iok2u.com แหล่งรวมข้อมูลข่าวสารเรื่องราวน่าสนใจเพื่อการศึกษาแลกเปลี่ยนและเรียนรู้

Pay It Forward เป้าหมายเล็ก ๆ ในการส่งมอบความดีต่อ ๆ ไป
เว็ปไซต์นี้เกิดจากแรงบันดาลใจในภาพยนต์เรื่อง Pay It Forward ที่เล่าถึงการมีเป้าหมายเล็ก ๆ กำหนดไว้ให้ส่งมอบความดีต่อไปอีก 3 คน หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องตอบแทนกลับมา อยากให้ส่งต่อเพื่อถ่ายทอดต่อไป
มิสเตอร์เรน (Mr. Rain) และมิสเตอร์เชน (Mr. Chain)
Mr. Rain และ Mr. Chain สองพี่น้องในโลกออฟไลน์และออนไลน์ที่จะมาร่วมมือกันสร้างสื่อสารสนเทศ เพื่อเผยแพร่ให้ความรู้ในเรื่องราวต่างๆ มากมายสร้างสังคมในการเรียนรู้ หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องตอบแทนกลับมา
ยืนหยัด เข้มแข็ง และกล้าหาญ (Stay Strong & Be Brave)
ขอเป็นกำลังใจให้คนดีทุกคนในการต่อสู้ความอยุติธรรม ในยุคสังคมที่คดโกงยึดถึงประโยชน์ส่วนตนและพวกฟ้องมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม จนหลายคนคิดว่าพวกด้านได้อายอดมักได้ดี แต่หากยึดคำในหลวงสอนไว้ในเรื่องการทำความดีเราจะมีความสุขครับ

Mountain101-29 ภูเขาคดโค้ง (Fold Mountains)

ภูเขาคดโค้ง (Fold Mountains) เมื่อแรงบีบของโลกพับชั้นหิน และยกพื้นทะเลโบราณขึ้นเป็นเทือกเขาสูง

ภูเขาบนโลกไม่ได้ถือกำเนิดด้วยวิธีเดียว บางแห่งเกิดจากภูเขาไฟ บางแห่งเกิดจากรอยเลื่อนที่ยกบล็อกเปลือกโลกขึ้น แต่เทือกเขาขนาดมหึมาหลายแห่ง เช่น Himalaya, Alps และ Zagros มีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับแรงบีบอัดของเปลือกโลก เมื่อแผ่นเปลือกโลกเคลื่อนเข้าหากัน ชั้นหินที่เคยวางตัวเกือบราบอาจถูกบีบให้โค้ง พับ แตก และเลื่อนซ้อนทับกัน เปลือกโลกจึงสั้นลงในแนวราบ แต่หนาขึ้นในแนวดิ่ง ก่อนยกสูงกลายเป็นแนวเทือกเขาขนาดใหญ่ กระบวนการเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของ Orogeny หรือกระบวนการสร้างเทือกเขา

คำว่า Fold Mountains หรือภูเขาคดโค้ง จึงไม่ได้หมายความว่าภูเขาทั้งลูกเป็นเพียงชั้นหินที่ถูกพับเหมือนกระดาษ แต่เป็นคำอธิบายภาพรวมของ mountain belt ที่การพับตัวของชั้นหินมีบทบาทสำคัญ และในธรรมชาติจริงมักเกิดร่วมกับ Reverse Fault, Thrust Fault, Crustal Shortening, Metamorphism และ Uplift จึงจะสามารถสร้างเทือกเขาขนาดมหึมาได้

ทำไมหินแข็ง ๆ จึงพับได้?

หากเราหยิบหินขึ้นมาหนึ่งก้อนแล้วพยายามงอ มันย่อมแตกก่อนจะพับ จึงเป็นเรื่องน่าสงสัยว่าชั้นหินหนาหลายร้อยเมตรสามารถพับเป็นคลื่นขนาดกิโลเมตรได้อย่างไร คำตอบอยู่ที่ ความดัน อุณหภูมิ ความลึก ชนิดของหิน อัตราการเปลี่ยนรูป และเวลา หินที่อยู่ใกล้พื้นผิวโลกและมีอุณหภูมิต่ำมักมีพฤติกรรมแบบเปราะหรือ Brittle จึงแตกง่าย แต่หินที่อยู่ลึกลงไป ภายใต้ความดันและอุณหภูมิสูงกว่า สามารถเปลี่ยนรูปแบบเหนียวหรือ Ductile Deformation ได้ หากถูกแรงบีบอย่างช้า ๆ ต่อเนื่องหลายล้านปี ชั้นหินจึงสามารถโค้งและพับโดยไม่แตกทั้งหมดได้

