2007 เหมืองเงินอิวะมิและภูมิทัศน์วัฒนธรรม (Iwami Ginzan Silver Mine and its Cultural Landscape)
ตำแหน่งที่ตั้ง 35.105317505923814, 132.43873754666575
เหมืองเงินอิวะมิ กิงซัง: มรดกโลกแห่งขุมทรัพย์เงินและภูมิทัศน์วัฒนธรรมอันยั่งยืน
เหมืองเงินอิวะมิ กิงซัง และภูมิทัศน์วัฒนธรรม (Iwami Ginzan Silver Mine and its Cultural Landscape) ตั้งอยู่ในพื้นที่ตอนกลางของจังหวัดชิมาเนะ (Shimane Prefecture) บนเกาะฮอนชู (Honshu Island) ประเทศญี่ปุ่น (Japan) เป็นแหล่งมรดกโลกขององค์การยูเนสโก (UNESCO World Heritage Site) ที่ได้รับการยกย่องจากความสำคัญทางประวัติศาสตร์และการอยู่ร่วมกันอย่างมีเอกลักษณ์กับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ เหมืองแห่งนี้ถูกค้นพบและพัฒนาขึ้นในปี ค.ศ. 1526 (พ.ศ. 2069) โดยพ่อค้าชาวญี่ปุ่นชื่อ คามิยะ จูเทอิ (Kamiya Jutei) และดำเนินกิจการมาเกือบ 400 ปี ก่อนจะปิดตัวลงในปี ค.ศ. 1923 (พ.ศ. 2466) ในช่วงรุ่งเรืองที่สุดเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 (ต้นพุทธศตวรรษที่ 22) เหมืองเงินอิวะมิ กิงซังสามารถผลิตแร่เงินได้ประมาณ 38 ตันต่อปี ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราวหนึ่งในสามของการผลิตเงินทั่วโลกในขณะนั้น
แหล่งมรดกโลกแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเมื่อปี ค.ศ. 2007 (พ.ศ. 2550) ภายใต้เกณฑ์การพิจารณาข้อ (ii), (iii) และ (v) โดยเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจโลกและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมในยุคก่อนสมัยใหม่ รวมถึงการเป็นแบบอย่างที่โดดเด่นของภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมที่สะท้อนถึงวิถีการใช้ที่ดินเพื่อการทำเหมืองเงินควบคู่ไปกับการรักษาสภาพแวดล้อม
คุณค่าสากลอันโดดเด่น (Outstanding Universal Value)
เหมืองเงินอิวะมิ กิงซังได้รับการยอมรับในคุณค่าสากลอันโดดเด่นจากการเป็นผู้บุกเบิกการพัฒนาเหมืองเงินในเอเชียยุคก่อนสมัยใหม่ และมีบทบาทสำคัญในการแลกเปลี่ยนคุณค่าระหว่างตะวันออกและตะวันตก โดยการผลิตเงินคุณภาพสูงในปริมาณมาก ซึ่งเป็นผลมาจากความก้าวหน้าของเทคนิคการถลุงเงินแบบคูเพลเลชัน (cupellation method) หรือที่เรียกว่า "ไฮฟุกิ-โฮ" (haifuki-ho) ที่ถ่ายทอดจากจีนผ่านเกาหลีมายังญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1533 (พ.ศ. 2076) และการพัฒนาระบบการผลิตแบบญี่ปุ่นที่ใช้แรงงานเข้มข้นในธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 (พุทธศตวรรษที่ 21)
ภูมิทัศน์วัฒนธรรมแห่งนี้ประกอบด้วยโบราณสถานของการทำเหมืองขนาดใหญ่ แหล่งถลุงและแปรรูปแร่เงิน ชุมชนเหมืองแร่ เช่น โอโมริ-โชะ (Omori-cho) เส้นทางคมนาคม (Kaido) และเมืองท่า โอคิโดมาริ (Okidomari) ซึ่งทั้งหมดนี้แสดงถึงการใช้ที่ดินอันโดดเด่นที่เกี่ยวข้องกับการทำเหมืองเงิน หลังจากทรัพยากรแร่เงินหมดลงและหยุดการผลิตลง พื้นที่แห่งนี้ได้พัฒนาเป็นภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์โดยรอบได้อย่างกลมกลืน
เกณฑ์การขึ้นทะเบียน (Criteria for Inscription)
-
เกณฑ์ (ii): ในช่วงยุคแห่งการสำรวจ (Age of Discovery) ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 16 (พุทธศตวรรษที่ 21) ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 (ต้นพุทธศตวรรษที่ 22) การผลิตเงินจำนวนมหาศาลจากเหมืองเงินอิวะมิ กิงซังได้นำไปสู่การแลกเปลี่ยนทางการค้าและวัฒนธรรมครั้งสำคัญระหว่างญี่ปุ่นกับประเทศคู่ค้าในเอเชียตะวันออกและยุโรป มีการประมาณการว่าอย่างน้อยร้อยละ 10 ของการค้าเงินทั่วโลกในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษ 1500 (ปลายพุทธทศวรรษ 2030) มีต้นกำเนิดจากอิวะมิ กิงซัง
