iok2u.com แหล่งรวมข้อมูลข่าวสารเรื่องราวน่าสนใจเพื่อการศึกษาแลกเปลี่ยนและเรียนรู้

มิสเตอร์เรน (Mr. Rain) และมิสเตอร์เชน (Mr. Chain)
Mr. Rain และ Mr. Chain สองพี่น้องในโลกออฟไลน์และออนไลน์ที่จะมาร่วมมือกันสร้างสื่อสารสนเทศ เพื่อเผยแพร่ให้ความรู้ในเรื่องราวต่างๆ มากมายสร้างสังคมในการเรียนรู้ หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องตอบแทนกลับมา
ยืนหยัด เข้มแข็ง และกล้าหาญ (Stay Strong & Be Brave)
ขอเป็นกำลังใจให้คนดีทุกคนในการต่อสู้ความอยุติธรรม ในยุคสังคมที่คดโกงยึดถึงประโยชน์ส่วนตนและพวกฟ้องมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม จนหลายคนคิดว่าพวกด้านได้อายอดมักได้ดี แต่หากยึดคำในหลวงสอนไว้ในเรื่องการทำความดีเราจะมีความสุขครับ
Pay It Forward เป้าหมายเล็ก ๆ ในการส่งมอบความดีต่อ ๆ ไป
เว็ปไซต์นี้เกิดจากแรงบันดาลใจในภาพยนต์เรื่อง Pay It Forward ที่เล่าถึงการมีเป้าหมายเล็ก ๆ กำหนดไว้ให้ส่งมอบความดีต่อไปอีก 3 คน หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องตอบแทนกลับมา อยากให้ส่งต่อเพื่อถ่ายทอดต่อไป

2025/2568 อนุสรณ์สถานแห่งกัมพูชา จากศูนย์กลางการปราบปรามสู่สถานที่แห่งสันติภาพและการไตร่ตรอง (Cambodian Memorial Sites: From centres of repression to places of peace and reflection)

 

รอยจารึกแห่งความทรงจำ: สถานที่รำลึกการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กัมพูชา – จากศูนย์กลางการกดขี่สู่พื้นที่แห่งสันติภาพและการสะท้อน (Cambodian Memorial Sites: From centres of repression to places of peace and reflection)

สถานที่รำลึกการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กัมพูชา: จากศูนย์กลางการกดขี่สู่พื้นที่แห่งสันติภาพและการสะท้อน (Cambodian Memorial Sites: From centres of repression to places of peace and reflection) ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO World Heritage Site) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 (2025 C.E.) ระหว่างการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 47 (47th session of the World Heritage Committee) นับเป็นการรับรองครั้งสำคัญในฐานะแหล่งมรดกโลกแห่งที่ห้าของประเทศกัมพูชา สถานที่แห่งนี้ประกอบด้วยแหล่งสำคัญสามแห่งที่ยืนยันถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงภายใต้การปกครองของระบอบเขมรแดง (Khmer Rouge regime) ระหว่างปี พ.ศ. 2514-2522 (1971-1979 C.E.) ซึ่งได้ถูกเก็บรักษาและจัดตั้งเป็นอนุสรณ์สถานนับตั้งแต่การล่มสลายของระบอบเขมรแดงในปี พ.ศ. 2522 (1979 C.E.) เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจถึงเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่น่าเศร้าที่สุดครั้งหนึ่งในศตวรรษที่ 20 และเป็นพื้นที่สำหรับการรำลึก การไตร่ตรอง การเยียวยา และการแสวงหาสันติภาพ

แหล่งประกอบที่สำคัญทั้งสามแห่งได้แก่:

  • อดีตเรือนจำ M-13 (The former M-13 prison) ในจังหวัดกำปงชนัง (Kampong Chhnang Province): เป็นตัวแทนของการกดขี่ในระยะแรกภายใต้การปกครองของเขมรแดงและทำหน้าที่เป็นต้นแบบสำหรับระบบรักษาความปลอดภัยของระบอบฯ ในเวลาต่อมา