นี่คือหนึ่งในบทเรียนสำคัญของธรณีวิทยา สิ่งที่ดูแข็งและนิ่งในช่วงชีวิตของมนุษย์ สามารถเปลี่ยนรูปร่างได้อย่างมหาศาลเมื่อมองด้วยมาตราส่วนเวลาหลายล้านปี

Anticline และ Syncline สองรูปแบบพื้นฐานของ Fold

โครงสร้างที่ควรรู้จักมากที่สุดคือ Anticline และ Syncline โดย Anticline มีรูปร่างโค้งนูนคล้าย ∩ ส่วน Syncline มีรูปร่างโค้งเว้าคล้าย ∪ หากลำดับชั้นหินไม่ถูกพลิกกลับ ใน Anticline หินที่เก่ากว่ามักอยู่บริเวณแกน ส่วน Syncline มักมีหินอายุน้อยกว่าอยู่บริเวณแกน

แต่สิ่งสำคัญคือ Anticline ไม่ได้หมายถึงภูเขาเสมอไป และ Syncline ไม่ได้หมายถึงหุบเขาเสมอไป เพราะทั้งสองคำอธิบาย “รูปทรงของชั้นหิน” ไม่ใช่รูปร่างภูมิประเทศ เมื่อการกัดเซาะทำงานเป็นเวลานาน Anticline ที่ประกอบด้วยหินอ่อนอาจถูกกัดเซาะจนกลายเป็นหุบเขา ขณะที่ Syncline ที่มีชั้นหินแข็งกว่าอาจเหลือเป็นสันเขาสูงได้ ปรากฏการณ์เช่นนี้แสดงให้เห็นว่าโครงสร้างธรณีวิทยาและภูมิประเทศปัจจุบันไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน

Fold ไม่ได้มีเพียงรูปโค้งสวยงาม

ในธรรมชาติแรงบีบอาจรุนแรงและเกิดซ้ำหลายครั้ง Fold จึงมีรูปแบบหลากหลาย เช่น Symmetrical Fold ที่แขนสองข้างเอียงใกล้เคียงกัน, Asymmetrical Fold ที่แขนเอียงไม่เท่ากัน, Overturned Fold ที่ชั้นหินด้านหนึ่งถูกพับจนพลิกเกินแนวดิ่ง, Recumbent Fold ที่แนวแกนพับเกือบนอนราบ และ Isoclinal Fold ที่แขนทั้งสองด้านเกือบขนานกัน

เมื่อชั้นหินถูกพับจนกลับหัว หลักการง่าย ๆ ว่า “ชั้นล่างเก่ากว่าชั้นบน” อาจใช้โดยตรงไม่ได้ นักธรณีวิทยาจึงต้องอาศัยโครงสร้างตะกอน ฟอสซิล และลักษณะของชั้นหินเพื่อดูว่า “ด้านบนเดิม” ของชั้นหินอยู่ทิศใด

เมื่อพับไม่ไหว หินก็แตกเกิด Thrust Fault

แรงบีบไม่ได้ทำให้หินพับเพียงอย่างเดียว หากความเค้นมากจนหินแตก จะเกิด Reverse Fault และถ้ารอยเลื่อนมีมุมค่อนข้างต่ำ จะเรียกว่า Thrust Fault ซึ่งมีความสำคัญมากในการสร้างเทือกเขา เพราะสามารถดันมวลหินขนาดมหึมาให้เคลื่อนขึ้นและซ้อนทับบนหินอีกชุดหนึ่ง

ผลที่เกิดขึ้นคือ เปลือกโลกถูกทำให้สั้นลงในแนวนอนแต่หนาขึ้นในแนวดิ่ง ลำดับอย่างง่ายคือ

Compression → Folding → Thrusting → Crustal Shortening → Crustal Thickening → Uplift

ในเทือกเขาขนาดใหญ่ เราจึงมักไม่พบ “Fold Mountain” ที่มีเพียงรอยพับ แต่พบระบบขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Fold-and-Thrust Belt

Fold-and-Thrust Belt คืออะไร?

