ภูพระบาท: พยานแห่งประเพณีสีมาหินสมัยทวารวดีและมรดกอารยธรรมสองพันปี
อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท (Phu Phrabat Historical Park) ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการในชื่อ "ภูพระบาท, พยานแห่งประเพณีสีมาหินสมัยทวารวดี" (Phu Phrabat, a testimony to the Sīma stone tradition of the Dvaravati period) ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO World Heritage Site) เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 (2024 C.E.) การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นในระหว่างการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 46 ณ กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย
ภูพระบาทตั้งอยู่ในเขตอำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ประเทศไทย ถือเป็นแหล่งมรดกโลกแห่งที่ 8 ของประเทศไทย และเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ 5 โดยมีความสำคัญอย่างยิ่งในการเป็นแหล่งเก็บรักษาประเพณีการใช้สีมาหิน (Sīma stone) ในสมัยทวารวดี (Dvaravati period) ซึ่งเป็นหลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดและสมบูรณ์ที่สุดในโลกที่ยังคงอยู่ในตำแหน่งดั้งเดิม (in situ) โดยมีอายุย้อนไปประมาณพุทธศตวรรษที่ 13 (8th century C.E.) นอกจากนี้ ภูพระบาทยังเป็นแหล่งมรดกโลกแห่งที่สองของจังหวัดอุดรธานี ถัดจากแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง (Ban Chiang Archaeological Site) ซึ่งตอกย้ำถึงความสำคัญทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของภูมิภาคนี้
ภูพระบาทเป็นสถานที่ซึ่งโดดเด่นด้วยภูมิประเทศอันเป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มหินทรายรูปร่างแปลกตาคล้ายดอกเห็ดที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ การใช้พื้นที่แห่งนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงร่องรอยการอยู่อาศัยและการประกอบกิจกรรมของมนุษย์อย่างต่อเนื่องยาวนานกว่าสองพันปี โดยมีหลักฐานการตั้งถิ่นฐานย้อนไปถึง 2,500-3,000 ปี การปรับปรุงแก้ไขเพิงผาหินธรรมชาติเพื่อวัตถุประสงค์ทางศาสนาได้สะท้อนพัฒนาการทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย รวมถึงสมัยทวารวดี (Dvaravati), เขมร (Khmer), ล้านช้าง (Lan Xang) และรัตนโกสินทร์ (Rattanakosin) การบริหารจัดการและการคุ้มครองแหล่งมรดกแห่งนี้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลร่วมกัน โดยมีกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม เป็นหน่วยงานหลัก โดยปฏิบัติตามกฎหมายทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น
คุณค่าโดดเด่นระดับสากล (Outstanding Universal Value)
ภูพระบาทได้รับการประกาศให้มีคุณค่าโดดเด่นระดับสากลตามเกณฑ์การพิจารณาของยูเนสโก จำนวน 2 ข้อ ดังนี้:
-
เกณฑ์ข้อ (iii): ภูพระบาทเป็นประจักษ์พยานอันเป็นเอกลักษณ์หรือโดดเด่นของประเพณีวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ยังคงอยู่หรือที่สาบสูญไปแล้ว ภูพระบาทเป็นแหล่งที่เก็บรักษาประเพณีการใช้สีมาหินจากสมัยทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ 12-16 หรือ 7th-11th centuries C.E.) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกและยังคงอยู่ในตำแหน่งดั้งเดิม สีมาหินเหล่านี้มีรูปแบบการจัดวาง รูปทรง และรูปแบบทางศิลปะที่หลากหลายตามที่ระบุไว้ในพระคัมภีร์พุทธศาสนา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงเส้นทางการวิวัฒนาการที่ชัดเจนของเครื่องหมายกำหนดเขตศักดิ์สิทธิ์เฉพาะประเภทนี้ ความสำคัญของแหล่งนี้อยู่ที่การอนุรักษ์ประเพณีดังกล่าวไว้อย่างเป็นเอกลักษณ์และครอบคลุมในบริบทระดับโลก
