองหลวงทางศาสนาและการปกครองของอาณาจักรจามปา นำเสนอภาพชีวิตทางจิตวิญญาณและการเมืองในช่วงสำคัญของประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลุ่มอาคารซึ่งประกอบด้วยสิ่งก่อสร้างกว่า 70 แห่ง และโบราณคดีที่ยังคงฝังอยู่ใต้ดินอย่างกว้างขวาง แสดงถึงยุคสมัยต่างๆ ของอาณาจักรจามปาตลอดสิบศตวรรษ ปราสาทเหล่านี้อุทิศให้กับพระศิวะ (Shiva) และเทพเจ้าฮินดูอื่นๆ เป็นหลัก ซึ่งมอบข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวคิดทางศาสนาและการเมืองของชาวจาม
นอกจากนี้ มายเซินยังแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะเทคนิคการก่อสร้างของชาวจามที่ใช้ "อิฐเผาอ่อน" (soft fired brick) ที่ประกอบเข้าด้วยกันด้วยมือโดยไม่ปรากฏคราบปูน หรือ "ปูนไม่เห็นรอยต่อ" (seemingly without the use of mortar) ซึ่งยังคงเป็นปริศนาสำหรับนักวิจัยจนถึงปัจจุบัน ความหลากหลายของรูปแบบสถาปัตยกรรม ณ มายเซินนั้นโดดเด่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้จะได้รับความเสียหายจากการสู้รบ โดยเฉพาะในช่วงสงครามเวียดนาม (Vietnam War) แต่ความพยายามในการอนุรักษ์ได้รักษาสภาพดั้งเดิมของโครงสร้าง วัสดุ และฝีมือช่างไว้ได้ ซึ่งสนับสนุนคุณค่าสากลอันโดดเด่นของสถานที่แห่งนี้
บริบททางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม (Historical and Architectural Context)
รายละเอียดทางประวัติศาสตร์
ต้นกำเนิดของมายเซิน แซงชัวรี ย้อนกลับไปในคริสต์ศตวรรษที่ 4 (พุทธศตวรรษที่ 9) เมื่อพระเจ้าภัทรวรมัน (King Bhadravarman) ได้สถาปนาวิหารไม้แห่งแรกเพื่ออุทิศแด่พระศิวะ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนามพระภัทเรศวร (Bhadresvara) วิหารแรกเริ่มนี้ถูกทำลายลงด้วยไฟในเวลาต่อมา แต่พระเจ้าสัมภูวรมัน (King Sambhuvarman) ได้ทรงสร้างขึ้นใหม่ด้วยอิฐในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 6 (พุทธศตวรรษที่ 11) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของยุคทองแห่งความรุ่งเรืองของกลุ่มอาคารแห่งนี้
มายเซินตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนาน ได้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณที่สำคัญ ซึ่งบรรดากษัตริย์จามใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และเป็นสถานที่ฝังพระศพของเชื้อพระวงศ์และวีรบุรุษของชาติ แม้ว่าศาสนาพุทธนิกายมหายาน (Mahayana Buddhism) จะแพร่หลายเข้ามาในวัฒนธรรมจาม แต่ศาสนาฮินดูไศวนิกาย (Shivite Hinduism) ยังคงเป็นศาสนาประจำรัฐที่มั่นคง โดยมีวิหารส่วนใหญ่อุทิศให้กับพระศิวะ พระวิษณุ (Vishnu) และพระพรหม (Brahma) กลุ่มปราสาทแห่งนี้รุ่งเรืองถึงขีดสุดระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 8 ถึง 13 (พุทธศตวรรษที่ 13 ถึง 18) โดยมีการพัฒนาและขยายตัวอย่างต่อเนื่องโดยกษัตริย์จามในแต่ละรัชสมัย