Fold-and-Thrust Belt คือบริเวณที่ชั้นหินจำนวนมากถูกบีบจนเกิดทั้งรอยพับและ thrust fault ซ้อนกันต่อเนื่องเป็นแนวกว้างหลายสิบถึงหลายร้อยกิโลเมตร ระบบแบบนี้พบใน Himalaya, Alps, Zagros, Canadian Rockies และ mountain belts จำนวนมาก

หากมองภาพตัดขวาง จะเห็นชั้นหินเหมือนแผ่นวัสดุหลายชุดที่ถูกผลักเข้าหากัน บางส่วนพับ บางส่วนขาด และบางส่วนถูกดันขึ้นซ้อนทับกันหลายครั้ง เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเพิ่มความหนาของเปลือกโลกและสร้าง relief ของเทือกเขา

Nappe เมื่อแผ่นหินขนาดมหึมาถูกเคลื่อนย้าย

ใน mountain belts ที่มี deformation รุนแรง อาจพบ Nappe ซึ่งเป็นแผ่นหรือมวลหินขนาดใหญ่มากที่ถูก thrust เคลื่อนออกจากตำแหน่งเดิมเป็นระยะทางไกล ระบบ Nappe เป็นลักษณะสำคัญที่มีชื่อเสียงในเทือกเขา Alps และช่วยแสดงให้เห็นว่า tectonics สามารถเคลื่อนหินในแนวราบได้เป็นระยะทางระดับภูมิภาค

ดังนั้นหินที่เราเห็นในตำแหน่งหนึ่งอาจไม่ได้เกิด ณ จุดนั้น แต่ถูก tectonics พามาจากพื้นที่ห่างออกไปหลายสิบกิโลเมตร ภูเขาจึงเปรียบเสมือนหนังสือที่ถูกพับ ฉีก และเอาหน้าหลายหน้ามาซ้อนกัน นักธรณีวิทยาต้องค่อย ๆ คลี่โครงสร้างกลับเพื่อสร้างประวัติเดิม

Himalaya : Fold Mountains ที่ยังสร้างตัวอยู่

Himalaya เป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญที่สุดของการสร้างเทือกเขาจาก Continental Collision เมื่อ Indian Plate เคลื่อนขึ้นเหนือและชนกับ Eurasian Plate หลังจากมหาสมุทร Tethys ระหว่างสองทวีปค่อย ๆ ปิดตัว เปลือกโลกจึงถูกบีบ พับ เลื่อนซ้อน และหนาขึ้น เกิดเป็นระบบ Himalaya–Tibetan Plateau ที่มีขนาดระดับทวีป

กระบวนการสำคัญคือ

India–Eurasia convergence → Compression → Thrusting + Folding → Crustal Thickening → Uplift

ระบบนี้ยังไม่ได้หยุดทำงาน การเคลื่อนของเปลือกโลกยังดำเนินอยู่ จึงยังพบแผ่นดินไหว การเสียรูป และการยกตัวในภูมิภาคนี้

ทำไมบน Himalaya จึงพบหลักฐานของทะเล?

หนึ่งในเรื่องที่น่าทึ่งที่สุดคือ หินตะกอนและฟอสซิลที่มีต้นกำเนิดจากสภาพแวดล้อมทางทะเลสามารถพบได้ใน Himalaya รวมถึงบริเวณที่มีระดับสูงมาก เพราะหินเหล่านี้เคยเกิดหรือสะสมอยู่ในระบบทะเล Tethys ก่อนการชนของ India กับ Eurasia แล้วถูกยกขึ้นในภายหลัง

สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่า “ยอด Everest เคยเป็นภูเขาอยู่ใต้ทะเล” แต่หมายความว่า หินบางส่วนที่ปัจจุบันประกอบอยู่ในเทือกเขาเคยเกิดในทะเลโบราณ

ความแตกต่างนี้สำคัญ เพราะช่วยให้เราเข้าใจว่าภูเขาไม่ได้ถูกยกขึ้นพร้อมหินใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการนำหินเดิมจากสภาพแวดล้อมเก่าเข้าสู่โครงสร้างภูเขา

