Mountain101-28 เมื่อรอยเลื่อนยกภูเขาขึ้น และทำให้แผ่นดินทรุดลง (Fault-Block Mountains: Horst, Graben & Tilted Blocks)

เมื่อรอยเลื่อนยกภูเขาขึ้น และทำให้แผ่นดินทรุดลง (Fault-Block Mountains: Horst, Graben & Tilted Blocks)
ภูเขาไม่ได้เกิดจากการพับตัวของชั้นหินหรือการปะทุของภูเขาไฟเท่านั้น บางครั้งภูเขาเกิดจากการที่เปลือกโลกแตกเป็น “บล็อก” ขนาดใหญ่ แล้วบล็อกเหล่านั้นถูกยก เอียง หรือทรุดตัวตามแนวรอยเลื่อน กระบวนการนี้สร้างภูมิประเทศที่มีลักษณะโดดเด่นมาก เช่น แนวภูเขาชันด้านหนึ่ง ลาดยาวอีกด้าน แอ่งกว้างระหว่างภูเขา และแนวหน้าผารอยเลื่อนที่ทอดยาวหลายสิบถึงหลายร้อยกิโลเมตร
ภูเขาประเภทนี้เรียกว่า Fault-Block Mountains หรือ “ภูเขาบล็อกจากรอยเลื่อน” และพบเด่นในพื้นที่ที่เปลือกโลกกำลังถูกยืดออกจากกัน โดยเฉพาะบริเวณ Extensional Tectonic Setting เช่น Basin and Range Province ในสหรัฐอเมริกา รวมถึงพื้นที่ที่มี normal fault ขนาดใหญ่หลายแห่งทั่วโลก
Mountain101-28 จะต่อยอดจาก Mountain101-27 เรื่อง Rift Valley โดยเจาะลึกว่า Normal Fault สามารถสร้างภูเขาได้อย่างไร, Horst และ Graben ต่างกันอย่างไร, Tilted Fault Block คืออะไร และเหตุใด Sierra Nevada กับ Teton Range จึงมีรูปร่างไม่เหมือนภูเขาพับอย่าง Himalaya
Fault-Block Mountain คืออะไร?
Fault-Block Mountain คือภูเขาที่เกิดจากการเคลื่อนตัวของบล็อกเปลือกโลกตามรอยเลื่อน โดยเฉพาะรอยเลื่อนปกติหรือ Normal Fault
เมื่อเปลือกโลกถูกดึงออกจากกัน บล็อกหินอาจเคลื่อนตัวในรูปแบบต่าง ๆ
บางบล็อกถูกยกสูงสัมพัทธ์
บางบล็อกทรุดต่ำ
บางบล็อกเอียงทั้งก้อน
ผลที่เกิดคือภูมิประเทศแบบ
Mountain Block + Basin + Fault Escarpment
นี่ต่างจาก Fold Mountain ซึ่งเกิดจากการบีบอัดจนชั้นหินพับ
จำง่าย ๆ ว่า
Fold Mountain = บีบแล้วพับ
Fault-Block Mountain = ยืดแล้วแตกเป็นบล็อก
Normal Fault คือหัวใจสำคัญ
Normal Fault เกิดในบริเวณที่เปลือกโลกถูกยืด
เมื่อ fault เอียง บล็อกด้านบนของแนวรอยเลื่อนหรือ Hanging Wall จะเคลื่อนลงเมื่อเทียบกับบล็อกด้านล่างหรือ Footwall
จึงเกิดความต่างระดับ
ถ้ามี normal fault หลายแนว จะสร้างภูมิประเทศที่สลับกันระหว่าง
สูง – ต่ำ – สูง – ต่ำ
ซึ่งเป็นรูปแบบพื้นฐานของภูเขาบล็อกและแอ่งทรุด
Horst คืออะไร?
Horst คือบล็อกที่อยู่สูงสัมพัทธ์เมื่อเทียบกับพื้นที่ด้านข้าง
โดยทั่วไปอาจเกิดจากบล็กตรงกลางคงอยู่สูง ขณะที่ด้านข้างทรุดตัวตาม normal faults
เมื่อการกัดเซาะดำเนินต่อ อาจกลายเป็นแนวภูเขา
ภาพง่าย ๆ คือ
Graben ↓ | Horst ↑ | Graben ↓
Horst จึงมักปรากฏเป็นแนวสันเขาสูงระหว่างแอ่งต่ำ
Graben คืออะไร?