  • พิพิธภัณฑ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ตวลสเลง (Tuol Sleng Genocide Museum) ซึ่งเดิมคือเรือนจำ S-21 (former S-21 prison) ในกรุงพนมเปญ (Phnom Penh): สถานที่แห่งนี้เคยเป็นโรงเรียนมัธยม (lyceum) ก่อนถูกเปลี่ยนเป็นศูนย์กักกัน สอบสวน และทรมาน ที่มีชื่อเสียงในทางลบ โดยเป็นจุดสูงสุดของระบบรักษาความปลอดภัยของระบอบฯ และเป็นที่ที่ผู้คนหลายพันคนถูกทรมานก่อนถูกประหารชีวิต นอกจากนี้ยังเป็นที่เก็บเอกสารและสิ่งของจำนวนมากจากช่วงเวลาดังกล่าว

  • ศูนย์สังหารหมู่เจืองเอ็ก (Choeung Ek Genocidal Center) หรือที่รู้จักกันในชื่อทุ่งสังหาร (Killing Fields) ซึ่งเป็นอดีตสถานที่ประหารชีวิตของ S-21 (former execution site of S-21) ตั้งอยู่ทางชานเมืองด้านใต้ของกรุงพนมเปญ: เป็นสถานที่ประหารชีวิตหลักสำหรับผู้ที่ถูกคุมขังใน S-21 และเป็นหลุมศพหมู่สำหรับเหยื่อหลายแสนคน

คุณค่าโดดเด่นสากล (Outstanding Universal Value)

สถานที่รำลึกการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กัมพูชาได้รับการขึ้นทะเบียนภายใต้เกณฑ์ที่ (vi) ของยูเนสโก ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ให้การรับรองแก่แหล่งที่เกี่ยวข้องโดยตรงหรือจับต้องได้กับเหตุการณ์ ประเพณี แนวคิด ความเชื่อ หรืองานศิลปะและวรรณกรรมที่มีคุณค่าโดดเด่นสากล (outstanding universal significance)

คุณค่าโดดเด่นสากลของสถานที่เหล่านี้อยู่ที่บทบาทของมันในฐานะพยานหลักฐานอันลึกซึ้งต่อเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่น่าเศร้าที่สุดครั้งหนึ่ง และการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรงในศตวรรษที่ 20 สถานที่เหล่านี้ทำหน้าที่เป็นพื้นที่สำหรับการรำลึก การศึกษา และการไตร่ตรอง ส่งเสริมสันติภาพ การเยียวยา และความตระหนักรู้ระดับโลกเกี่ยวกับผลกระทบอันเลวร้ายของระบอบเผด็จการและการใช้ความรุนแรงหมู่ การรับรองจากยูเนสโกเป็นการปกป้องประวัติศาสตร์อันเจ็บปวดของกัมพูชา เป็นการแสดงความเคารพต่อความเข้มแข็งของประชาชน และเป็นตัวอย่างของการแสวงหาความยุติธรรมและการปรองดองแห่งชาติ สถานที่เหล่านี้เป็นอนุสรณ์สถานอันศักดิ์สิทธิ์ที่สนับสนุนให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้คุณค่าที่แท้จริงของสันติภาพและการเคารพในชีวิต และเพื่อป้องกันไม่ให้ความโหดร้ายดังกล่าวเกิดขึ้นซ้ำอีก

บริบททางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม (Historical and Architectural Context)

