2014 นัมฮันซันซ็อง (Namhansanseong)

นัมฮันซานซอง: มรดกโลกแห่งป้อมปราการยามศึกสงครามและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม
นัมฮันซานซอง (Namhansanseong) คือ เมืองป้อมปราการทางประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ตั้งอยู่ในกวางจู (Gwangju) จังหวัดคยองกี (Gyeonggi) สาธารณรัฐเกาหลีใต้ โดยได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO World Heritage Site) ในปีคริสต์ศักราช 2014 (พ.ศ. 2557) ป้อมปราการแห่งนี้ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขานัมฮันซาน (Namhansan) ห่างจากกรุงโซล (Seoul) ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 25 กิโลเมตร ครอบคลุมระยะทาง 12 กิโลเมตร นัมฮันซานซองไม่เพียงแต่เป็นสถาปัตยกรรมทางทหารที่โดดเด่น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการปรับตัวและยืนหยัดท่ามกลางความขัดแย้งในประวัติศาสตร์ภูมิภาคเอเชียตะวันออก โดยทำหน้าที่เป็นเมืองหลวงฉุกเฉินสำหรับราชวงศ์โชซอน (Joseon dynasty) และสามารถรองรับกษัตริย์ พระราชวงศ์ กองทัพ และพลเมืองราว 4,000 คน ในยามสงคราม
คุณค่าโดดเด่นสากล (Outstanding Universal Value)
นัมฮันซานซองได้รับการยอมรับในคุณค่าโดดเด่นสากลตามเกณฑ์ของยูเนสโก ดังนี้:
-
เกณฑ์ที่ (ii): นัมฮันซานซองสะท้อนให้เห็นถึงการแลกเปลี่ยนค่านิยมของมนุษย์ที่สำคัญ โดยแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในการก่อสร้างป้อมปราการและการพัฒนาอาวุธในภูมิภาคเอเชียตะวันออกในช่วงเวลาแห่งความขัดแย้งระหว่างประเทศ การออกแบบและเทคนิคการก่อสร้างป้อมปราการแห่งนี้ได้รับอิทธิพลจากรูปแบบสถาปัตยกรรมทั้งเกาหลี จีน (ราชวงศ์หมิงและชิง) และญี่ปุ่น (ช่วงอาซุจิ-โมโมยามะ) รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอาวุธปืนใหญ่จากยุโรป
-
เกณฑ์ที่ (iv): นัมฮันซานซองเป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของเมืองป้อมปราการที่แสดงถึงช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ โดยทำหน้าที่เป็นเมืองหลวงฉุกเฉินสำหรับราชวงศ์โชซอน ป้อมปราการแห่งนี้ถูกสร้างและปกป้องโดยพระภิกษุนักรบ (Buddhist monk-soldiers) ซึ่งเน้นย้ำถึงบทบาทอันมีอิทธิพลของพระพุทธศาสนาในการปกป้องรัฐ
บริบททางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม
ต้นกำเนิดของนัมฮันซานซองย้อนกลับไปถึงศตวรรษที่ 7 ในปีคริสต์ศักราช 672 (พ.ศ. 1215) โดยมีป้อมปราการชื่อจูจังซอง (Jujangseong) ก่อสร้างขึ้นในสมัยอาณาจักรซิลลา (Silla period) อย่างไรก็ตาม ป้อมปราการแห่งนี้ได้รับการพัฒนาและสร้างขึ้นใหม่ครั้งใหญ่ในช่วงศตวรรษที่ 16 ถึง 18 (พุทธศตวรรษที่ 21-23) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยสงคราม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการโจมตีจากราชวงศ์ชิง (Qing dynasty) ของแมนจู-จีน การก่อสร้างครั้งสำคัญนี้เกิดขึ้นในปีคริสต์ศักราช 1624 (พ.ศ. 2167) ตามพระบัญชาของพระเจ้าอินโจ (King Injo) โดยมีการระดมพระภิกษุนักรบจากทั้งแปดมณฑลมาช่วยในการก่อสร้าง ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะที่สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทอันโดดเด่นของพระพุทธศาสนาในการปกป้องประเทศ
นัมฮันซานซองถูกออกแบบให้เป็นเมืองหลวงฉุกเฉินแบบพึ่งพาตนเอง พร้อมด้วยพระราชวังฉุกเฉินและฟังก์ชันการบริหารและการทหารครบวงจร รวมถึงศาลบรรพบุรุษหลวงและหน่วยบัญชาการทางทหาร ป้อมปราการแห่งนี้เป็นตัวอย่างอันน่าทึ่งของสถาปัตยกรรมป้อมปราการในเอเชียตะวันออกที่ผสมผสานรูปแบบเกาหลี จีน และญี่ปุ่นเข้าไว้ด้วยกัน การออกแบบยังสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจากอาวุธปืนใหญ่ของยุโรปที่ถูกนำเข้ามาในช่วงเวลานั้น โดยมีผลต่อสถาปัตยกรรมและผังเมืองเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันให้สูงสุดและกำจัดจุดบอด ตัวอย่างเช่น กำแพงที่โค้งงอถูกสร้างขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกัน
จุดเด่นที่สำคัญ
-
เมืองหลวงฉุกเฉิน: ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการปกครองและการทหารสำรองสำหรับราชวงศ์โชซอนในยามวิกฤต แสดงให้เห็นถึงแนวคิดการวางแผนเชิงกลยุทธ์.