Graben คือบล็อกที่ทรุดลงระหว่าง normal faults
หากมีขนาดใหญ่ อาจกลายเป็น
-
Rift Valley
-
Basin
-
Lake Basin
-
Sedimentary Basin
คำว่า Graben มาจากภาษาเยอรมัน มีความหมายประมาณว่า “ร่อง” หรือ “คู”
ในธรรมชาติ Graben ไม่จำเป็นต้องเป็นร่องแคบ แต่สามารถมีความกว้างหลายสิบกิโลเมตรได้
Half-Graben คืออะไร?
บางครั้งแอ่งไม่ได้ถูกควบคุมด้วย fault สองด้านเท่ากัน
อาจมี fault หลักขนาดใหญ่ด้านเดียว และบล็อกเอียงลง toward fault
โครงสร้างนี้เรียกว่า Half-Graben
Half-Graben พบได้บ่อยใน rift basin และ extensional province
การมองแอ่งแบบนี้ช่วยให้เข้าใจว่าภูมิประเทศจริงมักไม่สมมาตรเหมือนภาพในตำรา
Tilted Fault Block คืออะไร?
หนึ่งในรูปแบบที่สวยและเห็นได้ชัดมากคือ Tilted Fault Block
เมื่อเปลือกโลกแตกตาม normal faults หลายแนว บล็อกบางส่วนไม่ได้ยกตรง ๆ แต่เอียงทั้งก้อน
ผลคือภูเขาจะมีสองด้านไม่เหมือนกัน
ด้านหนึ่งเป็น Fault Scarp ชันมาก
อีกด้านเป็นลาดเอียงยาวและค่อย ๆ ต่ำลง
ภูเขาจึงมีรูปร่างคล้าย “แผ่นกระดานเอียง”
นี่คือรูปแบบสำคัญของภูเขาหลายแห่งใน Basin and Range Province
Fault Scarp คืออะไร?
Fault Scarp คือหน้าผาหรือความต่างระดับที่สัมพันธ์กับการเคลื่อนตัวตามรอยเลื่อน
ในบางกรณี fault scarp เกิดจากแผ่นดินไหวครั้งเดียวหรือหลายครั้งสะสมกัน
แต่หน้าผาที่เราเห็นในปัจจุบันอาจถูก erosion ปรับแต่งภายหลังด้วย
ดังนั้นต้องแยกให้ชัดระหว่าง
tectonic scarp ที่เกิดจาก fault movement
กับ
erosional scarp ที่เกิดจากการกัดเซาะ
ภูมิประเทศจริงมักเป็นผลรวมของทั้งสองกระบวนการ
Basin and Range Province : ห้องเรียน Fault-Block Mountain ระดับโลก
หนึ่งในพื้นที่ที่ดีที่สุดสำหรับศึกษาภูเขาบล็อกคือ Basin and Range Province ทางตะวันตกของสหรัฐอเมริกา
ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของ Nevada และบางส่วนของ Utah, California, Arizona, Idaho และรัฐใกล้เคียง
หากมองจากอวกาศจะเห็นแนวภูเขายาวสลับกับแอ่งต่ำจำนวนมาก
ลักษณะเหมือน
ภูเขา – แอ่ง – ภูเขา – แอ่ง – ภูเขา
เกิดจาก continental crust ถูกยืดออกอย่างมากในช่วงหลายสิบล้านปีที่ผ่านมา
นี่คือหนึ่งในตัวอย่างชัดเจนที่สุดว่า
การ “ยืด” เปลือกโลก สามารถสร้างภูเขาได้
ทำไมพื้นที่ถูกยืด แต่กลับมีภูเขาสูง?
คำถามนี้คล้ายกับ Rift Valley
คำตอบคือความสูงเป็น ความสูงสัมพัทธ์
เมื่อบล็อกหนึ่งทรุดลง อีกบล็อกจึงดูสูงขึ้น
นอกจากนี้ footwall ของ normal fault บางระบบสามารถยกตัวขึ้นสัมพันธ์กับ faulting และ isostatic response
หลังจากนั้น erosion จะตัดแต่งแนว fault ให้กลายเป็นหน้าผาและยอดเขา
ดังนั้นภูเขาไม่จำเป็นต้อง “ถูกดันขึ้น” อย่างเดียว
บางครั้งภูเขาเด่นขึ้นเพราะพื้นที่รอบข้าง ทรุดลงมากกว่า
Sierra Nevada เป็น Fault-Block Mountain หรือไม่?
