2021 แหล่งโบราณคดีโจมงทางตอนเหนือของญี่ปุ่น (Jomon Prehistoric Sites in Northern Japan)
แหล่งโบราณคดีโจมงทางตอนเหนือของญี่ปุ่น: มรดกแห่งสังคมนักล่า-หาปลา-เก็บของป่าที่ตั้งถิ่นฐานอย่างยั่งยืน
แหล่งโบราณคดีโจมงทางตอนเหนือของญี่ปุ่น (Jomon Prehistoric Sites in Northern Japan) เป็นกลุ่มโบราณสถานแบบต่อเนื่อง (serial property) ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO World Heritage List) เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ค.ศ. 2021 (พ.ศ. 2564) ซึ่งสะท้อนถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอันซับซ้อนของชาวโจมง (Jomon people) ผู้เป็นสังคมนักล่า-หาปลา-เก็บของป่า (hunter-fisher-gatherer society) ยุคก่อนประวัติศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ กลุ่มแหล่งโบราณคดีนี้ประกอบด้วย 17 แหล่งกระจายตัวอยู่ในสี่จังหวัด ได้แก่ ฮอกไกโด (Hokkaido), อาโอโมริ (Aomori), อิวาเตะ (Iwate) และอาคิตะ (Akita) แหล่งเหล่านี้เป็นหลักฐานอันโดดเด่นที่แสดงถึงการดำรงอยู่ของสังคมที่ตั้งถิ่นฐาน (sedentary societies) โดยไม่พึ่งพาการเกษตรกรรม ซึ่งรุ่งเรืองมาเป็นระยะเวลากว่า 10,000 ปี ตั้งแต่ประมาณ 13,000 ปีก่อนคริสตกาล (ประมาณ 15,000 ปีก่อนพุทธศักราช) จนถึง 400 ปีก่อนคริสตกาล (ประมาณ 2,400 ปีก่อนพุทธศักราช)
คุณค่าโดดเด่นเป็นสากล (Outstanding Universal Value)
แหล่งโบราณคดีโจมงทางตอนเหนือของญี่ปุ่นได้รับการยอมรับในคุณค่าโดดเด่นเป็นสากลตามเกณฑ์ 2 ข้อ ดังนี้:
-
เกณฑ์ (iii): แหล่งโบราณคดีเหล่านี้เป็นประจักษ์พยานอันโดดเด่นต่อสังคมยุคก่อนประวัติศาสตร์แบบนักล่า-หาปลา-เก็บของป่าที่ตั้งถิ่นฐาน ซึ่งมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวระดับโลก โดยได้พัฒนาวัฒนธรรมทางจิตวิญญาณอันซับซ้อน หลักฐานทางโบราณคดีที่ค้นพบ เช่น แผ่นดินเผาที่มีรอยเท้าประทับ, ตุ๊กตาดินเผา (dogu) รูปทรงโดดเด่นโดยเฉพาะแบบ "ตากลม" (goggle-eyed), โครงกระดูกในหลุมศพ, เครื่องบูชาที่ใช้ในพิธีกรรม, เนินดินเทียม (artificial earthen mounds) และวงหิน (stone circles) ล้วนสะท้อนถึงความเชื่อและพิธีกรรมที่ลึกซึ้งของชาวโจมง
-
เกณฑ์ (v): แหล่งเหล่านี้เป็นตัวอย่างอันยอดเยี่ยมของรูปแบบการตั้งถิ่นฐานและการใช้ที่ดินแบบอยู่กับที่ (sedentary settlement patterns and land-use) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการกำเนิด การพัฒนา และการเจริญเติบโตของวิถีชีวิตแบบนี้ ชาวโจมงได้ปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม และดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างยั่งยืนโดยไม่มีการปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ของแผ่นดินอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งแตกต่างจากสังคมเกษตรกรรม
บริบททางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม
ช่วงเวลาโจมง (Jomon period) ครอบคลุมยุคยาวนานกว่าหนึ่งหมื่นปี ซึ่งเป็นช่วงที่มนุษย์ในภูมิภาคนี้มีการตั้งถิ่นฐานและพัฒนาวัฒนธรรมที่แตกต่างไปจากสังคมนักล่าสัตว์เร่ร่อนทั่วไป โดยที่ยังไม่รู้จักการเพาะปลูกในวงกว้าง ตามข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่ได้จากการขุดค้นทางโบราณคดี ชาวโจมงได้อาศัยการแสวงหาทรัพยากรธรรมชาติจากป่าไม้ แม่น้ำ และทะเลเป็นหลัก แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจและทักษะในการใช้ทรัพยากรอย่างเชี่ยวชาญ
ในด้านสถาปัตยกรรมและโครงสร้างที่อยู่อาศัย พบหลักฐานของหมู่บ้านที่มีลักษณะเป็นที่อยู่อาศัยแบบหลุม (pit dwellings) และบ้านยาว (longhouses) ซึ่งเป็นที่พักพิงที่สร้างจากวัสดุธรรมชาติ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ถูกระบุขนาดเป็นหน่วยเมตริกในรายงานวิจัย แต่สามารถอนุมานได้ว่าเป็นโครงสร้างที่มีความหลากหลายตามขนาดของครอบครัวหรือชุมชน นอกจากนี้ ยังพบพื้นที่ฝังศพและแหล่งประกอบพิธีกรรม ซึ่งรวมถึงวงหินขนาดใหญ่ เช่นที่แหล่งโอวยุ สโตน เซอร์เคิลส์ (Oyu Stone Circles) ซึ่งเป็นโครงสร้างอนุสาวรีย์ขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญทางพิธีกรรม แหล่งเหล่านี้บ่งชี้ถึงโครงสร้างทางสังคมที่มีแบบแผนและความเชื่อทางจิตวิญญาณที่ซับซ้อนของชาวโจมง