-
เกณฑ์ (iii): ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการทำเหมืองและการผลิตโลหะในญี่ปุ่นส่งผลให้เกิดการพัฒนาระบบที่ประสบความสำเร็จ โดยอิงจากหน่วยการผลิตขนาดเล็กที่ใช้แรงงานสูง ซึ่งครอบคลุมทุกขั้นตอนตั้งแต่การขุดไปจนถึงการถลุงเงิน การแยกตัวทางการเมืองและเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในช่วงยุคเอโดะ (Edo Period) (ค.ศ. 1603-1868 หรือ พ.ศ. 2146-2411) ทำให้ไม่สามารถนำเทคโนโลยีการปฏิวัติอุตสาหกรรมของยุโรปมาใช้ได้ และเมื่อแหล่งแร่เงินหมดลง การทำเหมืองแบบดั้งเดิมจึงยุติลงในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 (พุทธศตวรรษที่ 24) อย่างไรก็ตาม พื้นที่นี้ยังคงรักษากหลักฐานทางโบราณคดีของการผลิตเงินแบบดั้งเดิมที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี
-
เกณฑ์ (v): ร่องรอยอันอุดมสมบูรณ์ของการผลิตเงิน ทั้งเหมืองแร่ แหล่งถลุงและแปรรูป เส้นทางคมนาคม และสิ่งอำนวยความสะดวกในท่าเรือ ยังคงหลงเหลืออยู่เกือบสมบูรณ์ ณ แหล่งเหมืองเงินอิวะมิ กิงซัง ปัจจุบันส่วนใหญ่ถูกปกคลุมด้วยป่าบนภูเขาที่ได้ฟื้นฟูสภาพภูมิทัศน์ขึ้นมา ภูมิทัศน์ร่องรอยอดีต (relict landscape) ที่เกิดขึ้นนี้ ซึ่งรวมถึงชุมชนของผู้คนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเงินที่ยังคงอยู่ เป็นเครื่องยืนยันถึงการใช้ที่ดินทางประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่าสากลอันโดดเด่น ความสมบูรณ์ของภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมยังคงได้รับการรักษาไว้ผ่านความเชื่อมโยงที่มีชีวิตชีวาระหว่างองค์ประกอบเหล่านี้กับชีวิตและการดำรงชีพร่วมสมัยของสังคมท้องถิ่นและป่าบนภูเขาอันอุดมสมบูรณ์
บริบททางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม (Historical and Architectural Context)
เหมืองเงินอิวะมิ กิงซังเริ่มดำเนินการอย่างจริงจังในปี ค.ศ. 1526 (พ.ศ. 2069) หลังจากการค้นพบโดย คามิยะ จูเทอิ (Kamiya Jutei) ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของยุคทองของการทำเหมืองเงินในญี่ปุ่น เทคนิคการถลุงเงิน "ไฮฟุกิ-โฮ" (haifuki-ho) หรือ คูเพลเลชัน เมธอด (cupellation method) ซึ่งเป็นวิธีการที่เกี่ยวข้องกับการหลอมแร่เงินและตะกั่วให้เป็นโลหะผสม จากนั้นจึงนำไปให้ความร้อนที่อุณหภูมิสูงเพื่อสกัดเงินบริสุทธิ์ ได้ถูกนำมาใช้ในปี ค.ศ. 1533 (พ.ศ. 2076) และมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มผลผลิตเงินอย่างมหาศาล
ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 (ต้นพุทธศตวรรษที่ 22) เหมืองเงินแห่งนี้ได้กลายเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีบทบาทสำคัญในการค้าระหว่างประเทศและเป็นแหล่งเงินทุนที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในช่วงยุคศักดินา เหมืองเงินอิวะมิ กิงซังยังเป็นตัวอย่างของระบบการทำเหมืองที่แตกต่างจากการทำเหมืองในยุโรป โดยเน้นการใช้แรงงานคนและธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนถึงการปรับตัวของเทคโนโลยีและองค์กรให้เข้ากับบริบททางสังคมและภูมิประเทศของญี่ปุ่น