-
สถาปัตยกรรมป้อมปราการแบบผสมผสาน: การผสมผสานรูปแบบการก่อสร้างจากเกาหลี จีน และญี่ปุ่น รวมถึงการปรับตัวให้เข้ากับการใช้อาวุธปืนใหญ่จากยุโรป ทำให้ป้อมปราการแห่งนี้เป็นกรณีศึกษาที่สำคัญของสถาปัตยกรรมทางทหาร.
-
บทบาทของพระภิกษุนักรบ: การมีส่วนร่วมของพระภิกษุสงฆ์ในการก่อสร้างและปกป้องป้อมปราการเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาและรัฐในการปกป้องประเทศ.
-
แหล่งมรดกที่ยังคงมีชีวิต: นัมฮันซานซองมีการอยู่อาศัยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 (พุทธศตวรรษที่ 22) ทำให้มีการอนุรักษ์ทั้งโครงสร้างทางกายภาพและมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ที่เกี่ยวข้องกับลัทธิขงจื๊อ (Confucianism) พระพุทธศาสนา (Buddhism) ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก (Catholicism) และลัทธิเชมัน (Shamanism).
-
ความพยายามในการฟื้นฟู: มีความพยายามฟื้นฟูพระราชวังฉุกเฉินและศาลบรรพบุรุษหลวงอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ทศวรรษ 1990 (พ.ศ. 2533 เป็นต้นมา) เพื่อรักษาคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม.
คู่มือสำหรับผู้เยี่ยมชมและข้อบังคับ
นัมฮันซานซองเป็นสถานที่ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวและนักวิชาการได้เข้าเยี่ยมชมเพื่อศึกษาประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมอันล้ำค่า ผู้เข้าชมควรปฏิบัติตามกฎระเบียบและแนวทางการเยี่ยมชมที่กำหนดไว้เพื่อรักษาความสมบูรณ์ของแหล่งมรดกโลกแห่งนี้ เนื่องจากพื้นที่นี้อยู่ภายใต้การคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรม (Cultural Heritage Protection Act) และพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ (Natural Park Act) นอกจากนี้ยังมีเขตกันชน (buffer zone) โดยรอบและข้อบัญญัติของจังหวัดและเมืองที่จำกัดการพัฒนา เพื่อให้มั่นใจว่าภูมิทัศน์ทางประวัติศาสตร์และคุณค่าของแหล่งจะได้รับการอนุรักษ์ไว้สำหรับคนรุ่นหลัง การเดินทางไปยังนัมฮันซานซองสามารถทำได้โดยการเดินทางจากกรุงโซลไปยังจังหวัดคยองกี ซึ่งเป็นทำเลที่เข้าถึงได้ง่ายจากเมืองหลวง
บทสรุป
นัมฮันซานซอง เป็นมากกว่าเพียงแค่ป้อมปราการ แต่เป็นกระจกสะท้อนประวัติศาสตร์อันยาวนานของเกาหลี ความชาญฉลาดทางสถาปัตยกรรม และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่หล่อหลอมภูมิภาคเอเชียตะวันออก การทำหน้าที่เป็นเมืองหลวงฉุกเฉิน แสดงให้เห็นถึงความสำคัญเชิงกลยุทธ์และการเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤตการณ์ การผสมผสานองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมจากหลากหลายวัฒนธรรมเข้ากับเทคโนโลยีการป้องกันที่ทันสมัยในยุคนั้น พร้อมด้วยบทบาทของพระภิกษุนักรบ ทำให้ป้อมปราการแห่งนี้มีคุณค่าโดดเด่นสากลอย่างแท้จริง นัมฮันซานซองยังคงเป็นเครื่องยืนยันถึงความยืดหยุ่นของมนุษย์และการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าที่ยังคงมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบัน
...
.
-------------------------
ที่มา
- https://whc.unesco.org/en/list
- http://www.globalgeopark.org
- https://www.unesco.org/en/mab/wnbr/
รวบรวมรูปภาพ
-------------------------
------------------------