-
เกณฑ์ข้อ (v): ภูพระบาทเป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของวัฒนธรรมที่มนุษย์มีการตั้งถิ่นฐานอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อม หรือการใช้ประโยชน์ที่ดินหรือทะเลที่แสดงถึงปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อแหล่งนั้นมีความเปราะบางภายใต้ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจกลับคืนได้ ภูมิทัศน์ของภูพระบาทได้รับการเปลี่ยนแปลงอย่างกว้างขวางและมีเจตนาตลอดระยะเวลามากกว่าสี่ศตวรรษ ผ่านการสร้างสีมาหินเพื่อวัตถุประสงค์ในพิธีกรรมทางพุทธศาสนา ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับประเพณีป่าพุทธสถาน (forest monastic tradition) นี่เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของการใช้ประโยชน์ที่ดินซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของประเพณีสีมาหินที่แพร่หลายในบริเวณที่ราบสูงโคราช (Khorat Plateau) ในช่วงสมัยทวารวดี นอกจากนี้ เพิงผาหินขนาดใหญ่ (megalithic rock shelters) ณ ภูพระบาท ซึ่งก่อรูปขึ้นโดยธรรมชาติ ได้รับการเคารพบูชาจากประชากรยุคก่อนประวัติศาสตร์เมื่อสองพันปีก่อน โดยมีหลักฐานเป็นภาพเขียนสี (rock paintings) ในเพิงผา 47 แห่ง ซึ่งแสดงภาพมนุษย์ สัตว์ และลวดลายเรขาคณิต
บริบททางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม
ภูพระบาทเป็นแหล่งที่มีประวัติศาสตร์การอยู่อาศัยของมนุษย์และพัฒนาการทางวัฒนธรรมที่ยาวนานและต่อเนื่อง:
-
ยุคก่อนประวัติศาสตร์ (Prehistoric Period):
-
ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์: หลักฐานทางโบราณคดีบ่งชี้ถึงการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในพื้นที่นี้ย้อนหลังไปกว่า 3,000 ปี โดยพบภาพเขียนสีโบราณ (ancient rock paintings) มากกว่า 54 ภาพ กระจายอยู่ตามเพิงผาหิน 47 แห่ง ภาพเหล่านี้แสดงถึงรูปมนุษย์ สัตว์ และลวดลายเรขาคณิต ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญของการดำรงอยู่และกิจกรรมของชุมชนยุคแรกเริ่ม
-
-
สมัยทวารวดี (Dvaravati Period, พุทธศตวรรษที่ 12-16 / 7th-11th centuries C.E.):
-
ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์: ประเพณีการใช้สีมาหิน (Sīma stone tradition) เพื่อกำหนดเขตศักดิ์สิทธิ์สำหรับพิธีสังฆกรรมทางพุทธศาสนาเถรวาท (Theravada Buddhist monastic practices) ได้รับการพัฒนาและแพร่หลายอย่างมากในบริเวณนี้ ภูพระบาทเป็นแหล่งที่พบสีมาหินในสภาพดั้งเดิม (in situ) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้หินขนาดใหญ่ในการทำสีมาเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของภูมิภาคที่ราบสูงโคราช นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงเพิงผาหินธรรมชาติเพื่อวัตถุประสงค์ทางศาสนา ซึ่งสะท้อนถึงอิทธิพลของพุทธศาสนาในช่วงเวลานี้
-
สถาปัตยกรรม: สีมาหินที่พบมีรูปแบบการจัดวางที่หลากหลาย แสดงถึงพัฒนาการทางศิลปะและพิธีกรรมตามพระคัมภีร์ทางพุทธศาสนา แม้จะไม่มีการระบุขนาดเฉพาะเจาะจงในหน่วยเมตริกสำหรับแต่ละชิ้นงาน แต่การกระจายตัวของสีมาหินเหล่านี้ครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่บนภูมิทัศน์