Alps : จากทะเลโบราณสู่เทือกเขายุโรป

เทือกเขา Alps เป็นอีกหนึ่งห้องเรียนสำคัญของ Fold, Thrust และ Nappe เกิดจากประวัติการบรรจบกันของหน่วยเปลือกโลกที่เกี่ยวข้องกับ Africa/Adria และ Eurasia รวมถึงการปิดตัวของส่วนต่าง ๆ ของ Tethyan realm

ภายใน Alps พบทั้งหินตะกอนทะเล หินแปร หินอัคนี และบางพื้นที่มี Ophiolite ซึ่งเป็นหลักฐานที่เชื่อมโยงกับ lithosphere มหาสมุทรโบราณ

จึงกล่าวได้ว่า Alps ไม่ได้บันทึกเพียงประวัติการเกิดภูเขา แต่ยังเก็บเศษหลักฐานของมหาสมุทรที่เคยอยู่ในบริเวณนั้นด้วย

Zagros : คลื่นหินขนาดยักษ์ที่มองเห็นจากอวกาศ

เทือกเขา Zagros ใน Iran และ Iraq เป็นหนึ่งในตัวอย่าง Fold-and-Thrust Belt ที่มีรูปทรง Anticline และ Syncline ชัดเจนมาก ระบบนี้สัมพันธ์กับการบรรจบของ Arabian Plate กับ Eurasia

จากภาพดาวเทียม เราสามารถมองเห็นชั้นหินโค้งเป็นแนวยาวคล้ายคลื่นหลายชุดต่อเนื่องกันเป็นระยะทางมหาศาล เป็นหนึ่งในสถานที่ที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเรียนรู้การอ่าน fold ในระดับภูมิภาค

Zagros ยังมีความสำคัญต่อ Petroleum Geology เพราะ anticline บางแห่งสามารถทำหน้าที่เป็นโครงสร้างกักเก็บน้ำมันและก๊าซ หากมี source rock, reservoir rock, seal และเงื่อนไขอื่นของ petroleum system ครบถ้วน

Appalachian Mountains : เมื่อ Fold Mountains ผ่านเวลาไปหลายร้อยล้านปี

Appalachian Mountains ทางตะวันออกของ North America มีประวัติการสร้างภูเขาหลายช่วงใน Paleozoic และเกี่ยวข้องกับการชนและประกอบกันของแผ่นเปลือกโลกในอดีต

แม้ปัจจุบัน Appalachian จะไม่สูงเท่า Himalaya แต่ชั้นหินยังเก็บ Fold และ Thrust จำนวนมากไว้

ความแตกต่างด้านรูปร่างสะท้อนให้เห็นบทบาทของเวลา เพราะหลังช่วง mountain building สำคัญสิ้นสุดลง พื้นที่ถูก Weathering และ Erosion ปรับแต่งต่อเนื่องนานหลายร้อยล้านปี

ดังนั้น “ภูเขาเก่า” ไม่ได้หมายความว่าร่องรอยของ tectonics หายไป แต่หมายความว่าเราต้องอ่านหลักฐานที่เหลืออยู่ภายในหินมากกว่ามองเพียงความสูงของยอดเขา

Tectonics สร้างภูเขา แต่ Erosion เป็นช่างแกะสลัก

เมื่อ Fold-and-Thrust Belt ยกสูงขึ้น กระบวนการบนผิวโลกเริ่มตอบสนองทันที แม่น้ำกัดเซาะหุบเขา ธารน้ำแข็งแกะสลักยอดเขา Weathering ทำให้หินแตก และ Landslide พามวลหินลงสู่พื้นที่ต่ำ

ดังนั้นรูปร่างของ Fold Mountains ในวันนี้ไม่ได้เกิดจาก compression เพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลรวมของ

TECTONICS + ROCK TYPE + CLIMATE + EROSION + TIME

เทือกเขาที่มีโครงสร้างคล้ายกันจึงสามารถมีภูมิประเทศแตกต่างกันอย่างมากหากอยู่คนละภูมิอากาศหรือมีประวัติการกัดเซาะต่างกัน

ภูเขาสูง แต่ลึกลงไปมี “รากภูเขา”

เมื่อ crust ถูก compression จนหนาขึ้น ส่วนที่หนาขึ้นไม่ได้มีเพียงด้านบน แต่สามารถมีโครงสร้างลึกลงไปด้านล่างด้วย ในเชิงอธิบายมักเรียกว่า Crustal Root หรือรากของเปลือกโลกใต้เทือกเขา

