สะพานญี่ปุ่น (Japanese Covered Bridge) ฮอยอัน เวียดนาม
แผนที่ https://maps.app.goo.gl/PTFHo4dwNWZCFjFB6
สะพานญี่ปุ่น (Japanese Covered Bridge) เมืองฮอยอัน นครดานัง ประเทศเวียดนาม
ในใจกลางเมืองเก่าฮอยอัน (Hoi An Ancient Town) ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก องค์การยูเนสโก (UNESCO World Heritage Site) ดินแดนที่กาลเวลาดูเหมือนจะหยุดนิ่ง ได้มีสะพานไม้เก่าแก่แห่งหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่เหนือกาลเวลา นั่นคือ "สะพานญี่ปุ่น" หรือที่ชาวเวียดนามเรียกขานด้วยความเคารพว่า "จั่วเกิ่ว" (Chùa Cầu) สะพานแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เส้นทางสัญจรข้ามคลองสายเล็ก ๆ เท่านั้น หากแต่ยังเป็นสัญลักษณ์อันทรงพลังที่เล่าขานถึงเรื่องราวประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 400 ปี เป็นเครื่องยืนยันถึงจิตวิญญาณแห่งการค้าอันรุ่งเรืองและมรดกทางวัฒนธรรมอันหลากหลายที่หลอมรวมกัน ณ เมืองท่าโบราณแห่งนี้ สะพานญี่ปุ่นคือหัวใจของฮอยอัน ที่นักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลกต่างหลั่งไหลมาสัมผัสความงามและมนต์เสน่ห์ที่ยากจะลืมเลือน
สะพานแห่งนี้เป็นมากกว่าโครงสร้างทางวิศวกรรม เป็นดั่งภาพสะท้อนของการผสมผสานทางวัฒนธรรมระหว่างญี่ปุ่น เวียดนาม และจีน ที่ผูกพันกันมาอย่างยาวนาน สื่อถึงความร่วมมือและมิตรภาพที่ก่อร่างสร้างเมืองฮอยอันให้เป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญในอดีต และยังคงยืนหยัดเป็นประจักษ์พยานแห่งประวัติศาสตร์อันมีชีวิตชีวามาจนถึงปัจจุบัน ด้วยเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์และเรื่องเล่าขานจากอดีต ทำให้สะพานญี่ปุ่นได้รับเกียรติให้ปรากฏอยู่บนด้านหลังของธนบัตร 20,000 ดองของประเทศเวียดนาม นับเป็นเครื่องยืนยันถึงคุณค่าและความสำคัญทางวัฒนธรรมในระดับชาติอย่างแท้จริง
จากข้อมูลล่าสุด ณ กลางปี พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) ตามการปรับปรุงการบริหารราชการแผ่นดินครั้งใหญ่ของเวียดนาม เมืองฮอยอันได้ถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ นครดานัง (Da Nang City) ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางที่ได้รับการบริหารโดยตรง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงด้านการปกครอง แต่สถานะของ ฮอยอันในฐานะเมืองมรดกโลกของยูเนสโก และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นก็ยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีเยี่ยม สะพานญี่ปุ่น จึงยังคงเป็นอัญมณีล้ำค่าแห่งฮอยอัน ที่พร้อมต้อนรับนักเดินทางให้มาสัมผัสเรื่องราวอันน่าอัศจรรย์ใจแห่งนี้
ประวัติและความเป็นมา
สะพานญี่ปุ่น แห่งนี้ถือกำเนิดขึ้นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 หรือประมาณปี พ.ศ. 2136 (ค.ศ. 1593) โดยชุมชนพ่อค้าชาวญี่ปุ่นที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานและทำการค้าขายอย่างคึกคักในเมืองฮอยอัน ณ เวลานั้น จุดประสงค์หลักของการก่อสร้างคือเพื่อเชื่อมโยงพื้นที่ที่ชาวญี่ปุ่นอาศัยอยู่ทางฝั่งตะวันตกของคลอง เข้ากับย่านของชาวจีนและชาวเวียดนามพื้นเมืองที่อยู่ทางฝั่งตะวันออก เพื่ออำนวยความสะดวกในการสัญจรและการแลกเปลี่ยนสินค้า นำมาซึ่งความรุ่งเรืองทางการค้าที่ไร้พรมแดน
ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา สะพานแห่งนี้ได้ผ่านการบูรณะซ่อมแซมมาแล้วหลายครั้ง โดยครั้งสำคัญที่สุดเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2306 (ค.ศ. 1763) พ.ศ. 2360 (ค.ศ. 1817) และ พ.ศ. 2529 (ค.ศ. 1986) การบูรณะเหล่านี้ได้เพิ่มเติมองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมและศิลปะแบบเวียดนามและจีนเข้าไป ทำให้สะพานแห่งนี้มีลักษณะผสมผสานทางวัฒนธรรมที่ซับซ้อนและงดงามยิ่งขึ้น ในปี พ.ศ. 2262 (ค.ศ. 1719) เจ้าเมืองเหงียนฟุกจู (Lord Nguyen Phuc Chu) ได้เสด็จมาเยี่ยมชมสะพานและประทานนามใหม่ให้ว่า "ลายเวียนเกิ่ว" (Lai Vien Kieu) ซึ่งมีความหมายอันงดงามว่า "สะพานแห่งมิตรไมตรี" หรือ "สะพานสำหรับผู้มาเยือนจากแดนไกล" อันเป็นการสะท้อนถึงการต้อนรับอย่างอบอุ่นต่อผู้ค้าและนักเดินทางจากนานาประเทศที่เดินทางมายังเมืองท่าแห่งนี้
ตำนานเล่าขานอันน่าพิศวงเกี่ยวกับสะพานญี่ปุ่นก็เป็นอีกหนึ่งมิติที่เพิ่มความลึกลับและเสน่ห์ให้กับสถานที่แห่งนี้ ตามความเชื่อในตำนานพื้นบ้านของญี่ปุ่นและเวียดนาม มีสัตว์ประหลาดใต้ทะเลขนาดมหึมานามว่า "นามาซุ" (Namazu) หรือที่บางแห่งเรียกว่า "กู" (Cu) ซึ่งมีหัวอยู่ที่ประเทศอินเดีย ลำตัวพาดผ่านเวียดนาม โดยมีส่วนหลังหรือหัวใจอยู่ที่ฮอยอัน และหางอยู่ในประเทศญี่ปุ่น ทุกครั้งที่นามาซุขยับตัวก็จะทำให้เกิดแผ่นดินไหวและน้ำท่วมสร้างความเสียหายไปทั่วทั้งสามภูมิภาค ชาวญี่ปุ่นในฮอยอันจึงสร้างสะพานแห่งนี้ขึ้นมาเพื่อเป็น "ดาบวิญญาณ" ที่จะปักลงไปบนหลังของสัตว์ประหลาด เพื่อตรึงมันไว้ไม่ให้ขยับตัว เป็นการนำความสงบสุขและความปลอดภัยมาสู่ภูมิภาคจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ สะพานญี่ปุ่นจึงไม่ใช่แค่สะพานทางกายภาพ แต่ยังเป็นสะพานทางจิตวิญญาณที่คอยปกปักษ์รักษาผู้คนมานานหลายศตวรรษ
การบูรณะครั้งใหญ่ล่าสุด ซึ่งเป็นโครงการ "ผ่าตัด" เพื่อฟื้นฟูโครงสร้างสะพานนานถึงสองปี (พ.ศ. 2565 – พ.ศ. 2567 หรือ ค.ศ. 2022–2024) ได้แล้วเสร็จสมบูรณ์ และสะพานได้กลับมาเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกครั้งเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2567 (ค.ศ. 2024) โดยมีการเสริมความแข็งแรงของฐานรากและเปลี่ยนโครงไม้ที่ผุพัง เพื่อให้สะพานแห่งนี้ยังคงยืนหยัดเป็นสัญลักษณ์แห่งฮอยอันต่อไปอีกหลายร้อยปีข้างหน้า
จุดเด่นอันน่าอัศจรรย์ของสะพาน
สะพานญี่ปุ่นแห่งฮอยอัน คือ ผลงานสถาปัตยกรรมชิ้นเอกที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ด้วยการผสมผสานศิลปะจากสามวัฒนธรรมได้อย่างกลมกลืน จนได้รับการยกย่องจาก National Geographic ว่าเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญที่แสดงถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของฮอยอันในฐานะเมืองท่าพหุวัฒนธรรม สัมผัสแรกที่นักเดินทางจะพบคือโครงสร้างหลักที่เป็นไม้และรูปทรงโค้งมนอันเป็นเอกลักษณ์แบบญี่ปุ่นโบราณ ถัดมาคือการมุงหลังคาด้วยกระเบื้องดินเผาแบบหยินหยางอันเป็นสไตล์เวียดนามดั้งเดิม ซึ่งช่วยระบายน้ำฝนได้อย่างดีเยี่ยม และปิดท้ายด้วยลวดลายแกะสลักอันวิจิตรบรรจง เช่น มังกร เมฆ และอักษรจีนมงคลที่ประดับประดาอยู่บนหลังคาและราวสะพาน ซึ่งสะท้อนอิทธิพลของศิลปะจีนได้อย่างชัดเจน สะพานแห่งนี้จึงเป็น "สะพาน-ศาลา" (Bridge-Pagoda) หรือที่เรียกว่า thượng gia hạ kiều ในภาษาเวียดนาม หมายถึง "บ้านอยู่บน สะพานอยู่ล่าง" ซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากสะพานทั่วไปอย่างสิ้นเชิง
