iok2u.com แหล่งรวมข้อมูลข่าวสารเรื่องราวน่าสนใจเพื่อการศึกษาแลกเปลี่ยนและเรียนรู้

ยืนหยัด เข้มแข็ง และกล้าหาญ (Stay Strong & Be Brave)
ขอเป็นกำลังใจให้คนดีทุกคนในการต่อสู้ความอยุติธรรม ในยุคสังคมที่คดโกงยึดถึงประโยชน์ส่วนตนและพวกฟ้องมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม จนหลายคนคิดว่าพวกด้านได้อายอดมักได้ดี แต่หากยึดคำในหลวงสอนไว้ในเรื่องการทำความดีเราจะมีความสุขครับ
มิสเตอร์เรน (Mr. Rain) และมิสเตอร์เชน (Mr. Chain)
Mr. Rain และ Mr. Chain สองพี่น้องในโลกออฟไลน์และออนไลน์ที่จะมาร่วมมือกันสร้างสื่อสารสนเทศ เพื่อเผยแพร่ให้ความรู้ในเรื่องราวต่างๆ มากมายสร้างสังคมในการเรียนรู้ หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องตอบแทนกลับมา
Pay It Forward เป้าหมายเล็ก ๆ ในการส่งมอบความดีต่อ ๆ ไป
เว็ปไซต์นี้เกิดจากแรงบันดาลใจในภาพยนต์เรื่อง Pay It Forward ที่เล่าถึงการมีเป้าหมายเล็ก ๆ กำหนดไว้ให้ส่งมอบความดีต่อไปอีก 3 คน หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องตอบแทนกลับมา อยากให้ส่งต่อเพื่อถ่ายทอดต่อไป

2015 แหล่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมเมจิแห่งญี่ปุ่นเหล็กกล้า, การต่อเรือ และเหมืองถ่านหิน (Sites of Japan’s Meiji Industrial Revolution: Iron and Steel, Shipbuilding and Coal Mining)

การปฏิวัติอุตสาหกรรมเมจิแห่งญี่ปุ่น: แหล่งกำเนิดเหล็กกล้า การต่อเรือ และเหมืองถ่านหิน มรดกโลกแห่งความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรม

แหล่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมเมจิแห่งญี่ปุ่นเหล็กกล้า, การต่อเรือ และเหมืองถ่านหิน (Sites of Japan’s Meiji Industrial Revolution: Iron and Steel, Shipbuilding and Coal Mining) เป็นการรวมกลุ่มสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วของญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษ 1850 ถึง 1910 ตามปฏิทินคริสต์ศักราช (ประมาณ พ.ศ. 2393 – 2453) ซึ่งครอบคลุมยุคบากุมัตสึ (Bakumatsu) และเมจิ (Meiji) สถานที่เหล่านี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกในปี 2015 ค.ศ. (พ.ศ. 2558) โดยเป็นประจักษ์พยานถึงความสำเร็จอันเป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่นในฐานะชาติที่ไม่ใช่ตะวันตกแห่งแรกที่สามารถปฏิรูปอุตสาหกรรมได้อย่างสำเร็จ ด้วยการปรับใช้เทคโนโลยีตะวันตกให้เข้ากับความต้องการและประเพณีทางสังคมของตนเอง

พื้นที่มรดกโลกแห่งนี้ประกอบด้วยแหล่งย่อย 23 แห่ง กระจายอยู่ใน 11 เมือง และ 8 จังหวัด ส่วนใหญ่อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่น โดยเป็นหลักฐานของการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า อุตสาหกรรมการต่อเรือ และการทำเหมืองถ่านหิน ซึ่งสะท้อนสามช่วงเวลาที่แตกต่างกันของการปฏิวัติอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นที่ใช้เวลากว่า 50 ปี สถานที่สำคัญได้แก่ ฮากิ (Hagi) ในจังหวัดยามากุจิ (Yamaguchi), คาโกชิมะ (Kagoshima), นิรายามะ (Nirayama) ในจังหวัดชิซูโอกะ (Shizuoka) ที่มีเตาเผา Reverberatory Furnaces, คาไมชิ (Kamaishi) ในจังหวัดอิวาเตะ (Iwate) ซึ่งเป็นที่ตั้งของเหมืองและโรงถลุงเหล็กฮาชิโนะ (Hashino Iron Mining and Smelting Site), ซากะ (Saga), นางาซากิ (Nagasaki) ซึ่งรวมถึงอู่ต่อเรือและบ้านโกลเวอร์ (Glover House), มิอิเกะ (Miike) ในจังหวัดฟุกุโอกะ (Fukuoka) และคุมะโมโตะ (Kumamoto) ที่เกี่ยวข้องกับการทำเหมืองถ่านหินและท่าเรือ และยาฮาตะ (Yahata) ในจังหวัดฟุกุโอกะ

