จัดทำแผนอนุรักษ์ธรณี (Geoconservation Plan) และบริหารความเสี่ยงรายแหล่ง

อุทยานธรณีโลก ยูเนสโก (UNESCO Global Geoparks: UGGp)
HowTo UGGp คู่มือปฏิบัติสู่ UNESCO Global Geopark
จัดทำแผนอนุรักษ์ธรณี (Geoconservation Plan) และบริหารความเสี่ยงรายแหล่ง
การมี Geosite ที่โดดเด่นยังไม่เพียงพอสำหรับการเป็น UNESCO Global Geopark หากพื้นที่ไม่สามารถแสดงให้เห็นว่า คุณค่าของแหล่งได้รับการคุ้มครอง มีผู้รับผิดชอบ และมีระบบติดตามภัยคุกคามอย่างต่อเนื่อง UNESCO อธิบายว่าแหล่งธรณีวิทยาสำคัญซึ่งเป็นตัวกำหนดคุณค่าของอุทยานธรณี ต้องได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายท้องถิ่น ภูมิภาค หรือระดับประเทศที่เกี่ยวข้อง โดยหน่วยบริหารต้องประสานงานกับหน่วยงานผู้มีอำนาจ พร้อมกำหนดมาตรการคุ้มครองที่เหมาะสมไว้ในแผนบริหารรายแหล่ง UNESCO Global Geoparks
ดังนั้น แผนอนุรักษ์ธรณี หรือ Geoconservation Plan ต้องไม่เป็นเพียงข้อความว่า “จะอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ” แต่ต้องระบุให้ได้ว่า อนุรักษ์อะไร จากภัยคุกคามใด ด้วยวิธีใด ใครรับผิดชอบ ใช้งบประมาณเท่าใด และตรวจผลสำเร็จอย่างไร
1. Geoconservation ไม่ใช่การห้ามใช้พื้นที่ทั้งหมด
การอนุรักษ์ธรณีหมายถึงการรักษาองค์ประกอบ กระบวนการ และหลักฐานทางธรณีวิทยาที่มีคุณค่า เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ด้านวิทยาศาสตร์ การศึกษา และการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ในระยะยาว UNESCO Global Geopark ไม่ใช่ประเภทพื้นที่คุ้มครองตามกฎหมายที่สร้างข้อห้ามใหม่โดยอัตโนมัติ UNESCO ระบุว่าสถานะอุทยานธรณีโลกไม่ได้หมายถึงการห้ามกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในพื้นที่ หากกิจกรรมนั้นดำเนินการโดยสอดคล้องกับกฎหมายท้องถิ่น ภูมิภาค ประเทศ หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง UNESCO: Sustainable Development
อย่างไรก็ตาม แหล่งธรณีวิทยาหลักต้องมีมาตรการที่เพียงพอต่อการรักษาคุณค่า หากมีกิจกรรมก่อสร้าง เหมือง การท่องเที่ยว หรือการใช้ประโยชน์ที่อาจทำลายลักษณะสำคัญ หน่วยบริหารต้องแสดงให้เห็นว่ามีระบบประเมิน ป้องกัน ลดผลกระทบ และติดตามผลอย่างไร
2. แยกคำว่า “ภัยคุกคาม” “ความเปราะบาง” และ “ความเสี่ยง”
คำทั้งสามมีความหมายต่างกันและควรบันทึกแยกกัน
-
ภัยคุกคาม (Threat) คือเหตุการณ์หรือกิจกรรมที่อาจสร้างความเสียหาย เช่น การก่อสร้าง การเก็บฟอสซิล น้ำท่วม หรือไฟป่า
-
ความเปราะบาง (Vulnerability/Fragility) คือลักษณะของแหล่งที่เสียหายได้ง่าย เช่น ชั้นหินร่วน หน้าผากัดเซาะ หรือฟอสซิลที่อยู่บนผิวดิน
-
ความเสี่ยง (Risk) คือโอกาสที่ภัยจะเกิดร่วมกับระดับผลกระทบต่อคุณค่าของแหล่ง
ตัวอย่างเช่น Geosite สองแห่งอาจมีนักท่องเที่ยวจำนวนเท่ากัน แต่แหล่งที่เป็นชั้นดินตะกอนร่วนและมีร่องรอยเปราะบางย่อมมีความเสี่ยงสูงกว่าแหล่งหินแข็งที่มีทางเดินควบคุมไว้แล้ว
3. ระบุสิ่งที่ต้องอนุรักษ์ก่อนประเมินความเสี่ยง