แนวคิดนี้สัมพันธ์กับ Isostasy

คล้ายภูเขาน้ำแข็งที่ส่วนสูงเหนือผิวน้ำมีส่วนที่จมอยู่ด้านล่าง

Mountain belt ขนาดใหญ่อย่าง Himalaya–Tibetan Plateau จึงมี continental crust ที่หนากว่าพื้นที่ทวีปทั่วไปอย่างมาก

Fold Mountain กับ Metamorphism

เมื่อ crust หนาขึ้น หินจำนวนหนึ่งถูกฝังลึกลงไป อุณหภูมิและความดันเพิ่มขึ้น ทำให้เกิด Metamorphism

ตัวอย่างเส้นทางการแปรสภาพของหินตะกอนเนื้อละเอียดในบางเงื่อนไขอาจเป็น

Shale → Slate → Phyllite → Schist → Gneiss

หินปูนสามารถแปรเป็น Marble ส่วน sandstone ที่มี quartz มากสามารถแปรเป็น Quartzite

ต่อมา Uplift และ Erosion สามารถเปิดเผยหินที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ลึกหลายกิโลเมตรให้ปรากฏบนพื้นผิว

ดังนั้นหินแปรบนภูเขาจึงเป็นเหมือน “เครื่องบันทึกความดันและอุณหภูมิ” ของส่วนลึกภายใน mountain belt

Fold Mountains กับแผ่นดินไหว

หากระบบ compression ยัง active รอยเลื่อนสามารถสะสมความเค้นและปลดปล่อยออกเป็นแผ่นดินไหวได้

Himalaya เป็นตัวอย่างสำคัญ

การเคลื่อนที่ระหว่าง India และ Eurasia ทำให้ระบบ thrust fault ยังคง active จึงเกิด seismic hazard ใน Nepal, northern India, Pakistan, Bhutan และพื้นที่โดยรอบ

แผ่นดินไหวจึงไม่ใช่เหตุการณ์ที่แยกจาก Mountain Building แต่เป็นหนึ่งในวิธีที่เปลือกโลกเปลี่ยนรูปร่างระหว่างการสร้างเทือกเขา

Fold Mountains กับ Landslide

พื้นที่ที่มี relief สูง ชั้นหินเอียง รอยแตกและ fault จำนวนมากสามารถมี slope instability สูง

เมื่อมีฝนหนัก แผ่นดินไหว หิมะละลาย หรือแม่น้ำกัดฐานลาดเขา จึงอาจเกิด

  • Landslide

  • Rockfall

  • Debris Flow

ได้

ดังนั้น Fold Mountain Belt หลายแห่งมีความเสี่ยงแบบ Cascading Hazards เช่น แผ่นดินไหวกระตุ้นดินถล่ม และดินถล่มไปปิดแม่น้ำจนเกิดทะเลสาบชั่วคราว

นักเดินทางดู Fold ได้จากตรงไหน?

หนึ่งในสถานที่ง่ายที่สุดคือ Road Cut หรือหน้าตัดถนน

ถนนภูเขามักเปิดเผยชั้นหินที่ปกติถูกดินและพืชคลุม

ลองสังเกตว่า

ชั้นหินโค้งขึ้นหรือไม่
ชั้นหินโค้งลงหรือไม่
ชั้นหินเอียงไปทางใด
ชั้นเดียวกันเกิดซ้ำหรือไม่
มี fault ตัดผ่านหรือไม่

ถ้าเห็นชั้นหินโค้งต่อเนื่องเป็นรูป ∩ อาจกำลังมอง Anticline

ถ้าเป็นรูป ∪ อาจเป็น Syncline

แต่ไม่ควรเข้าไปยืนชิดหน้าผาถนน เพราะบริเวณดังกล่าวมี Rockfall Risk และบางถนนไม่อนุญาตให้จอด

วิธีอ่าน Fold แบบง่ายใน 5 ขั้น

ใช้หลัก 5F เพื่อจำง่าย

1. Find Bedding – หาชั้นหินก่อน
2. Follow Layers – ไล่ดูว่าชั้นหินต่อไปทางไหน
3. Find Curvature – ดูว่าชั้นโค้งหรือไม่
4. Find Faults – มองหาจุดที่ชั้นหินขาดหรือเลื่อน
5. Form the Story – สร้างเรื่องราวว่าหินถูกเปลี่ยนรูปอย่างไร