Sierra Nevada ทางตะวันออกของ California มักถูกอธิบายในระดับพื้นฐานว่าเป็นตัวอย่างของ tilted fault-block mountain
ลักษณะเด่นคือ
ด้านตะวันออกมีแนวภูเขาชันมาก
ด้านตะวันตกลาดยาวค่อย ๆ ต่ำลง
แต่ประวัติธรณีวิทยาของ Sierra Nevada ซับซ้อนมากกว่าการ faulting เพียงอย่างเดียว เพราะตัวเทือกเขาประกอบด้วยหินแกรนิตขนาดใหญ่จาก Sierra Nevada Batholith ซึ่งเกิดจาก magmatism ในอดีต ก่อนถูก uplift, faulting และ erosion ปรับรูปร่างภายหลัง
ดังนั้นควรพูดว่า
รูปร่างปัจจุบันของ Sierra Nevada ได้รับอิทธิพลอย่างมากจาก faulting และ uplift
ไม่ใช่ว่าหินทั้งหมดของเทือกเขาเกิดจาก normal fault โดยตรง
Sierra Nevada ทำไมด้านตะวันออกชันมาก?
ด้านตะวันออกของ Sierra Nevada มีแนว fault สำคัญบริเวณ Owens Valley
ความต่างระดับระหว่างยอด Sierra กับ Owens Valley จึงสูงมาก
พื้นที่นี้แสดงลักษณะของ tilted block ได้ดี
ฝั่งตะวันออก
steep escarpment
ฝั่งตะวันตก
gentle regional slope
นี่เป็นภูมิประเทศที่นักเดินทางสามารถมองเห็นได้ชัดมากจากฝั่ง Eastern Sierra
Owens Valley คืออะไร?
Owens Valley อยู่ระหว่าง Sierra Nevada ทางตะวันตกกับ White–Inyo Mountains ทางตะวันออก
เป็นส่วนหนึ่งของ Basin and Range extensional system
แอ่งนี้ถูกควบคุมด้วย faulting และมีตะกอนสะสมหนา
เมื่อยืนใน Owens Valley เราจะเห็น Sierra Nevada ยกตัวสูงเด่นขึ้นอย่างมาก
นี่คือจุดชม Fault-Block Mountain ที่ดีมาก เพราะสามารถมองเห็น
Mountain Front + Basin + Fault-controlled Relief
ในภาพเดียว
Teton Range : ภูเขาบล็อกที่ยกขึ้นอย่างโดดเด่น
อีกตัวอย่างที่มีชื่อเสียงคือ Teton Range ใน Wyoming
แนวภูเขานี้ยกตัวสัมพันธ์กับ Teton Fault
ด้านตะวันตกของ fault เป็นบล็อกภูเขา
ด้านตะวันออกเป็น Jackson Hole ซึ่งเป็นแอ่งต่ำ
จึงเกิดความต่างระดับอย่างรุนแรง
ความพิเศษคือ Tetons ไม่มี foothill กว้างมากด้านตะวันออก
ภูเขาจึงดูเหมือน “พุ่งขึ้นจากพื้นราบ” อย่างฉับพลัน
Jackson Hole คือ Graben หรือ Basin?
Jackson Hole เป็นแอ่ง tectonic ที่สัมพันธ์กับ faulting และ subsidence
พื้นที่นี้สะสมตะกอนจำนวนมากจากภูเขารอบข้าง
ภาพที่นักท่องเที่ยวเห็นคือ
Teton Range สูงชัน + Jackson Hole ต่ำราบ
ซึ่งสะท้อนการเคลื่อนตัวสัมพัทธ์ระหว่างสองบล็อก
นี่คือหลักการเดียวกับที่เราเรียนใน Horst–Graben
แต่ธรรมชาติจริงซับซ้อนกว่าแบบจำลองง่าย ๆ
Grand Teton ทำไมแหลม?