อย่างไรก็ตาม การขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลกนี้มาพร้อมกับเงื่อนไขที่ญี่ปุ่นต้องดำเนินการเพื่อรับทราบและสร้างความเข้าใจในข้อเท็จจริงที่ว่า ชาวเกาหลีและบุคคลอื่นๆ จำนวนมากถูกบังคับใช้แรงงานภายใต้สภาพที่เลวร้าย ณ บางแห่งของสถานที่เหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการปกครองอาณานิคมของญี่ปุ่นระหว่างปี 1910-1945 ค.ศ. (พ.ศ. 2453 – 2488)

คำอธิบายคุณค่าโดดเด่นสากล (Outstanding Universal Value)

แหล่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมเมจิแห่งญี่ปุ่นได้รับการยกย่องว่ามีคุณค่าโดดเด่นสากล (Outstanding Universal Value - OUV) ตามเกณฑ์ข้อ (ii) และ (iv) ของยูเนสโก ดังนี้:

  • เกณฑ์ (ii): สถานที่เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าญี่ปุ่นในยุคศักดินาได้แสวงหาการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากยุโรปตะวันตกและอเมริกาในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 อย่างไร เทคโนโลยีเหล่านี้ถูกนำมาปรับใช้และดัดแปลงให้เหมาะสมกับความต้องการภายในประเทศและประเพณีทางสังคมของญี่ปุ่น ซึ่งช่วยให้ประเทศก้าวขึ้นเป็นชาติอุตสาหกรรมชั้นนำของโลกได้ภายในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20

  • เกณฑ์ (iv): กลุ่มแหล่งอุตสาหกรรมสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเหล็กและเหล็กกล้า การต่อเรือ และเหมืองถ่านหินนี้ เป็นประจักษ์พยานถึงความสำเร็จอันเป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่นในฐานะประเทศที่ไม่ใช่ตะวันตกแห่งแรกที่สามารถปฏิวัติอุตสาหกรรมได้สำเร็จอย่างเด่นชัด โดยเป็นตัวแทนของกลุ่มเทคโนโลยีที่โดดเด่นซึ่งสะท้อนถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมที่รวดเร็วและเป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่น ซึ่งมีพื้นฐานมาจากการสร้างสรรค์นวัตกรรมในท้องถิ่นและการปรับใช้เทคโนโลยีตะวันตก

คุณค่าเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความสามารถของญี่ปุ่นในการเปลี่ยนแปลงจากสังคมศักดินาที่ปิดประเทศไปสู่มหาอำนาจทางอุตสาหกรรม โดยไม่ตกเป็นอาณานิคม ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อการพัฒนาของเอเชียตะวันออกโดยรวม การขึ้นทะเบียนนี้จึงเป็นการรับรองว่าสถานที่เหล่านี้เป็นมรดกร่วมกันของมนุษยชาติที่ควรค่าแก่การทะนุบำรุงและปกป้องรักษาไว้

บริบททางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม

บริบททางประวัติศาสตร์

การปฏิรูปอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นเป็นกระบวนการที่รวดเร็วและน่าทึ่ง ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 และดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 (ประมาณปี 1850 – 1910 ค.ศ. / พ.ศ. 2393 – 2453) ครอบคลุมยุคบากุมัตสึและเมจิ ในช่วงเวลาเพียงกว่า 50 ปี ญี่ปุ่นได้พลิกโฉมจากสังคมศักดินาที่โดดเดี่ยวไปสู่การเป็นมหาอำนาจทางอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมหนัก เช่น เหล็กและเหล็กกล้า การต่อเรือ และการทำเหมืองถ่านหิน กระบวนการนี้แบ่งออกเป็นสามช่วงหลัก:

  1. การทดลองเบื้องต้น (ยุคก่อนเมจิ, ทศวรรษ 1850 – ต้นทศวรรษ 1860 ค.ศ. / พ.ศ. 2393 – ต้นทศวรรษ 2403): เป็นช่วงของการทดลองในการผลิตเหล็กและการต่อเรือ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากตระกูลท้องถิ่น โดยอาศัยตำราและตัวอย่างจากตะวันตกเป็นส่วนใหญ่

  2. การนำเข้าเทคโนโลยีตะวันตก (ต้นยุคเมจิ): เมื่อเข้าสู่ยุคเมจิใหม่ เทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญจากตะวันตกได้ถูกนำเข้ามาอย่างกระตือรือร้น

  3. การพัฒนาอุตสาหกรรมท้องถิ่นอย่างเต็มรูปแบบ (ปลายยุคเมจิ): เป็นช่วงสุดท้ายที่เห็นการปรับใช้เทคโนโลยีตะวันตกอย่างแข็งขันให้เหมาะสมกับความต้องการและประเพณีทางสังคมของญี่ปุ่น นำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมท้องถิ่นอย่างเต็มรูปแบบในแบบของญี่ปุ่นเอง

บุคคลสำคัญหลายท่านมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงนี้ อาทิ โทมัส โกลเวอร์ (Thomas Glover) พ่อค้าชาวสกอตแลนด์ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการนำเสนอเทคโนโลยีตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการต่อเรือ นอกจากนี้ยังมีกลุ่ม "โชชู ไฟฟ์" (Choshu Five) ซึ่งเป็นกลุ่มซามูไรหนุ่มห้าคนที่แอบเดินทางออกจากญี่ปุ่นในปี 1863 ค.ศ. (พ.ศ. 2406) เพื่อไปศึกษาต่อในประเทศอังกฤษ และต่อมาได้มีบทบาทสำคัญในการสร้างความทันสมัยให้แก่ประเทศ โดยหนึ่งในนั้นคือ อิโต ฮิโรบูมิ (Ito Hirobumi) ซึ่งได้กลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของญี่ปุ่น

บริบททางสถาปัตยกรรม

สถานที่เหล่านี้จัดแสดงรูปแบบสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างญี่ปุ่นและยุโรปอย่างน่าสนใจ สะท้อนถึงการถ่ายทอดและการปรับใช้เทคโนโลยีต่างๆ:

  • เตาเผา Reverberatory Furnaces นิรายามะ (Nirayama Reverberatory Furnaces): เป็นเตาเผา Reverberatory ที่สมบูรณ์ที่สุดที่ยังคงเหลืออยู่ในญี่ปุ่น สร้างขึ้นเพื่อการผลิตปืนใหญ่โดยใช้หินอิซุ (Izu) ในท้องถิ่น

  • บ้านและสำนักงานโกลเวอร์ (Glover House and Office) ที่นางาซากิ: บ้านและสำนักงานของโทมัส โกลเวอร์ ผู้มีบทบาทสำคัญในการปฏิวัติอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตัวอย่างของสถาปัตยกรรมสไตล์ตะวันตก และถือเป็นบ้านสไตล์ตะวันตกที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงเหลือรอดในญี่ปุ่น

  • อู่เรือโคซุเกะ (Kosuge Slip Dock) ที่นางาซากิ: มีอาคารอิฐที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงอยู่ของญี่ปุ่น สร้างขึ้นในปี 1869 ค.ศ. (พ.ศ. 2412) และมีส่วนประกอบที่นำเข้าจากสกอตแลนด์

  • ศูนย์อุตสาหกรรมชูเซคัง (Shuseikan Industrial Complex) ที่คาโกชิมะ: รวมถึงซากฐานรากของเตาเผา โรงงานเครื่องจักรยุคแรก (ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์) และที่พักสำหรับวิศวกรชาวต่างชาติ

  • แหล่งทำเหมืองเหล็กฮาชิโนะ (Hashino Iron Mining Site) ที่คาไมชิ: ประกอบด้วยซากเตาถลุงเหล็กแบบพ่นลม (blast furnace) ที่สร้างด้วยหิน และแหล่งทำเหมือง ซึ่งถือเป็นจุดกำเนิดของอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าสมัยใหม่ของญี่ปุ่น