วัตถุทางวัฒนธรรมที่สำคัญได้แก่ เครื่องปั้นดินเผาที่มีลวดลายคล้ายเชือก (pottery with rope-like patterns) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมโจมง และตุ๊กตาดินเผา (clay figurines หรือ dogu) หลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “กัสโช โดกุ” (Gassho Dogu) ที่พบในแหล่งโคเรคาวะ (Korekawa Site) ซึ่งเชื่อว่าถูกใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาและแสดงถึงมิติทางจิตวิญญาณอันลึกซึ้งของพวกเขา
จุดเด่นที่สำคัญ (Key Highlights)
กลุ่มแหล่งโบราณคดีโจมงทางตอนเหนือของญี่ปุ่นประกอบด้วยหลายแหล่งที่มีความสำคัญเฉพาะตัว:
-
แหล่งซันไน มารุยามะ (Sannai Maruyama Site) ในเมืองอาโอโมริ (Aomori City) เป็นหนึ่งในแหล่งตั้งถิ่นฐานยุคโจมงที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ที่นี่มีการจำลองที่อยู่อาศัยแบบหลุมและบ้านยาวขึ้นมาใหม่ พร้อมด้วยพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงโบราณวัตถุที่ค้นพบ ทำให้ผู้เยี่ยมชมสามารถสัมผัสวิถีชีวิตของชาวโจมงได้อย่างชัดเจน
-
แหล่งโอวยุ สโตน เซอร์เคิลส์ (Oyu Stone Circles) ในเมืองคาซุโนะ (Kazuno City) โดดเด่นด้วยโครงสร้างวงหินขนาดใหญ่ ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญทางพิธีกรรมและดาราศาสตร์ของชาวโจมงในอดีต
-
แหล่งโคเรคาวะ (Korekawa Site) ในเมืองฮาจิโนเฮะ (Hachinohe City) เป็นที่เก็บรักษาโบราณวัตถุทางวัฒนธรรมที่สำคัญ เช่น ตุ๊กตาดินเผา "กัสโช โดกุ" (Gassho Dogu) ซึ่งเป็นตัวอย่างที่หาได้ยากและมีความสำคัญทางศิลปะและจิตวิญญาณ
โดยรวมแล้ว แหล่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงทักษะของชาวโจมงในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ความสำคัญของวงหินในพิธีกรรม และความประณีตงดงามของเครื่องปั้นดินเผาและตุ๊กตาดินเผาที่ใช้ทั้งในชีวิตประจำวันและพิธีกรรม
คู่มือผู้เยี่ยมชมและข้อบังคับ
กลุ่มแหล่งโบราณคดีโจมงทางตอนเหนือของญี่ปุ่นเป็นกลุ่มแหล่งขนาดใหญ่ที่กระจายอยู่ในหลายจังหวัด ทำให้ผู้เยี่ยมชมสามารถวางแผนการเดินทางเพื่อสำรวจมรดกทางวัฒนธรรมอันหลากหลายนี้ได้ แต่ละแหล่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมักจะมีศูนย์ข้อมูลหรือพิพิธภัณฑ์จัดแสดงโบราณวัตถุและให้ข้อมูลเพิ่มเติม การเยี่ยมชมจะช่วยให้เข้าใจความแตกต่างของวัฒนธรรมโจมงในแต่ละภูมิภาคของฮอกไกโด ไม่ว่าจะเป็นฮอกไกโดตอนใต้ที่ใกล้กับเกาะฮอนชู ฮอกไกโดตะวันออกที่ใกล้กับซาฮาลิน และฮอกไกโดตอนกลาง
เพื่อให้เกิดการอนุรักษ์มรดกอันทรงคุณค่าเหล่านี้ ผู้เยี่ยมชมควรปฏิบัติตามกฎระเบียบของแต่ละแหล่งอย่างเคร่งครัด รวมถึงการรักษาสิ่งแวดล้อมและไม่สร้างความเสียหายต่อโบราณสถาน เพื่อให้มรดกเหล่านี้คงอยู่คู่กับคนรุ่นหลังสืบไป
แหล่งโบราณคดีโจมงทางตอนเหนือของญี่ปุ่น เป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จอันโดดเด่นของสังคมยุคก่อนประวัติศาสตร์ ที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างยั่งยืนและพัฒนาวัฒนธรรมทางจิตวิญญาณอันลึกซึ้งโดยปราศจากการเกษตรกรรม การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของยูเนสโกเป็นการตระหนักถึงคุณค่าสากลของวิถีชีวิตอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวโจมง ผู้ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติและสร้างสรรค์มรดกทางวัฒนธรรมที่ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้กับมนุษยชาติในปัจจุบันและอนาคต
.
-------------------------
ที่มา
- https://whc.unesco.org/en/list
- http://www.globalgeopark.org
- https://www.unesco.org/en/mab/wnbr/
รวบรวมรูปภาพ
-------------------------
------------------------