การเสื่อมถอยของมายเซินเริ่มต้นขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 15 (พุทธศตวรรษที่ 20) ด้วยการรุกรานอาณาจักรจามปาโดยอาณาจักรไดเวียด (Dai Viet) ซึ่งนำไปสู่การละทิ้งกลุ่มปราสาท สถานที่แห่งนี้ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการสู้รบในภายหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสงครามเวียดนามในปีคริสต์ศักราช 1969 (พุทธศักราช 2512) ซึ่งทำให้หอคอยหลายแห่งถูกทำลายด้วยระเบิด แม้จะได้รับความเสียหาย แต่ความพยายามในการอนุรักษ์ได้เริ่มต้นขึ้นในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 (ต้นพุทธศตวรรษที่ 25) โดยนักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส และดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีคริสต์ศักราช 1975 (พุทธศักราช 2518) ซึ่งนำไปสู่การได้รับการยอมรับเป็นแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมของโลกโดยยูเนสโกในปีคริสต์ศักราช 1999 (พุทธศักราช 2542)
หมายเหตุ: ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่นำเสนอข้างต้นอ้างอิงจากหลักฐานทางโบราณคดีและบันทึกทางประวัติศาสตร์ ไม่ได้มีการกล่าวถึงตำนานแยกจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ในแหล่งข้อมูลที่ใช้อ้างอิง.
บริบททางสถาปัตยกรรม
สถาปัตยกรรมของมายเซิน แซงชัวรี เป็นการผสมผสานที่เป็นเอกลักษณ์ระหว่างองค์ประกอบพื้นเมืองของชาวจามและอิทธิพลอันแข็งแกร่งจากศิลปะและสถาปัตยกรรมฮินดูอินเดีย กลุ่มปราสาทแห่งนี้ซึ่งเดิมประกอบด้วยหอคอย-ปราสาทอันน่าประทับใจประมาณ 70 แห่ง ตั้งอยู่ภายในแอ่งธรณีวิทยาที่สูงขึ้นซึ่งล้อมรอบด้วยภูเขา สัญลักษณ์นี้เปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุ (Mount Meru) ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ในตำนานอันเป็นที่สถิตของเทพเจ้าฮินดู
คุณลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่สำคัญ ได้แก่:
-
ผังอาคาร (Layout): กลุ่มปราสาทถูกสร้างขึ้นตามผังแบบมณฑล (Mandala layout) ซึ่งเป็นแบบจำลองจักรวาลในศาสนาฮินดู แต่ละกลุ่มอาคารมักประกอบด้วยวิหารหลัก (Kalan) ซึ่งเป็นตัวแทนของเขาพระสุเมรุ ล้อมรอบด้วยวิหารขนาดเล็กและหอคอยเสริมสำหรับพิธีกรรมและเก็บสิ่งของ หอคอยหลักมักจะหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ตามหลักการทางจักรวาลวิทยาของฮินดู
-
วัสดุและการก่อสร้าง (Materials and Construction): วิหารส่วนใหญ่สร้างด้วยอิฐเผา (fired brick) พร้อมเสาหิน และตกแต่งด้วยงานแกะสลักนูนต่ำจากหินทราย ความลึกลับที่น่าทึ่งและยั่งยืนของวิศวกรรมจามคือเทคนิคการเรียงอิฐที่มีความแม่นยำสูง ดูเหมือนจะไม่มีการใช้ปูน (mortar) ทำให้เกิดการยึดเกาะที่แข็งแรงและทนทาน อิฐแต่ละก้อนมักจะมีการแกะสลักอย่างประณีต
-
ลวดลายประดับ (Decorative Motifs): วิหารได้รับการตกแต่งด้วยลวดลายทางสัญวิทยาและสัญลักษณ์อันวิจิตรจากเทพนิยายฮินดู ลวดลายประดับที่แกะสลักโดยตรงบนอิฐและหินทราย รวมถึงลวดลายดอกไม้ สัตว์ต่างๆ เช่น ช้างและสิงโต กาล่า (kala) และมกร (makara) (สัตว์ในตำนาน) นางอัปสร (Apsara dancers) และรูปปั้นบุคคลในท่าทางสักการะ ทับหลัง (lintels) และหน้าบัน (tympanums) เหนือทางเข้ามักจะพรรณนาถึงเทพเจ้าที่บูชาในวิหารหลัก
-