จาก “ดูภูเขา” เราจะเริ่มเปลี่ยนเป็น “อ่านโครงสร้างภูเขา”

Fold มีตั้งแต่ขนาดฝ่ามือจนถึงระดับทวีป

สิ่งที่น่าสนใจคือ Fold มีหลาย scale มาก

อาจเป็นรอยพับเล็ก ๆ บนก้อนหินขนาดไม่กี่เซนติเมตร หรือเป็น anticline ขนาดหลายสิบกิโลเมตรที่ต้องมองจากดาวเทียมจึงเห็นครบ

นักธรณีวิทยาจึงสามารถใช้ fold ขนาดเล็กใน outcrop ช่วยทำความเข้าใจทิศทาง deformation ของ mountain belt ขนาดใหญ่ได้

นี่เป็นตัวอย่างของหลักสำคัญใน Geology ที่ว่า กระบวนการบางอย่างสามารถแสดงรูปแบบคล้ายกันได้ในหลายมาตราส่วน

Fold Mountains กับ Wilson Cycle

หากนำบท Mountain101 ช่วงที่ผ่านมาเรียงต่อกัน เราจะเห็นเรื่องราวของโลกได้ชัดมาก

Continental Rift
ทวีปเริ่มแยก

Mid-Ocean Ridge
มหาสมุทรเกิดและขยาย

Subduction Zone
Oceanic Lithosphere ถูกรีไซเคิล

Ocean Closure

Continental Collision

Fold-and-Thrust Mountain Belt

ดังนั้น Fold Mountain สามารถเป็น “ตอนจบของมหาสมุทรหนึ่งแห่ง” และในเวลาเดียวกันเป็น “จุดเริ่มต้นของเทือกเขาแห่งใหม่”

นี่คือความงดงามของ Wilson Cycle

ภูเขาอาจเป็นสุสานของมหาสมุทร

ใน Fold Mountain Belt บางแห่ง เราสามารถพบ

Marine Sediment
Fossil
Pillow Basalt
Ophiolite
Serpentinite

สิ่งเหล่านี้สามารถเป็นหลักฐานของมหาสมุทรที่เคยอยู่ระหว่างทวีป ก่อน ocean basin จะปิดและวัสดุบางส่วนถูกเก็บไว้ใน mountain belt

จึงมีคำเปรียบเทียบที่น่าสนใจว่า

“Mountain belts are archives of vanished oceans.”

เทือกเขาจึงไม่ได้บันทึกเพียงการเกิดภูเขา แต่ยังบันทึกเรื่องของมหาสมุทรที่หายไปจากโลกด้วย

เกร็ดความรู้ Mountain101

รู้หรือไม่? Fold Mountains ไม่ได้เกิดจากการพับเพียงอย่างเดียว แต่ Fold และ Thrust Fault มักทำงานร่วมกันใน mountain belt ขนาดใหญ่ Anticline และ Syncline เป็นโครงสร้างชั้นหิน ไม่ได้หมายถึงภูเขาและหุบเขาโดยตรง ชั้นหินสามารถถูกพับจนกลับหัวได้ Thrust Fault สามารถเคลื่อนหินเป็นระยะทางระดับหลายสิบกิโลเมตรในบางระบบ และ Nappe คือมวลหินขนาดใหญ่ที่ถูก thrust เคลื่อนออกจากตำแหน่งเดิม นอกจากนี้หินทะเลโบราณยังสามารถพบได้บนภูเขาสูง เพราะหินเหล่านั้นถูก tectonics ยกขึ้นหลังมหาสมุทรปิดตัว

Himalaya เป็น mountain belt ที่ยัง active ขณะที่ Appalachians เป็นตัวอย่างของระบบเก่าแก่ซึ่งถูกกัดเซาะมานาน ทั้งสองจึงช่วยให้เราเห็น “ช่วงชีวิต” ที่แตกต่างกันของเทือกเขา

ความรู้สำหรับนักเดินทาง

เมื่อเดินทางผ่าน Himalaya, Alps, Zagros, Canadian Rockies หรือพื้นที่ Fold Belt อื่น ๆ อย่ามองเฉพาะยอดเขา ลองสังเกตหน้าผาและ road cut แล้วถามว่า “ชั้นหินเดิมนอนราบหรือไม่? อะไรทำให้มันเอียง? รอยโค้งนี้เกิดจากแรงบีบหรือไม่? ทำไมชั้นหินชุดเดียวกันจึงปรากฏซ้ำ?”