แม้โครงสร้างพื้นฐานของ Teton Range เชื่อมโยงกับ fault-block uplift แต่ยอดแหลมที่เราเห็นไม่ได้เกิดจาก fault อย่างเดียว
ธารน้ำแข็งในช่วง Quaternary มีบทบาทอย่างมากในการแกะสลัก
-
Cirque
-
Arête
-
U-shaped Valley
-
Sharp Peaks
จึงเกิดภูมิประเทศ alpine ที่งดงามมาก
นี่เป็นตัวอย่างที่ดีของหลัก Mountain101 ว่า
Tectonics สร้างโครงร่างใหญ่ แต่ Erosion แกะสลักรายละเอียด
Fault สร้างภูเขา แต่ Glacier ทำให้มันสวย
ประโยคนี้ใช้กับภูเขาหลายแห่งได้ดี
Tectonic process กำหนด
-
ตำแหน่ง
-
ความสูงสัมพัทธ์
-
แนวภูเขา
จากนั้น surface processes อย่าง
-
River
-
Glacier
-
Weathering
-
Landslide
เข้าไปแกะสลักรูปร่าง
ดังนั้น Fault-Block Mountain ไม่ใช่เพียงหน้าผารอยเลื่อนตรง ๆ แต่เป็นผลลัพธ์ของ Faulting + Uplift + Erosion
Basin and Range ทำไมมีแนวภูเขามากมาย?
เพราะเปลือกโลกไม่ได้แตกตาม fault เพียงเส้นเดียว
การ extension กระจายออกเป็น fault หลายระบบ
แต่ละ block จึงเคลื่อนตัวต่างกัน
บาง block เอียงตะวันออก
บาง block เอียงตะวันตก
บาง basin ทรุดลึก
บาง range ยกเด่น
เมื่อรวมกันจึงเกิดภูมิประเทศแบบ “อ่างและสันเขา” จำนวนมาก
นั่นคือที่มาของชื่อ
Basin and Range
ความกว้างของทวีปเพิ่มขึ้นได้จริงหรือ?
ได้
เมื่อ normal faults ทำให้เปลือกโลกยืดออก ความกว้างของพื้นที่สามารถเพิ่มขึ้น
สมมติพื้นที่เดิมกว้าง 100 กิโลเมตร
หาก extension 20%
พื้นที่อาจเพิ่มเป็นประมาณ 120 กิโลเมตรในภาพรวมทางเรขาคณิต
ในธรรมชาติ deformation จะซับซ้อนกว่า แต่แนวคิดคือ
crustal extension ทำให้ทวีปถูกยืดและบางลง
นี่คือกระบวนการเดียวกับที่สามารถพัฒนาไปสู่ continental rifting ใน Mountain101-27
Fault-Block Mountain กับ Rift Valley ต่างกันอย่างไร?
ทั้งสองเชื่อมโยงกับ extensional tectonics และ normal fault
แต่จุดเน้นต่างกัน
Rift Valley เน้นแอ่งขนาดใหญ่ที่เกิดจากการยืดและทรุดของ continental lithosphere
Fault-Block Mountain เน้นภูเขาที่เกิดจากการเคลื่อนและเอียงของ crustal blocks ตาม fault
จริง ๆ แล้วสองระบบสามารถเกิดร่วมกันได้
ใน rift system หนึ่งแห่งอาจมีทั้ง
-
Rift Basin
-
Horst
-
Fault-Block Mountain
-
Volcano
-
Lake
จึงไม่จำเป็นต้องเลือกว่าพื้นที่นั้นเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น
Fault-Block Mountain ต่างจาก Fold Mountain อย่างไร?
|
ลักษณะ |
Fault-Block Mountain |
Fold Mountain |
|---|---|---|
|
แรงหลัก |
Extension |
Compression |
|
โครงสร้างเด่น |
Normal Fault |
Fold + Thrust |
|
การเปลี่ยนรูป |
แตกเป็นบล็อก |
พับและซ้อนชั้น |
|
ภูมิประเทศ |
Basin–Range |
Mountain Belt ต่อเนื่อง |
|
ตัวอย่าง |
Basin and Range, Tetons |
Himalaya, Alps |
แต่ในธรรมชาติ บางเทือกเขาอาจผ่าน tectonic history หลายระยะ
ภูเขาที่เคยถูก compression ในอดีตอาจกลับมาอยู่ใน extensional regime ในภายหลัง
ดังนั้นการจัดประเภทภูเขาควรมอง ประวัติทั้งหมด ไม่ใช่รูปร่างเพียงอย่างเดียว
Fault-Block Mountain ต่างจาก Volcanic Mountain อย่างไร?