สิ่งที่สร้างความตื่นตาตื่นใจไม่แพ้กันคือการปรากฏตัวของเหล่าผู้พิทักษ์สะพาน ที่ปลายสะพานทั้งสองฝั่งมีรูปปั้นหินแกะสลักของสัตว์มงคลยืนเด่นเป็นสง่า นั่นคือคู่ของ "ลิง" (วอก) อยู่ที่ปลายสะพานด้านหนึ่ง และคู่ของ "สุนัข" (จอ) อยู่ที่ปลายสะพานอีกด้านหนึ่ง ตำนานเล่าว่าการก่อสร้างสะพานแห่งนี้เริ่มขึ้นในปีวอกและแล้วเสร็จในปีจอ สัตว์ทั้งสองจึงได้รับเลือกให้เป็นผู้พิทักษ์สะพาน ผู้คอยปกปักรักษาความปลอดภัยและนำโชคดีมาสู่ผู้คนที่สัญจรไปมา
กลางสะพานยังมีศาลเจ้าขนาดเล็กซ่อนตัวอยู่อย่างน่าประหลาดใจ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ "จั่วเกิ่ว" (Chùa Cầu) ที่แปลว่า "สะพานวัด" หรือ "สะพานศาลา" ศาลเจ้าแห่งนี้มีความพิเศษตรงที่ไม่ได้ประดิษฐานพระพุทธรูปเหมือนวัดทั่วไปในเวียดนาม หากแต่เป็นที่สถิตของ "เทพเจ้าจั๋นหวู" (Tran Vo Bac De) หรือ "เจินหวูปักเด๋" เทพเจ้าในศาสนาเต๋าผู้ทรงฤทธิ์ในการควบคุมสภาพอากาศ ป้องกันพายุและน้ำท่วม ซึ่งเป็นที่เคารพบูชาของชาวประมงและพ่อค้าในอดีตที่ต้องออกเดินเรือเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอนของท้องทะเล การได้ก้าวเข้าไปในศาลเจ้าแห่งนี้จึงไม่ใช่แค่การเยี่ยมชมสถานที่ทางประวัติศาสตร์ แต่ยังเป็นการเชื่อมโยงกับความเชื่อและศรัทธาของผู้คนในอดีตที่เคยฝากชีวิตไว้กับเทพเจ้าผู้พิทักษ์แห่งสายน้ำและท้องฟ้า
นอกจากนี้ ความสำคัญของสะพานญี่ปุ่นยังได้รับการยกย่องจนปรากฏอยู่บนด้านหลังของธนบัตร 20,000 ดองของเวียดนาม ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงสถานะในฐานะสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์อันโดดเด่นของประเทศ National Geographic ยังได้จัดอันดับให้ฮอยอันเป็นหนึ่งใน 10 จุดหมายปลายทางปลอดรถยนต์ที่ดีที่สุดในโลก โดยเน้นย้ำว่าสะพานญี่ปุ่นเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่มีการถ่ายภาพมากที่สุดในเมืองอีกด้วย
กิจกรรมน่าสนใจเมื่อมาเยือน
การมาเยือนสะพานญี่ปุ่นเป็นประสบการณ์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมหัศจรรย์และน่าค้นหา เริ่มต้นด้วยการเดินทอดน่องข้ามสะพานไม้โบราณแห่งนี้ สัมผัสพื้นไม้ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายศตวรรษ ลมพัดเอื่อยๆ พัดพาเรื่องราวในอดีตมารวมกับความมีชีวิตชีวาของผู้คนในปัจจุบัน คุณจะได้ชื่นชมรายละเอียดทางสถาปัตยกรรมที่ประณีตงดงาม ทั้งกระเบื้องหลังคาแบบหยินหยาง ราวบันไดไม้สีแดงเข้ม และงานแกะสลักรูปมังกรอันวิจิตรที่ประดับอยู่บนโครงหลังคา เป็นภาพที่เชื้อเชิญให้หยุดมองและใคร่ครวญถึงฝีมือช่างโบราณ