บริบททางประวัติศาสตร์: ระหว่างปี พ.ศ. 2518-2522 (1975-1979 C.E.) ประเทศกัมพูชาอยู่ภายใต้การปกครองของระบอบเขมรแดงหัวรุนแรงแบบเหมาอิสต์ (radical Maoist Khmer Rouge regime) นำโดยพล พต (Pol Pot) ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างสังคมเกษตรกรรมที่ไร้ชนชั้น ในยุคนี้มีการรณรงค์ปราบปรามและความรุนแรงอย่างโหดเหี้ยม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตประมาณสองล้านคน ซึ่งคิดเป็นประมาณหนึ่งในสี่ของประชากรทั้งหมดของกัมพูชา ระบอบเขมรแดงได้จัดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยทั่วประเทศเพื่อกำจัดฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจำคุก การบังคับโยกย้าย การใช้แรงงาน และการปฏิเสธปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต สถานที่เหล่านี้ได้รับการอนุรักษ์และจัดตั้งเป็นอนุสรณ์สถานนับตั้งแต่การล่มสลายของระบอบเขมรแดงในปี พ.ศ. 2522 (1979 C.E.) เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์เหล่านี้เป็นข้อเท็จจริงที่ได้รับการบันทึกไว้ และไม่ปรากฏข้อมูลเกี่ยวกับตำนานหรือเรื่องเล่าพื้นบ้านที่เกี่ยวข้องกับแหล่งประกอบในรายงานวิจัยนี้

บริบททางสถาปัตยกรรม:

  • อดีตเรือนจำ M-13 (The Former M-13 Prison): ข้อมูลสถาปัตยกรรมเฉพาะของเรือนจำ M-13 ในรายงานระบุเพียงว่าเป็น "อดีตเรือนจำ" (former prison) ซึ่งเป็นตัวแทนของโครงสร้างการกดขี่ในช่วงแรกของระบอบเขมรแดง โดยไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับรูปแบบหรือขนาดของอาคาร

  • พิพิธภัณฑ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ตวลสเลง (Tuol Sleng Genocide Museum - อดีต S-21): พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เดิมคือโรงเรียนมัธยมตวลสวายเปรย์ (Tuol Svay Prey High School) ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2505 (1962 C.E.) ประกอบด้วยอาคารสี่หรือห้าหลังที่มีความสูงสามชั้น ทาสีขาว ตั้งเรียงรายรอบลานภายใน เมื่อเขมรแดงเข้ายึดกรุงพนมเปญในปี พ.ศ. 2518 (1975 C.E.) ได้มีการปรับเปลี่ยนโรงเรียนแห่งนี้ให้เป็นเรือนจำความมั่นคง 21 (Security Prison 21 หรือ S-21) ซึ่งเป็นศูนย์กักกันและสอบสวนลับภายในเดือนมีนาคมหรือเมษายน พ.ศ. 2519 (1976 C.E.) การปรับเปลี่ยนทางสถาปัตยกรรมเพื่อใช้เป็นเรือนจำรวมถึง:

    • รั้วกั้น: บริเวณทั้งหมดถูกล้อมรอบด้วยลวดหนามมีกระแสไฟฟ้า (electrified barbed wire) และทางเดินเปิดของอาคารบางส่วนก็ถูกกั้นด้วยลวดหนามเช่นกันเพื่อป้องกันการหลบหนีหรือการฆ่าตัวตาย

    • ห้องขังและห้องสอบสวน: ห้องเรียนถูกเปลี่ยนเป็นห้องขังและห้องทรมาน บนชั้นล่าง ห้องเรียนบางห้องถูกแบ่งเป็นห้องขังขนาดเล็ก โดยทั่วไปมีขนาดกว้าง 0.8 เมตร (0.8 meters) และยาว 2 เมตร (2 meters) สร้างด้วยอิฐหยาบหรือฉากกั้นไม้ ออกแบบสำหรับขังนักโทษคนเดียว ส่วนชั้นสองประกอบด้วยห้องขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับนักโทษได้ 40-50 คน

    • หน้าที่ของอาคาร:

      • อาคาร A: มีห้องขังขนาดใหญ่ที่พบเหยื่อกลุ่มสุดท้ายและมีห้องทรมาน

      • อาคาร B, C, และ D: ส่วนใหญ่ใช้เป็นห้องขัง อาคาร B จัดแสดงภาพถ่ายเหยื่อหลายร้อยภาพ ขณะที่อาคาร D จัดแสดงข้อความจากเหยื่อและผู้กระทำความผิด