คณะทำงานต้องกำหนด Conservation Value หรือคุณค่าหลักของแต่ละแหล่งให้ชัดเจน เช่น
-
ผิวชั้นหินที่แสดงโครงสร้างตะกอน
-
แนวสัมผัสระหว่างหน่วยหิน
-
ชั้นที่มีซากดึกดำบรรพ์
-
รูปร่างของธรณีสัณฐาน
-
กระบวนการกัดเซาะหรือการตกตะกอนที่ยังดำเนินอยู่
-
ปากถ้ำ ระบบถ้ำ หรือทางน้ำใต้ดิน
-
จุดชมภาพรวมของภูมิประเทศ
-
หลักฐานความสัมพันธ์ระหว่างธรณีวิทยากับวัฒนธรรม
หากไม่ระบุว่าองค์ประกอบใดมีคุณค่า ก็ไม่สามารถกำหนดมาตรการอนุรักษ์หรือวัดความเสียหายได้อย่างถูกต้อง
4. สำรวจภัยคุกคามอย่างครอบคลุม
ภัยคุกคามสามารถแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่
ภัยคุกคามจากธรรมชาติ
-
การผุพังและการกัดเซาะ
-
น้ำท่วม น้ำป่า และการเปลี่ยนทางน้ำ
-
ดินถล่มและหินร่วง
-
แผ่นดินไหวหรือการเคลื่อนตัวของรอยเลื่อน
-
ไฟป่าและการเปลี่ยนแปลงพืชปกคลุม
-
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
-
การเติบโตของพืชที่บดบังหรือทำลายหน้าตัด
กระบวนการธรรมชาติไม่ใช่สิ่งที่ต้องหยุดทั้งหมด เพราะบางกระบวนการเป็นส่วนหนึ่งของคุณค่าที่ต้องการศึกษา การจัดการต้องแยกว่าอะไรคือกระบวนการตามธรรมชาติที่ควรรักษา และอะไรทำให้หลักฐานสำคัญสูญหาย
ภัยคุกคามจากมนุษย์
-
การก่อสร้างถนน อาคาร เขื่อน หรือสาธารณูปโภค
-
การทำเหมือง ระเบิดหิน หรือขุดดิน
-
การเก็บหิน แร่ และซากดึกดำบรรพ์
-
การขีดเขียน เจาะ ตัด หรือทำลายผิวหิน
-
การเหยียบย่ำและออกนอกเส้นทาง
-
ขยะ น้ำเสีย และไฟจากกิจกรรมท่องเที่ยว
-
การติดตั้งป้ายหรือสิ่งก่อสร้างบดบังลักษณะสำคัญ
-
การเผยแพร่พิกัดแหล่งเปราะบางโดยไม่มีการควบคุม
-
การใช้พื้นที่เกินความสามารถรองรับ
ข้อมูลทุกภัยคุกคามควรมีหลักฐาน เช่น ภาพถ่าย พิกัด วันที่ ผู้รายงาน และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลง ห้ามระบุระดับความเสี่ยงจากความรู้สึกเพียงอย่างเดียว
5. ใช้ Risk Register ราย Geosite
แนะนำให้จัดทำทะเบียนความเสี่ยงรายแหล่ง โดยมีโครงสร้างอย่างน้อยดังนี้
|
รายการ |
สิ่งที่ต้องบันทึก |
|---|---|
|
รหัส Geosite |
เชื่อมกับ Geosite Inventory และ GIS |
|
คุณค่าที่ต้องรักษา |
องค์ประกอบสำคัญของแหล่ง |
|
ภัยคุกคาม |
เหตุการณ์หรือกิจกรรมที่อาจเกิด |
|
สาเหตุ |
ปัจจัยที่ทำให้เกิดภัย |
|
หลักฐาน |
ภาพถ่าย รายงาน สถิติ หรือข้อมูลตรวจวัด |
|
โอกาสเกิด |
ระดับที่พื้นที่กำหนดจากหลักฐาน |
|
ผลกระทบ |
ผลต่อคุณค่าทางวิทยาศาสตร์และการใช้ประโยชน์ |
|
มาตรการปัจจุบัน |
สิ่งที่ดำเนินการอยู่แล้ว |
|
มาตรการเพิ่มเติม |
งานที่ต้องดำเนินการ |
|
ผู้รับผิดชอบ |
หน่วยงานหลักและหน่วยสนับสนุน |
|
กำหนดเวลา |
วันเริ่มและวันแล้วเสร็จ |
|
ความเสี่ยงคงเหลือ |
ระดับหลังดำเนินมาตรการ |
|
สถานะ |
เปิด ติดตาม ควบคุมได้ หรือปิดรายการ |
UNESCO ไม่ได้กำหนดสูตรตายตัวสำหรับ Risk Matrix ทุกพื้นที่ หากใช้คะแนน 1–5 หรือสีเขียว เหลือง แดง ต้องระบุว่าเป็นเครื่องมือบริหารภายใน พร้อมกำหนดนิยามให้ผู้ประเมินทุกคนเข้าใจตรงกัน