เมื่อเดินเข้าสู่ภายในศาลเจ้าขนาดเล็กที่ตั้งอยู่กลางสะพาน คุณจะได้พบกับแท่นบูชาของเทพเจ้า Tran Vo Bac De และสามารถสังเกตคานไม้โบราณที่ยังคงแข็งแรง แม้จะผ่านกาลเวลาและความชื้นมานานหลายร้อยปี การเข้าชมภายในศาลเจ้าแห่งนี้จำเป็นต้องใช้ตั๋วเข้าชมเมืองเก่าฮอยอัน ซึ่งเป็นตั๋วใบเดียวที่ใช้เข้าชมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์อื่นๆ ได้อีก 5 แห่ง เช่น บ้านเก่าแก่ สมาคม หรือพิพิธภัณฑ์ การสำรวจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ บนสะพาน ทั้งรูปปั้นลิงและสุนัขที่ปลายสะพาน หรือลวดลายประดับต่างๆ จะช่วยเพิ่มอรรถรสในการเยี่ยมชมอย่างไม่รู้ลืม
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ สะพานญี่ปุ่นเป็นมุมถ่ายภาพที่งดงามในทุกช่วงเวลาของวัน หากต้องการภาพถ่ายสะพานแบบเต็มตัวที่สะท้อนผืนน้ำคลอง นักเดินทางสามารถเดินไปยังสะพานคอนกรีตที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 50 เมตร (An Hoi Bridge) ซึ่งเป็นจุดที่เหมาะที่สุดในการเก็บภาพความงดงามของสะพานแห่งนี้ และอย่าพลาดที่จะถ่ายภาพคู่กับธนบัตร 20,000 ดอง ที่มีรูปสะพานญี่ปุ่นอยู่ด้านหลัง เป็นสัญลักษณ์ว่าคุณได้มาเยือนสถานที่แห่งตำนานนี้แล้ว
ข้อมูลการเดินทางและข้อแนะนำ
สะพานญี่ปุ่นตั้งอยู่ใจกลางเมืองเก่าฮอยอัน (Hoi An Ancient Town) พาดผ่านคลองสายเล็กๆ ที่เชื่อมต่อกับแม่น้ำทูโบน (Thu Bon River) โดยทำหน้าที่เชื่อมถนน Tran Phu กับถนน Nguyen Thi Minh Khai การเดินทางไปยังฮอยอันส่วนใหญ่มักเริ่มต้นจาก นครดานัง (Da Nang) ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ใกล้เคียง โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที ด้วยระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร สามารถเลือกใช้บริการแท็กซี่ หรือ Grab ได้อย่างสะดวกสบาย เมื่อมาถึงเมืองเก่าฮอยอันแล้ว นักท่องเที่ยวสามารถเดินสำรวจเมืองได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากเป็นเขตปลอดรถยนต์ ทำให้การเดินเท้าเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการซึมซับบรรยากาศ
สะพานญี่ปุ่นแห่งฮอยอัน เป็นดั่งเส้นไหมแห่งกาลเวลาที่ถักทอเรื่องราวประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และศรัทธาของผู้คนหลากหลายเชื้อชาติเข้าไว้ด้วยกันอย่างประณีตบรรจง การเดินทางมาเยือนสะพานแห่งนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่การมาชมสถาปัตยกรรมเก่าแก่ แต่คือการก้าวเข้าสู่ห้วงเวลาแห่งความทรงจำอันมีชีวิต ที่สะท้อนถึงยุคสมัยอันรุ่งเรืองของเมืองท่าค้าขายที่เคยเป็นศูนย์กลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยความงดงามทางสถาปัตยกรรม ตำนานเล่าขานอันน่าพิศวง และคุณค่าทางวัฒนธรรมที่หยั่งรากลึก สะพานญี่ปุ่นจึงเป็นหัวใจที่เต้นระรัวของฮอยอัน เป็นจุดหมายปลายทางที่นักเดินทางทุกคนควรมาสัมผัสด้วยตัวเองอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต เพื่อเก็บเกี่ยวความประทับใจและเรื่องราวอันน่าอัศจรรย์ใจที่สะพานแห่งนี้ได้เก็บซ่อนไว้ตลอดหลายศตวรรษ
#สะพานญี่ปุ่น #ฮอยอัน #เวียดนาม #เมืองมรดกโลก #ChuaCau #JapaneseCoveredBridge #HoiAnAncientTown #ท่องเที่ยวเวียดนาม #วัฒนธรรมเอเชีย #จังหวัดกว๋างนาม #LaiVienKieu #เมืองเก่าฮอยอัน #สถาปัตยกรรมไม้โบราณ #มรดกโลก #เที่ยวฮอยอัน #iok2uTravel
.
------------------------
ที่มาข้อมูล
-

ชมอัลปั้มภาพเพิ่มเติมที่
ppp
xxx
yyy
.
-----------------------
.