Volcanic Mountain สร้างมวลภูเขาจาก
Lava + Ash + Pyroclastic Material
ส่วน Fault-Block Mountain ใช้หินเดิมของเปลือกโลกที่มีอยู่แล้ว แล้ว
ยก + เอียง + ทรุด
ผ่าน faulting
อย่างไรก็ตาม extensional tectonics สามารถเปิดทางให้ magma ขึ้นมาได้
จึงพบ Fault-Block Mountain และ Volcano อยู่ใกล้กันได้ เช่นใน Basin and Range และ East African Rift
ทำไม Normal Fault จึงเกิดแผ่นดินไหว?
เมื่อ crust ถูกยืด ความเค้นสะสมอยู่ตาม fault
บางช่วง fault สามารถล็อกตัวจากแรงเสียดทาน
เมื่อความเค้นมากพอจึงเลื่อนตัวอย่างฉับพลัน
เกิด Earthquake
แผ่นดินไหวหนึ่งครั้งอาจทำให้พื้นดินเคลื่อนในระดับเซนติเมตรถึงเมตร
หากเกิดซ้ำหลายพันครั้งตลอดหลายล้านปี ความต่างระดับสามารถพัฒนาเป็นภูเขาขนาดใหญ่
ดังนั้นภูเขาบล็อกคือผลรวมของ
แผ่นดินไหวจำนวนมหาศาลที่สะสมในเวลาทางธรณีวิทยา
Fault Scarp สดใหม่บอกอะไร?
หากมี fault scarp ที่คมชัด ตัดผ่านตะกอนหรือพื้นผิวอายุน้อย อาจบอกถึง fault activity ที่ค่อนข้างใหม่ในทางธรณีวิทยา
นักธรณีวิทยาศึกษาสิ่งเหล่านี้ด้วยศาสตร์ที่เรียกว่า Paleoseismology
โดยอาจขุด trench ผ่าน fault เพื่อดูชั้นตะกอนที่ถูกเลื่อน
แล้วใช้วิธีหาอายุเพื่อประเมินว่าแผ่นดินไหวใหญ่ในอดีตเกิดเมื่อใด
ข้อมูลนี้มีความสำคัญต่อการประเมิน seismic hazard
Fault Mountain กับแหล่งน้ำพุร้อน
Fault เป็นทางผ่านที่ดีของ fluid
น้ำใต้ดินสามารถไหลลงลึกตามรอยแตก ได้รับความร้อน แล้วกลับขึ้นสู่พื้นผิว
จึงพบน้ำพุร้อนตามแนว fault ในหลายพื้นที่
โดยเฉพาะบริเวณ extensional tectonics ที่มี heat flow สูง
ดังนั้น
Fault + Groundwater + Heat
สามารถสร้าง Hot Spring ได้ แม้ไม่มีภูเขาไฟที่กำลังปะทุอยู่ใกล้ ๆ
Basin คือที่สะสมตะกอนจากภูเขา
เมื่อ fault-block mountain ยกตัวขึ้น erosion จะเริ่มทำงาน
เศษหินไหลลงสู่ basin
บริเวณเชิงเขามักเกิด Alluvial Fan
ตะกอนหยาบสะสมใกล้ภูเขา
ตะกอนละเอียดเดินทางออกไปไกลกว่า
เมื่อเวลาผ่านไป basin สามารถสะสมตะกอนหนาหลายกิโลเมตร
นี่คืออีกตัวอย่างของวงจร
Mountain Uplift → Erosion → Sedimentation
Alluvial Fan คือรูปพัดที่ปลายหุบเขา
หากลำธารไหลจากภูเขาชันออกสู่พื้นที่ราบ ความเร็วของน้ำจะลดลง
ตะกอนจึงตกสะสมและกระจายออกคล้ายรูปพัด
เรียกว่า Alluvial Fan
ภูมิประเทศชนิดนี้พบเด่นมากตามขอบ Basin and Range
เมื่อมองจากอากาศจะเห็นแนวพัดจำนวนมากเรียงอยู่เชิงภูเขา
จึงเป็นหนึ่งในสัญญาณที่ช่วยให้นักเดินทางอ่านภูมิประเทศ fault-block ได้ง่ายขึ้น
Death Valley เชื่อมโยงกับ Fault-Block Tectonics อย่างไร?