6. เลือกมาตรการให้เหมาะกับแหล่ง
มาตรการอนุรักษ์ไม่ควรใช้แบบเดียวกันทุก Geosite สามารถพิจารณาตามลำดับดังนี้
หลีกเลี่ยง ปรับตำแหน่งถนน อาคาร ลานจอดรถ หรือกิจกรรมไม่ให้กระทบองค์ประกอบสำคัญ เป็นทางเลือกที่ควรพิจารณาก่อนหากทำได้
จำกัดและควบคุม กำหนดเส้นทาง จำนวนผู้เข้าชม ช่วงเวลา พื้นที่ห้ามเข้า หรือระบบอนุญาตสำหรับแหล่งเปราะบาง
ป้องกันทางกายภาพ จัดทำราวกั้น ทางเดินยกระดับ ระบบระบายน้ำ หรือวัสดุป้องกันที่ไม่ทำลายและไม่บดบังคุณค่า
เฝ้าระวัง ใช้จุดถ่ายภาพซ้ำ เครื่องหมายตรวจรอยแตก การสำรวจด้วยโดรน เซนเซอร์ หรือการรายงานจากชุมชนตามความจำเป็น
สื่อสารและให้ความรู้ ใช้ป้าย คู่มือ ผู้นำชม และกิจกรรมเรียนรู้เพื่ออธิบายว่าเหตุใดจึงห้ามสัมผัส เก็บตัวอย่าง หรือออกนอกเส้นทาง
ฟื้นฟู ดำเนินการเมื่อมีเหตุผลทางวิชาการและผู้เชี่ยวชาญรับรอง การทำความสะอาดผิวหิน ขุดเปิดหน้าตัด หรือซ่อมแซมพื้นที่โดยไม่มีแผนอาจสร้างความเสียหายมากกว่าเดิม
7. ทำ Site Management Plan รายแหล่ง
UNESCO ระบุว่าควรกำหนดมาตรการคุ้มครองที่เหมาะสมในแผนบริหารรายแหล่ง โดยเฉพาะแหล่งหลักที่ใช้สนับสนุนคุณค่าของอุทยานธรณี
แผนรายแหล่ง ควรประกอบด้วย
-
รหัส ชื่อ ตำแหน่ง และแผนที่
-
คำอธิบายและคุณค่าทางธรณีวิทยา
-
สถานะกรรมสิทธิ์และหน่วยงานผู้มีอำนาจ
-
กฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
-
สภาพปัจจุบันและข้อมูลตั้งต้น
-
ภัยคุกคามและระดับความเสี่ยง
-
วัตถุประสงค์การอนุรักษ์
-
มาตรการและกิจกรรม
-
ผู้รับผิดชอบ งบประมาณ และกำหนดเวลา
-
ตัวชี้วัดและรอบการติดตาม
-
แผนฉุกเฉินและช่องทางรายงานเหตุ
-
วันที่ทบทวนและประวัติการแก้ไข
แผนต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้มีอำนาจจริง หาก Geosite อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ ป่าสงวน ที่ราชพัสดุ วัด หรือที่ดินเอกชน หน่วยบริหารอุทยานธรณีไม่ควรเขียนว่าตนมีอำนาจควบคุมโดยไม่มีเอกสารรองรับ
8. กำหนดตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้
ตัวชี้วัดที่ดีควรบอกการเปลี่ยนแปลงของสภาพแหล่ง ไม่ใช่นับเฉพาะจำนวนกิจกรรม ตัวอย่างเช่น
-
พื้นที่หน้าตัดที่ยังมองเห็นองค์ประกอบสำคัญ
-
จำนวนจุดเสียหายหรือร่องรอยการเก็บตัวอย่าง
-
อัตราการเปลี่ยนแปลงของรอยแตกหรือแนวกัดเซาะ
-
จำนวนเหตุละเมิดและระยะเวลาตอบสนอง
-
สภาพป้าย ราวกั้น และทางเดิน
-
จำนวนผู้เข้าชมเทียบกับความสามารถรองรับ
-
คุณภาพน้ำในแหล่งที่เกี่ยวข้อง
-
ภาพถ่ายซ้ำจากตำแหน่งและมุมเดิม
-
การดำเนินมาตรการตามกำหนดเวลา
จำนวนป้ายหรือจำนวนครั้งที่จัดกิจกรรมเป็นข้อมูลผลผลิต แต่ยังไม่ยืนยันว่าสภาพ Geosite ดีขึ้น จึงควรมีตัวชี้วัดผลลัพธ์ร่วมด้วย
9. จัดระบบเฝ้าระวังโดยชุมชน
ชุมชน เจ้าของพื้นที่ ผู้นำเที่ยว โรงเรียน และผู้ประกอบการเป็นผู้พบความเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว หน่วยบริหารจึงควรจัดระบบ Community Monitoring เช่น
-
แบบรายงานเหตุผ่านโทรศัพท์
-
QR Code สำหรับแจ้งความเสียหาย