วิวัฒนาการของรูปแบบ (Evolution of Styles): ตลอดสิบศตวรรษของการพัฒนา รูปแบบสถาปัตยกรรมที่มายเซินได้มีการพัฒนาไปตามยุคสมัยทางศิลปะและการปรับตัวทางวัฒนธรรม นักประวัติศาสตร์ศิลปะได้จำแนกวิหารออกเป็นกลุ่มต่างๆ ตามตำแหน่งที่ตั้งและลักษณะทางศิลปะที่แตกต่างกัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายในการออกแบบและทักษะทางวิศวกรรมของชาวจาม
ไฮไลต์สำคัญ (Key Highlights)
มายเซิน แซงชัวรี นำเสนอจุดเด่นที่สะท้อนถึงความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรจามปา:
-
กลุ่มปราสาทโบราณอันกว้างใหญ่: เดิมประกอบด้วยหอคอย-ปราสาทที่น่าประทับใจกว่า 70 แห่ง ซึ่งเป็นศูนย์รวมความเชื่อและสถาปัตยกรรมอันงดงาม
-
ช่วงเวลาแห่งการพัฒนา: มีการก่อสร้างและจารึกครอบคลุมช่วงเวลาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 4 ถึง 13 (พุทธศตวรรษที่ 9 ถึง 18) แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการทางศิลปะและวัฒนธรรม
-
ศูนย์กลางทางศาสนาและการเมือง: ทำหน้าที่เป็นเมืองหลวงทางศาสนาและการเมืองของอาณาจักรจามปามาอย่างยาวนาน สะท้อนบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ภูมิภาค
-
เทคนิคการก่อสร้างอิฐที่ไม่เหมือนใคร: ความลึกลับของวิศวกรรมจามในการเรียงอิฐโดยปราศจากการใช้ปูนอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งยังคงเป็นเรื่องที่น่าศึกษา
-
งานแกะสลักอันวิจิตร: ประดับตกแต่งด้วยลวดลายและสัญลักษณ์ทางศาสนาฮินดูอันประณีต เช่น เทพเจ้า สัตว์ในตำนาน และนางอัปสร
-
สัญลักษณ์เขาพระสุเมรุ: กลุ่มอาคารถูกจัดวางอย่างเป็นระบบในหุบเขาที่ล้อมรอบด้วยภูเขา เปรียบได้กับเขาพระสุเมรุอันศักดิ์สิทธิ์
-
ตัวอย่างการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม: แสดงให้เห็นถึงการหลอมรวมศิลปะและสถาปัตยกรรมฮินดูจากอินเดียเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ของชาวจาม
-
ภาพสะท้อนอาณาจักรจามปา: เป็นหลักฐานที่ชัดเจนถึงความรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมและการเมืองของอาณาจักรจามปาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
มายเซิน แซงชัวรี เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรจามปา สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการผสมผสานอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากภายนกเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง สถานที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงกลุ่มโบราณสถานเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณและการเมืองที่สำคัญยิ่ง ซึ่งได้หล่อหลอมประวัติศาสตร์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คุณค่าสากลอันโดดเด่นของมายเซิน ซึ่งได้รับการรับรองจากยูเนสโก ยืนยันถึงบทบาทอันมิอาจประเมินค่าได้ในการเป็นพยานแห่งความรุ่งโรจน์ทางศิลปะ สถาปัตยกรรม และวัฒนธรรมของอารยธรรมโบราณ
.
-------------------------
ที่มา
- https://whc.unesco.org/en/list
- http://www.globalgeopark.org
- https://www.unesco.org/en/mab/wnbr/
รวบรวมรูปภาพ
-------------------------
------------------------