Death Valley ใน California อยู่ใน Basin and Range Province และเป็นหนึ่งในแอ่งต่ำที่สุดของอเมริกาเหนือ
ภูมิประเทศเกิดจาก extensional faulting ที่ซับซ้อน รวมทั้ง normal และ strike-slip components ในภูมิภาค
ด้านข้างมีแนวภูเขาสูง เช่น Panamint Range
จึงเกิดความต่างระดับมหาศาลในระยะทางไม่มาก
Death Valley แสดงให้เห็นชัดเจนว่า
extension สามารถสร้างทั้งภูเขาสูงและแอ่งลึกพร้อมกัน
จากยอดเขาถึงก้นแอ่งในระยะไม่กี่กิโลเมตร
นี่คือเสน่ห์ของ Fault-Block Landscape
ในบางพื้นที่ เราสามารถเดินทางจาก basin ต่ำมากไปยังยอดเขาสูงหลายพันเมตรในระยะทางสั้น
ผลคือ
-
Climate เปลี่ยนเร็ว
-
Vegetation เปลี่ยนตามระดับความสูง
-
น้ำไหลและตะกอนเปลี่ยนลักษณะ
-
ระบบนิเวศหลากหลายมาก
Tectonics จึงสร้างความแตกต่างของภูมิประเทศที่ไปควบคุมธรรมชาติด้านอื่นต่ออีกทอดหนึ่ง
Fault-Block Mountains กับ Sky Islands
ในพื้นที่ทะเลทราย แนวภูเขาที่สูงขึ้นจาก basin สามารถมีอากาศเย็นและชื้นกว่า
ยอดเขาจึงอาจมีป่าสน ขณะที่พื้นที่ด้านล่างเป็นทะเลทราย
ภูเขาเหล่านี้ทำหน้าที่เป็น Sky Islands ในเชิงนิเวศ
ประชากรสิ่งมีชีวิตบนแต่ละ range สามารถถูกแยกออกจากกันด้วยทะเลทราย
ดังนั้น Fault-Block Tectonics จึงมีผลต่อ Evolution และ Biodiversity ได้เช่นกัน
ทำไมภูเขาบล็อกบางแห่งดูเก่า บางแห่งดูคม?
ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่าง
Fault Activity + Rock Strength + Climate + Erosion
หาก fault ยังคง active และ uplift เร็ว หน้าผาอาจชันและคม
หาก fault activity ลดลงและ erosion ทำงานนาน ภูเขาอาจมนขึ้น
แต่ไม่ควรใช้ความคมของภูเขาเป็น “นาฬิกาอายุ” โดยตรง
ต้องใช้ข้อมูลทางธรณีวิทยาอื่นร่วมด้วย
Fault-Block Mountain สามารถสูงขึ้นเรื่อย ๆ หรือไม่?
ไม่อย่างไร้ขีดจำกัด
เช่นเดียวกับภูเขาประเภทอื่น ความสูงขึ้นอยู่กับสมดุลระหว่าง
Tectonic Uplift
กับ
Erosion
รวมทั้งโครงสร้างของ lithosphere และ isostatic adjustment
หาก erosion รุนแรงพอ ภูเขาอาจรักษาความสูงเฉลี่ยค่อนข้างคงที่แม้ faulting ยังดำเนินอยู่
นักธรณีวิทยารู้ได้อย่างไรว่า block เคลื่อนเท่าไร?
ใช้หลักฐานหลายชนิด เช่น
-
Offset Layer
-
Fault Scarp
-
GPS
-
Seismic Data
-
Thermochronology
-
Sedimentary Basin Thickness
-
Geologic Mapping
หากชั้นหินเดียวกันถูกพบอยู่ต่างระดับสองด้านของ fault เราสามารถประมาณ displacement ได้
ถ้ารู้ช่วงเวลา ก็สามารถประเมิน slip rate โดยเฉลี่ยได้
แต่ fault rate มักไม่คงที่ และการเคลื่อนตัวจำนวนมากเกิดเป็นช่วง ๆ จากแผ่นดินไหว
Tectonic Geomorphology : อ่านภูมิประเทศเพื่อหารอยเลื่อน
ศาสตร์หนึ่งที่สำคัญคือ Tectonic Geomorphology
นักวิทยาศาสตร์ศึกษารูปร่างภูมิประเทศเพื่อหา evidence ของ tectonic activity
เช่น
-
Linear Mountain Front
-
Triangular Facet
-
Fault Scarp
-
Offset Stream
-
Wineglass Canyon
-
Alluvial Fan
-
Basin Geometry
ภูมิประเทศจึงเป็นเหมือนแผนที่ที่บันทึกการเคลื่อนตัวของ fault
แม้ fault เองอาจถูกดินและตะกอนปกคลุมไปแล้ว
Triangular Facet คืออะไร?