-
กลุ่มผู้ดูแล Geosite ประจำชุมชน
-
จุดถ่ายภาพซ้ำตามรอบเวลา
-
การอบรมการสังเกตและบันทึกหลักฐาน
-
ช่องทางแจ้งเหตุฉุกเฉินที่มีผู้รับผิดชอบชัดเจน
การมีส่วนร่วมต้องไม่ใช่เพียงให้ชุมชนเฝ้าพื้นที่โดยไม่มีอำนาจหรือทรัพยากร ควรมีการตอบกลับ สนับสนุนอุปกรณ์ และรายงานผลว่าข้อมูลที่ชุมชนส่งมาถูกนำไปใช้อย่างไร
10. การเก็บและจำหน่ายวัตถุทางธรณีวิทยา
UNESCO ระบุว่าหน่วยบริหาร UNESCO Global Geopark ต้องไม่เข้าร่วมโดยตรงในการจำหน่ายวัตถุทางธรณีวิทยา เช่น ฟอสซิล แร่ และหินประเภทที่พบในร้านจำหน่ายตัวอย่างทั่วไป พร้อมสนับสนุนให้ลดการค้าที่ไม่ยั่งยืน อย่างไรก็ตาม UNESCO กล่าวถึงข้อยกเว้นบางกรณีที่ต้องมีเหตุผลชัดเจน เป็นกิจกรรมรับผิดชอบ สอดคล้องกับกฎหมาย อธิบายต่อสาธารณะ และได้รับการติดตาม โดยพิจารณาเป็นรายกรณี UNESCO: Geoconservation พื้นที่จึงไม่ควรตีความเองว่าการจำหน่ายหินทุกชนิดทำได้หรือห้ามทั้งหมด ต้องตรวจชนิดวัตถุ แหล่งที่มา กฎหมาย วิธีเก็บ และบทบาทของหน่วยบริหารอย่างละเอียด
11. เตรียมหลักฐานสำหรับผู้ประเมินภาคสนาม
ผู้ประเมินอาจตรวจสภาพจริงของ Geosite เปรียบเทียบกับใบสมัคร และพิจารณาขอบเขต ภัยคุกคาม และการบริหารจัดการ Submit a UNESCO Global Geopark proposal พื้นที่ควรเตรียมหลักฐาน ได้แก่
-
Site Management Plan ฉบับปัจจุบัน
-
ภาพสภาพก่อนและหลังดำเนินมาตรการ
-
Risk Register และบันทึกการทบทวน
-
คำสั่งหรือข้อตกลงของหน่วยงานที่รับผิดชอบ
-
งบประมาณและรายงานการปฏิบัติงาน
-
บันทึกเหตุเสียหายและการตอบสนอง
-
ข้อมูลติดตามที่แสดงแนวโน้ม
-
คำอธิบายจากเจ้าหน้าที่และชุมชนผู้ดูแลจริง
พื้นที่ต้องแสดงระบบที่ดำเนินงานอยู่แล้ว ไม่ใช่จัดสถานที่เฉพาะวันที่มีการประเมิน
สรุป
การอนุรักษ์ธรณีที่ดีต้องเชื่อมโยงกันเป็นลำดับ
คุณค่าของแหล่ง → ภัยคุกคาม → ระดับความเสี่ยง → มาตรการ → ผู้รับผิดชอบ → ตัวชี้วัด → การทบทวน
สิ่งสำคัญไม่ใช่การประกาศว่าแหล่งได้รับการอนุรักษ์แล้ว แต่ต้องมีหลักฐานว่าสภาพแหล่งได้รับการติดตาม มีการตอบสนองเมื่อเกิดปัญหา และมาตรการช่วยรักษาคุณค่าทางธรณีวิทยาได้จริง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
-
UNESCO–IUGS: Assessment of international geological significance
-
IUCN: Guidelines for Geoconservation in Protected and Conserved Areas
-
Brilha: Inventory and Quantitative Assessment of Geosites and Geodiversity Sites
#HowToUGGp #UNESCOGlobalGeopark #อุทยานธรณีโลก #อุทยานธรณี #Geoconservation #การอนุรักษ์ธรณี #GeositeManagement #RiskAssessment #การบริหารความเสี่ยง #มรดกทางธรณีวิทยา #Geoheritage #SiteManagementPlan #CommunityMonitoring #UbonGeopark #iok2u
------------------------
ที่มา
- http://www.globalgeopark.org
- https://www.unesco.org/en/mab/wnbr/
รวบรวมรูปภาพ
------------------------
------------------------
HowTo UGGp-00 ชุดคู่มือปฏิบัติสู่ UNESCO Global Geopark
.