  • เหมืองถ่านหินมันดะ (Manda Coal Mine) ที่มิอิเกะ: ยังคงรักษาสิ่งก่อสร้างของลิฟต์และอาคารอิฐหลายหลังที่อยู่รอบๆ

  • โรงงานเหล็กกล้ายาวาตะ (Yawata Steel Works) ที่คิตะคิวชู: ยังคงดำเนินการอยู่จนถึงปัจจุบัน โดยมีอาคารประวัติศาสตร์ เช่น อดีตสำนักงานใหญ่ โรงตีเหล็ก และโรงซ่อมบำรุง ที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ภายในบริเวณโรงงาน

ไฮไลต์สำคัญ

แหล่งมรดกโลกแห่งนี้มีสถานที่และคุณสมบัติเด่นที่น่าสนใจหลายประการ ซึ่งสะท้อนถึงการเดินทางสู่ความเป็นอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น:

  • เตาเผา Reverberatory Furnaces นิรายามะ (Nirayama Reverberatory Furnaces): เตาเผา Reverberatory ที่สมบูรณ์ที่สุดที่ยังคงเหลืออยู่ในญี่ปุ่น แสดงถึงความพยายามเริ่มแรกในการผลิตอาวุธและพัฒนาเทคโนโลยี

  • เหมืองถ่านหินฮาชิมะ หรือ กุนคันจิมะ (Hashima Coal Mine / Gunkanjima): เกาะเหมืองถ่านหินร้างที่มีชื่อเสียงจากอาคารที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีและบรรยากาศอันน่าทึ่ง ซึ่งปรากฏในภาพยนตร์หลายเรื่อง เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมตั้งแต่ปี 2009 ค.ศ. (พ.ศ. 2552) ผ่านทัวร์เรือเฟอร์รี

  • บ้านและสำนักงานโกลเวอร์ (Glover House and Office) ที่นางาซากิ: ที่พักของโทมัส โกลเวอร์ บุคคลสำคัญในการปฏิวัติอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น และถือเป็นบ้านสไตล์ตะวันตกที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงเหลือรอดในประเทศ

  • อู่เรือมิเอ็ตสึ (Mietsu Naval Dock) ที่ซากะ: ก่อตั้งขึ้นในปี 1858 ค.ศ. (พ.ศ. 2401) เป็นอู่เรือแห้ง (dry dock) แห่งแรกของญี่ปุ่นสำหรับการต่อเรือและซ่อมแซม ที่ซึ่งเรือกลไฟลำแรกของญี่ปุ่นถูกสร้างขึ้น นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่พิพิธภัณฑ์ที่อยู่ติดกัน

  • แหล่งทำเหมืองเหล็กฮาชิโนะ (Hashino Iron Mining Site) ที่คาไมชิ: สถานที่ตั้งของเตาถลุงเหล็กแบบพ่นลมสไตล์ตะวันตกแห่งแรกของญี่ปุ่น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงจุดเริ่มต้นของการผลิตเหล็กสมัยใหม่ในญี่ปุ่น

  • ศูนย์ข้อมูลมรดกอุตสาหกรรม (Industrial Heritage Information Centre - IHIC) ที่โตเกียว: เปิดทำการในปี 2020 ค.ศ. (พ.ศ. 2563) ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางที่ให้ภาพรวมที่ครอบคลุมของแหล่งมรดกโลกทั้ง 23 แห่ง พร้อมนิทรรศการและระบบการแสดงผลแบบพาโนรามา การเข้าชมต้องจองล่วงหน้าและไม่มีค่าใช้จ่าย โดยมีทัวร์พร้อมไกด์เป็นภาษาญี่ปุ่น และคำแนะนำเสียงเป็นภาษาอังกฤษและเกาหลี

คู่มือและข้อบังคับสำหรับผู้เยี่ยมชม

ข้อกำหนดและข้อบังคับสำหรับผู้เยี่ยมชมจะแตกต่างกันไปในแต่ละสถานที่ เนื่องจากเป็นกลุ่มสถานที่ที่หลากหลาย