หากพบฟอสซิลหรือหินตะกอนทะเลบนภูเขา อย่าเก็บกลับบ้านโดยเฉพาะในพื้นที่อนุรักษ์ แต่ลองจินตนาการว่าตำแหน่งตรงนั้นเคยอยู่ในสภาพแวดล้อมอย่างไรเมื่อหลายสิบหรือหลายร้อยล้านปีก่อน การเดินทางจะเปลี่ยนจากการชมภูเขาเป็นการอ่านประวัติศาสตร์ทวีป

สรุป : ชั้นหินที่ถูกพับ คือรอยนิ้วมือของแรงที่สร้างภูเขา

Fold Mountains ทำให้เราเห็นพลังของ Plate Tectonics ในรูปแบบที่จับต้องได้ที่สุด ชั้นหินที่เคยนอนราบสามารถถูกแรงบีบจนพับ แตก เลื่อนซ้อน และยกขึ้นหลายกิโลเมตร หินที่เคยอยู่ใต้ทะเลสามารถขึ้นไปอยู่บนยอดเขา ส่วนหินที่ถูกฝังลึกสามารถผ่าน metamorphism ก่อน erosion จะเปิดเผยออกมาอีกครั้งบนผิวโลก สิ่งที่เราเห็นเป็นภูเขาในวันนี้จึงเป็นผลรวมของ

COMPRESSION + FOLDING + THRUSTING + UPLIFT + EROSION + TIME

Himalaya แสดงให้เราเห็นภูเขาที่ยังอยู่ในระบบชนทวีป Alps เปิดหน้าต่างให้เราอ่าน Nappe และโครงสร้างซับซ้อน Zagros แสดงคลื่น Anticline และ Syncline ขนาดมหึมาจากอวกาศ ส่วน Appalachians แสดงให้เห็นว่าแม้ erosion จะลดระดับภูเขาลงไปมาก แต่โครงสร้างภายในยังบันทึกเหตุการณ์สร้างภูเขาเมื่อหลายร้อยล้านปีก่อน เมื่อเราเห็นชั้นหินพับอยู่ข้างทาง จึงไม่ควรมองว่ามันเป็นเพียงลวดลายสวยงาม เพราะรอยโค้งนั้นอาจเกิดจากการเคลื่อนตัวของทวีปทั้งผืน ภูเขาจึงเป็นมากกว่ากองหินสูง มันคือ ประวัติศาสตร์ของโลกที่ถูกพับเก็บเอาไว้ในชั้นหิน

#Mountain101 #FoldMountains #Anticline #Syncline #Folding #ThrustFault #FoldAndThrustBelt #Nappe #Himalaya #Alps #Zagros #Appalachians #Orogeny #MountainBuilding #ContinentalCollision #PlateTectonics #StructuralGeology #Geology #EarthScience #GeoTourism #MountainEncyclopedia #iok2uTravel

.

เที่ยวรอบโลก (Travel World)

-------------------------

ขอต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์
www.iok2u.com
แหล่งข้อมูลสารสนเทศเพื่อคุณ

เว็บไซต์ www.iok2u.com นี้เกิดมาจาก แรงบันดาลใจในภาพยนต์เรื่อง Pay It Forward โดยมีเป้าหมายเล็ก ๆ ที่กำหนดไว้ว่า ทุกครั้งที่เข้าเรียนสัมมนาหรืออบรมในแต่ละครั้ง จะนำความรู้มาจัดทำเป็นบทความอย่างน้อย 3 เรื่อง เพื่อมาลงในเว็บนี้
ความตั้งใจที่จะถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับมาทำการถ่ายทอดต่อไป และหวังว่าจะมีคนมาอ่านแล้วเห็นว่ามีประโยชน์นำเอาไปใช้ได้ หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลย โดยอาจไม่ต้องอ้างอิงที่มาหรือมาตอบแทนผู้จัด แต่ขอให้ส่งต่อหากคิดว่ามันดีหรือมีประโยชน์ เพื่อถ่ายทอดความรู้และสิ่งดี ๆ ต่อไปข้างหน้าต่อไป Pay It Forward