บริเวณ mountain front ที่ถูก normal fault ตัด แล้ว erosion จากลำธารกัดเซาะหน้าผา อาจเกิดพื้นผิวลาดรูปสามเหลี่ยมเรียงกัน
เรียกว่า Triangular Facet
เป็นหนึ่งในลักษณะภูมิประเทศที่มักสัมพันธ์กับ active fault mountain front
หากเห็นสามเหลี่ยมขนาดใหญ่เรียงตามเชิงเขา อาจเป็นเบาะแสให้เราตั้งคำถามว่า
“มี fault อยู่ใต้แนวนี้หรือไม่?”
Mountain Front Straightness บอกอะไร?
แนวเชิงเขาที่ active tectonics เด่นมักค่อนข้างตรง เพราะ fault ควบคุมตำแหน่ง mountain front
เมื่อ fault activity ลดลง erosion จะกัดเซาะจนแนวภูเขาคดเคี้ยวมากขึ้น
นักธรณีสัณฐานใช้ดัชนีต่าง ๆ เพื่อวัดสิ่งเหล่านี้
แต่ต้องระวังว่าไม่สามารถสรุปจากรูปร่างอย่างเดียวได้
ต้องดู geology, climate และ time ร่วมกัน
ความรู้สำหรับนักเดินทาง : อ่าน Fault-Block Mountain อย่างไร?
เมื่อเดินทางผ่านพื้นที่ภูเขาและแอ่ง ลองมอง 6 สิ่ง
1. Mountain Front ตรงและชันหรือไม่?
อาจถูกควบคุมด้วย fault
2. ภูเขามีด้านหนึ่งชัน อีกด้านลาดยาวหรือไม่?
อาจเป็น tilted fault block
3. มี basin กว้างอยู่ข้างภูเขาหรือไม่?
อาจเป็น down-dropped block
4. มี Alluvial Fan ที่เชิงเขาหรือไม่?
แสดงการพัดพาตะกอนจาก range ลง basin
5. มี Hot Spring ตามแนวเชิงเขาหรือไม่?
Fault อาจเป็นทางผ่านของ groundwater
6. มีแผ่นดินไหวหรือ fault scarp อายุน้อยหรือไม่?
อาจแสดงว่า tectonic system ยัง active
เมื่อรวมหลักฐานหลายอย่างเข้าด้วยกัน เราจะเริ่มมองเห็น block ที่กำลังเคลื่อนอยู่ใต้ภูมิประเทศ
จุดหมาย GeoTourism สำหรับ Fault-Block Mountains
พื้นที่ที่น่าสนใจ ได้แก่
Teton Range – Wyoming, USA
ภูเขายกตัวเด่นเหนือ Jackson Hole เห็น fault-block relief ชัดเจนมาก
Eastern Sierra Nevada – California, USA
เห็น escarpment สูงเหนือ Owens Valley และโครงสร้าง tilted block
Basin and Range – Nevada / Utah / California
เหมาะสำหรับเห็น pattern ภูเขาสลับ basin ต่อเนื่องเป็นระยะทางกว้างมาก
Death Valley – California
ตัวอย่างสุดขั้วของ basin ต่ำขนาบด้วยภูเขาสูง
การเดินทางในพื้นที่ทะเลทรายควรเตรียมน้ำและตรวจสภาพอากาศอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนที่อุณหภูมิอาจสูงมาก
เกร็ดความรู้ Mountain101
รู้หรือไม่?