      • อาคาร E: ใช้สำหรับฉายภาพยนตร์สั้นที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของพิพิธภัณฑ์ อาคารส่วนใหญ่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ในสภาพเดิมนับตั้งแต่ที่เขมรแดงถูกขับไล่ออกไปในปี พ.ศ. 2522 (1979 C.E.) ทำให้เห็นภาพในอดีตที่แท้จริงและน่าสะเทือนใจ บริเวณด้านหลังมีหลุมศพของเหยื่อ 14 รายสุดท้ายที่พบในสถานที่ และมีอนุสาวรีย์เพื่อรำลึกถึงเหยื่อทุกคนของเขมรแดง

  • ศูนย์สังหารหมู่เจืองเอ็ก (Choeung Ek Genocidal Center): สถานที่แห่งนี้เดิมเป็นสวนผลไม้และสุสานจีน ซึ่งยังคงมีร่องรอยให้เห็นได้ คุณลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่สำคัญที่สุดคือ สถูปอนุสรณ์ (Memorial Stupa)

    • การออกแบบและสัญลักษณ์: สถูปนี้เป็นโครงสร้างพุทธศาสนาเชิงรำลึก (Buddhist commemorative structure) ที่ได้รับอิทธิพลจากการออกแบบของศาลาวัดพุทธศาสนา (Buddhist temple pavilions) มีผนังย่อมุม (redented walls) เฉลียงยื่นสี่ด้านพร้อมทางเข้าประตูสูงที่นำไปสู่พื้นที่ส่วนกลางรูปสี่เหลี่ยม และชั้นหลังคาที่ลดหลั่นกันขึ้นไป โครงสร้างส่วนบนชวนให้นึกถึงศาลาในพระราชวังหลวงกัมพูชา (Cambodian Royal Palace) ซึ่งแสดงถึงความสำคัญทางวัฒนธรรมและการเมือง ส่วนกลางของหลังคาส่วนบนมีห้าชั้นที่สื่อถึงภูเขาบริวารห้าลูกรอบเขาพระสุเมรุ (Mount Meru) ซึ่งเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ในพุทธจักรวาล

    • สิ่งบรรจุ: สถูปบรรจุกะโหลกศีรษะมนุษย์มากกว่า 5,000 ชิ้น พร้อมด้วยกระดูกที่ขุดพบจากหลุมศพหมู่ในสถานที่ ซากเหล่านี้จัดแสดงอยู่หลังกระจกอะคริลิก (acrylic glass sides) โดยมีบางส่วนที่อยู่ระดับล่างเปิดให้ชมได้โดยตรงในเวลากลางวัน การปรากฏของกะโหลกที่แตกหักหรือถูกทุบบ่งชี้ถึงวิธีการประหารชีวิตที่โหดร้าย ซึ่งมักใช้ขวาน ค้อน หรือมีดอีโต้เพื่อประหยัดกระสุน

    • ผังสถานที่: นอกเหนือจากสถูปกลางแล้ว สถานที่ยังรวมถึงหลุมยุบที่บ่งบอกถึงหลุมศพหมู่ในอดีต บางหลุมมีหลังคาไม้ไผ่ปกป้อง นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบอบเขมรแดง และ "ห้องเก็บเครื่องมือสังหาร" (killing tools storage room) ที่จัดแสดงเครื่องมือที่ใช้ในการประหารชีวิต ผังโดยรวมส่งเสริมให้ผู้เยี่ยมชมเดินผ่านทางเดินพืชพรรณสีเขียวและชมทิวทัศน์ของนาข้าวและทะเลสาบ แบบแปลนดั้งเดิมสำหรับอนุสรณ์สถานนี้สร้างขึ้นโดยสถาปนิก ลิม ออก (Lim Ourk) ในปี พ.ศ. 2541 (1998 C.E.)