  • สถานที่อุตสาหกรรมที่ยังคงดำเนินการอยู่: บางส่วนของอู่ต่อเรือมิตซูบิชิ (Mitsubishi Shipyards) และโรงงานเหล็กกล้ายาวาตะ (Yawata Steelworks) ไม่ได้เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชม หรืออนุญาตให้ชมได้จากระยะไกลเท่านั้น

  • การเข้าถึงที่จำกัด: แหล่งเช่น เหมืองถ่านหินฮาชิมะ (Gunkanjima) และทางรถไฟเหมืองถ่านหินมิอิเกะ (Miike coal mine railway) อาจเปิดให้เข้าชมเฉพาะในโอกาสพิเศษ หรือผ่านทัวร์ที่จัดขึ้นเท่านั้น

  • พิพิธภัณฑ์และศูนย์บริการนักท่องเที่ยว: สถานที่หลายแห่งมีพิพิธภัณฑ์หรือศูนย์บริการนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ ซึ่งมีนิทรรศการเชิงตีความ, ทัวร์พร้อมไกด์, คำแนะนำด้วยเสียง และแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน เพื่ออธิบายประวัติและความสำคัญของสถานที่

  • ศูนย์ข้อมูลมรดกอุตสาหกรรม (IHIC) ในโตเกียว: การเยี่ยมชมต้องทำการนัดหมายล่วงหน้า และไม่มีค่าใช้จ่าย โดยมีบริการทัวร์พร้อมไกด์เป็นภาษาญี่ปุ่น และคำแนะนำเสียงเป็นภาษาอังกฤษและเกาหลี

สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ คณะกรรมการมรดกโลกได้ขอให้ญี่ปุ่นดำเนินการตามมาตรการที่ช่วยให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงประวัติของแต่ละสถานที่ รวมถึงประเด็นการบังคับใช้แรงงานชาวเกาหลีและคนอื่นๆ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ณ บางสถานที่เหล่านี้

แหล่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมเมจิแห่งญี่ปุ่นเหล็กกล้า, การต่อเรือ และเหมืองถ่านหิน เป็นสัญลักษณ์ที่ทรงพลังของการเปลี่ยนแปลงอันน่าทึ่งของญี่ปุ่น จากสังคมศักดินาที่แยกตัวออกจากโลกภายนอกสู่มหาอำนาจทางอุตสาหกรรมภายในเวลาอันสั้น สถานที่ทั้ง 23 แห่งนี้เป็นประจักษ์พยานถึงความกล้าหาญและความสามารถของญี่ปุ่นในการนำเทคโนโลยีตะวันตกมาปรับใช้และพัฒนาให้เข้ากับบริบทและประเพณีของตนเอง ซึ่งไม่เพียงแต่ขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวหน้า แต่ยังเป็นต้นแบบให้กับชาติที่ไม่ใช่ตะวันตกอื่นๆ ในการพัฒนาอุตสาหกรรม ความสำเร็จนี้ไม่เพียงเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังเป็นสมบัติอันล้ำค่าของมวลมนุษยชาติที่สะท้อนถึงศักยภาพของมนุษย์ในการเรียนรู้ ปรับตัว และสร้างสรรค์ เพื่อการก้าวข้ามขีดจำกัดทางประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์

.

------------------------

ขอต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์
www.iok2u.com
แหล่งข้อมูลสารสนเทศเพื่อคุณ

เว็บไซต์ www.iok2u.com นี้เกิดมาจาก แรงบันดาลใจในภาพยนต์เรื่อง Pay It Forward โดยมีเป้าหมายเล็ก ๆ ที่กำหนดไว้ว่า ทุกครั้งที่เข้าเรียนสัมมนาหรืออบรมในแต่ละครั้ง จะนำความรู้มาจัดทำเป็นบทความอย่างน้อย 3 เรื่อง เพื่อมาลงในเว็บนี้
ความตั้งใจที่จะถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับมาทำการถ่ายทอดต่อไป และหวังว่าจะมีคนมาอ่านแล้วเห็นว่ามีประโยชน์นำเอาไปใช้ได้ หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลย โดยอาจไม่ต้องอ้างอิงที่มาหรือมาตอบแทนผู้จัด แต่ขอให้ส่งต่อหากคิดว่ามันดีหรือมีประโยชน์ เพื่อถ่ายทอดความรู้และสิ่งดี ๆ ต่อไปข้างหน้าต่อไป Pay It Forward