-
Fault-Block Mountain เกิดจาก crustal block เคลื่อนตาม fault
-
Normal Fault เป็น fault สำคัญของ extensional tectonics
-
Horst คือ block สูงสัมพัทธ์ ส่วน Graben คือ block ต่ำ
-
Half-Graben มี fault หลักเด่นด้านหนึ่ง
-
Tilted Fault Block ทำให้ภูเขาด้านหนึ่งชันและอีกด้านลาดยาว
-
Basin and Range Province เป็นตัวอย่างระดับโลกของ extensional fault-block landscape
-
Teton Range ยกตัวสัมพันธ์กับ Teton Fault ขณะที่ Jackson Hole เป็น basin ที่ต่ำกว่า
-
Sierra Nevada มีประวัติซับซ้อน แต่รูปร่างปัจจุบันได้รับอิทธิพลอย่างมากจาก faulting และ uplift
-
Faulting สามารถสร้างภูเขาและแอ่งไปพร้อมกัน
-
Alluvial Fan มักเกิดตามเชิงเขาเมื่อกระแสน้ำออกจากหุบเขาสู่ basin
-
แผ่นดินไหวจำนวนมากสะสมเป็นเวลาหลายล้านปีสามารถสร้าง relief ขนาดใหญ่ได้
-
Fault สามารถเป็นทางผ่านของน้ำใต้ดินและทำให้เกิด hot spring
-
Tectonic Geomorphology ใช้รูปร่างภูมิประเทศช่วยศึกษาการเคลื่อนของเปลือกโลก
เทคนิคจำง่าย : “ยืด–แตก–ทรุด–เอียง–สูง–แอ่ง”
หากต้องการจำ Fault-Block Mountain ให้จำ 6 ขั้น
1. ยืด – Crust ถูก extension
2. แตก – เกิด Normal Fault
3. ทรุด – บาง block ลงต่ำ
4. เอียง – block บางส่วนหมุนและเอียง
5. สูง – block สูงสัมพัทธ์กลายเป็น Mountain Range
6. แอ่ง – block ต่ำกลายเป็น Basin
เขียนเป็นสมการง่าย ๆ ได้ว่า
EXTENSION → NORMAL FAULT → BLOCK MOTION → RANGE + BASIN
หรือจำภาพเดียวว่า
ภูเขาบล็อกไม่ได้เกิดเพราะหินงอกขึ้น แต่เกิดเพราะเปลือกโลกทั้งก้อน “แตก ขยับ และเอียง”
สรุป : บางครั้งภูเขาเกิดขึ้น เพราะพื้นข้าง ๆ ทรุดลง
Fault-Block Mountains ทำให้เราเห็นอีกด้านของกระบวนการสร้างภูเขา
เราเคยเรียนว่า Himalaya เกิดจากทวีปชนกัน
Andes เกิดจาก Subduction
Hawaii เกิดจาก Hotspot
Mid-Ocean Ridge เกิดจากแผ่นแยกตัวใต้ทะเล
แต่ใน Fault-Block Mountain สิ่งที่เกิดคือ
เปลือกโลกถูกยืด
รอยเลื่อนเปิด
บล็อกหินเคลื่อน
บางก้อนทรุด
บางก้อนยกสัมพัทธ์
บางก้อนเอียง
จากนั้นแม่น้ำ ธารน้ำแข็ง และการผุพังเข้ามาแกะสลักรายละเอียด
สุดท้ายเราจึงได้ภูเขาที่สูงตระหง่านอยู่ข้างแอ่งกว้าง
สิ่งที่น่าสนใจคือ ความสูงของภูเขาในระบบนี้เป็นเรื่องของ ความแตกต่างของระดับ พอ ๆ กับการยกตัวจริง
ภูเขาอาจดูสูงขึ้น เพราะ basin ข้าง ๆ ทรุดต่ำลง
เมื่อยืนอยู่ใน Owens Valley แล้วมอง Sierra Nevada หรือยืนใน Jackson Hole แล้วมอง Teton Range เราจึงกำลังเห็นรอยต่อระหว่าง crustal blocks ที่เคลื่อนตัวแตกต่างกันมาตลอดหลายล้านปี
และนี่คืออีกบทเรียนสำคัญของ Mountain101
ภูเขาไม่จำเป็นต้องเกิดจากการบีบโลกเสมอไป บางครั้งโลกถูก “ดึงออกจากกัน” ก็สามารถสร้างภูเขาที่สูงชันและงดงามได้เช่นกัน
#Mountain101 #FaultBlockMountains #NormalFault #Horst #Graben #TiltedFaultBlock #BasinAndRange #SierraNevada #TetonRange #DeathValley #JacksonHole #OwensValley #FaultScarp #AlluvialFan #TectonicGeomorphology #PlateTectonics #Geology #EarthScience #GeoTourism #MountainEncyclopedia #iok2uTravel
.
-------------------------
ที่มา
- Mountain101-00 สารานุกรมภูเขาโลก (Mountain Encyclopedia)
รวบรวมข้อมูลและภาพ
-------------------------
-------------------------