-
-
สมัยขอม (Khmer), ล้านช้าง (Lan Xang) และรัตนโกสินทร์ (Rattanakosin):
-
ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์: การใช้พื้นที่ภูพระบาทในฐานะศาสนสถานยังคงดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงยุคประวัติศาสตร์ถัดมา มีการสร้างศาสนสถานและอนุสรณ์สถาน เช่น พระธาตุ (Phra That) ขึ้นในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 11-18 (6th-13th centuries C.E.) ซึ่งเป็นช่วงคาบเกี่ยวของสมัยทวารวดีและขอม แสดงให้เห็นถึงการหลอมรวมและสืบทอดความเชื่อทางศาสนา
-
-
ตำนาน (Legends):
-
ชื่อ "ภูพระบาท" (Phu Phrabat) มีความหมายว่า "ภูเขาแห่งรอยพระพุทธบาท" ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงอันลึกซึ้งกับวัฒนธรรมและความเชื่อทางพุทธศาสนาในพื้นที่ แม้จะเป็นตำนาน แต่ก็เป็นส่วนสำคัญที่หล่อหลอมความศักดิ์สิทธิ์และอัตลักษณ์ของสถานที่
-
จุดเด่นสำคัญ
ภูพระบาทมีความโดดเด่นด้วยองค์ประกอบทางวัฒนธรรมและธรรมชาติหลายประการ ได้แก่:
-
แหล่งสีมาหินที่สมบูรณ์ที่สุดในโลก: เป็นแหล่งที่เก็บรักษาประเพณีการใช้สีมาหินสมัยทวารวดี (Dvaravati Sīma stones) ที่มีจำนวนมากที่สุดและยังคงอยู่ในตำแหน่งดั้งเดิม (in situ) ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของภูมิภาคที่ราบสูงโคราช
-
ภาพเขียนสีโบราณ: มีภาพเขียนสีโบราณมากกว่า 54 ภาพ กระจายอยู่ตามเพิงผาหิน 47 แห่ง สะท้อนถึงการดำรงอยู่ของมนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์
-
หลักฐานการอยู่อาศัยของมนุษย์ยาวนาน: แสดงให้เห็นถึงร่องรอยการอยู่อาศัยและกิจกรรมของมนุษย์ที่ต่อเนื่องกว่าสองพันปี ย้อนไปถึง 2,500-3,000 ปี
-
ภูมิประเทศหินทรายอันเป็นเอกลักษณ์: โดดเด่นด้วยกลุ่มหินทรายรูปร่างแปลกตาคล้ายดอกเห็ดที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ
-
การใช้งานทางศาสนาต่อเนื่อง: เป็นพื้นที่ที่ถูกใช้เป็นศาสนสถานอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงยุคประวัติศาสตร์หลายสมัย (ทวารวดี, เขมร, ล้านช้าง, รัตนโกสินทร์)
-
ศาสนสถานโบราณ: มีศาสนสถานและอนุสาวรีย์ เช่น พระธาตุ (Phra That) ที่สร้างขึ้นระหว่างพุทธศตวรรษที่ 11-18 (6th-13th centuries C.E.) ซึ่งแสดงถึงอิทธิพลของอารยธรรมทวารวดีและขอม
ภูพระบาท เป็นแหล่งมรดกโลกที่สะท้อนถึงคุณค่าอันเป็นสากลของมนุษยชาติอย่างแท้จริง เป็นพยานแห่งประเพณีสีมาหินสมัยทวารวดีที่ยังคงหลงเหลืออยู่มากที่สุดในโลก แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการทางความเชื่อและพิธีกรรมทางพุทธศาสนาในภูมิภาคนี้อย่างชัดเจน ตั้งแต่ภาพเขียนสีโบราณที่เล่าเรื่องราวของชุมชนยุคแรกเริ่ม ไปจนถึงการใช้และปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ธรรมชาติเพื่อวัตถุประสงค์ทางศาสนา ภูพระบาทจึงเป็นพื้นที่แห่งปฏิสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมและศรัทธา สถานที่แห่งนี้ไม่เพียงเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการท่องเที่ยวเชิงวิชาการ (Academic Heritage Tourism) ที่สำคัญ แต่ยังเป็นศูนย์รวมจิตวิญญาณและภูมิปัญญาอันเก่าแก่ที่ควรค่าแก่การศึกษาและอนุรักษ์สืบไป
.
-------------------------
ที่มา
- https://whc.unesco.org/en/list
- http://www.globalgeopark.org
- https://www.unesco.org/en/mab/wnbr/
รวบรวมรูปภาพ
-------------------------
------------------------