จุดเด่นสำคัญ (Key Highlights)

  • สถานที่รำลึกแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนในปี พ.ศ. 2568 (2025 C.E.) ถือเป็นแหล่งมรดกโลกแห่งแรกของกัมพูชาที่เชิดชูประวัติศาสตร์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และการกดขี่ทางการเมืองในยุคสมัยใหม่

  • ประกอบด้วยอดีตเรือนจำ M-13, พิพิธภัณฑ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ตวลสเลง (S-21) และศูนย์สังหารหมู่เจืองเอ็ก (Choeung Ek Genocidal Center) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงขอบเขตทั้งหมดของระบบการปราบปรามของเขมรแดง

  • สถานที่เหล่านี้ทำหน้าที่เป็นเครื่องเตือนใจอันทรงพลังถึงความโหดร้ายของมนุษย์ ความสูญเสีย และความทุกข์ทรมาน โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีการกระทำอันโหดร้ายดังกล่าวเกิดขึ้นซ้ำอีก

  • การขึ้นทะเบียนเป็นก้าวสำคัญในกระบวนการเยียวยาของประเทศและการรำลึกถึงบาดแผลในอดีต

สถานที่รำลึกการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กัมพูชา: จากศูนย์กลางการกดขี่สู่พื้นที่แห่งสันติภาพและการสะท้อน (Cambodian Memorial Sites: From centres of repression to places of peace and reflection) เป็นแหล่งมรดกโลกที่ทรงพลังและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อมนุษยชาติ การขึ้นทะเบียนโดยยูเนสโกในปี พ.ศ. 2568 (2025 C.E.) เน้นย้ำถึงคุณค่าสากลของสถานที่เหล่านี้ในการเป็นพยานหลักฐานที่จับต้องได้ถึงความโหดร้ายของระบอบเขมรแดง และผลลัพธ์อันเลวร้ายของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ด้วยองค์ประกอบสำคัญทั้งสามแห่ง ได้แก่ อดีตเรือนจำ M-13, พิพิธภัณฑ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ตวลสเลง (S-21) และศูนย์สังหารหมู่เจืองเอ็ก สถานที่เหล่านี้ทำหน้าที่เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับการรำลึก การเรียนรู้ และการไตร่ตรองถึงความสำคัญของสันติภาพและการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การเยี่ยมชมสถานที่เหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความเคารพต่อเหยื่อผู้บริสุทธิ์ แต่ยังเป็นการย้ำเตือนถึงความจำเป็นในการป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์อันเจ็บปวดเช่นนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต ทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้และการเยียวยาที่สำคัญในระดับโลก

.

------------------------

 

ขอต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์
www.iok2u.com
แหล่งข้อมูลสารสนเทศเพื่อคุณ

เว็บไซต์ www.iok2u.com นี้เกิดมาจาก แรงบันดาลใจในภาพยนต์เรื่อง Pay It Forward โดยมีเป้าหมายเล็ก ๆ ที่กำหนดไว้ว่า ทุกครั้งที่เข้าเรียนสัมมนาหรืออบรมในแต่ละครั้ง จะนำความรู้มาจัดทำเป็นบทความอย่างน้อย 3 เรื่อง เพื่อมาลงในเว็บนี้
ความตั้งใจที่จะถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับมาทำการถ่ายทอดต่อไป และหวังว่าจะมีคนมาอ่านแล้วเห็นว่ามีประโยชน์นำเอาไปใช้ได้ หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลย โดยอาจไม่ต้องอ้างอิงที่มาหรือมาตอบแทนผู้จัด แต่ขอให้ส่งต่อหากคิดว่ามันดีหรือมีประโยชน์ เพื่อถ่ายทอดความรู้และสิ่งดี ๆ ต่อไปข้างหน้าต่อไป Pay It Forward