ในส่วนของสถาปัตยกรรมนั้นไม่ได้เน้นที่สิ่งก่อสร้างเดี่ยวๆ แต่เป็นการก่อร่างของ "ภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรม" โดยรวม โบราณสถานทางสถาปัตยกรรมที่ยังคงหลงเหลืออยู่เป็นหลักฐานของการทำเหมืองในอดีต ซึ่งรวมถึงทางเข้าเหมือง (mabu) ที่มีมากกว่า 600 แห่ง แหล่งถลุงแร่ (smelting sites) และแหล่งแปรรูป (refining sites) ที่กระจายอยู่ตามหุบเขา ชุมชนเหมืองแร่ โอโมริ-โชะ (Omori-cho) ซึ่งยังคงรักษาสภาพเมืองโบราณไว้ได้เป็นอย่างดี ด้วยบ้านเรือนแบบซามูไร (samurai residences) ศาลเจ้า (shrines) และร้านค้าที่ได้รับการบูรณะ เส้นทางขนส่งแร่เงิน (Kaido) ที่เชื่อมต่อเหมืองกับเมืองท่าชายฝั่ง เช่น โอคิโดมาริ (Okidomari) ก็เป็นองค์ประกอบสำคัญของภูมิทัศน์นี้ สิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อนถึงวิถีชีวิตและระบบการจัดการที่ซับซ้อนของการทำเหมืองเงินในอดีต โดยไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับตำนานที่แตกต่างจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่ชัดเจนในรายงานนี้
จุดเด่นที่สำคัญ (Key Highlights)
เหมืองเงินอิวะมิ กิงซังนำเสนอประสบการณ์ที่หลากหลายแก่ผู้มาเยือนเพื่อสำรวจประวัติศาสตร์และคุณค่าทางวัฒนธรรม:
-
อุโมงค์เหมืองริวกิวเอนจิ มาบุ (Ryugenji Mabu Mine Shaft): นี่คืออุโมงค์เหมืองเพียงแห่งเดียวจากกว่า 600 แห่งที่เปิดให้ประชาชนเข้าชมได้ มีความยาวถึง 273 เมตร (ประมาณ 0.27 กิโลเมตร) และเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1715 (พ.ศ. 2258) ซึ่งให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับกระบวนการทำเหมืองในอดีต
-
เมืองเก่าโอโมริ-โชะ (Omori-cho): ชุมชนเหมืองแร่เก่าแก่แห่งนี้ยังคงรักษาเสน่ห์ทางประวัติศาสตร์ไว้ได้เป็นอย่างดี ผู้เยี่ยมชมสามารถสำรวจบ้านพักซามูไรที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ศาลเจ้าโบราณ และร้านค้าท้องถิ่นที่สะท้อนวิถีชีวิตในอดีต
-
ศูนย์มรดกโลกอิวะมิ กิงซัง (Iwami Ginzan World Heritage Center): ศูนย์แห่งนี้ให้ข้อมูลที่ครอบคลุมเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของเหมือง วิธีการสกัดแร่ วิถีชีวิตของคนงาน และความสัมพันธ์ทางการค้ากับยุโรปผ่านแบบจำลอง ภาพยนตร์ ของจำลอง และวัตถุโบราณที่ขุดค้นพบ
-
อุโมงค์เหมืองโอคุโบะ มาบุ (Okubo Mabu Mine Shaft): อุโมงค์แห่งนี้เปิดให้เข้าชมพร้อมไกด์ทัวร์ในบางช่วงเวลา ซึ่งมอบประสบการณ์การสำรวจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นสำหรับผู้สนใจ
คำแนะนำสำหรับผู้เยี่ยมชมและข้อบังคับ (Visitor Guide and Regulations)
ผู้สนใจสามารถเดินทางมายังเหมืองเงินอิวะมิ กิงซังได้ตามข้อมูลดังนี้:
-
การเดินทาง:
-
จากสถานีรถไฟ JR โอดะ (JR Odashi Station) (บนสาย JR Sanin Main Line) สามารถใช้บริการรถบัส Iwami Kotsu (Iwami Kotsu Bus) สาย Omori/Oya Line และลงที่ป้ายรถเมล์โอโมริ (Omori bus stop) โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที
-
หรือจากฮิโรชิมะ (Hiroshima) สามารถนั่งรถบัสมายังเมืองโอดะ (Oda-shi) และลงที่ป้ายรถเมล์โอโมริ ไดคันโชะ (Omori Daikansho bus stop) ซึ่งใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง
-
-
การเดินทางภายในพื้นที่ทำเหมือง:
-
จากป้ายรถเมล์โอโมริ สามารถเดินเท้าเข้าไปยังพื้นที่ทำเหมืองได้ โดยใช้เวลาประมาณ 30-45 นาที หรือประมาณ 2 กิโลเมตร (2,000 เมตร)
-
มีบริการรถกอล์ฟ "กินซัง คาร์ท" (Ginzan Cart) ให้บริการระหว่างเมืองโอโมริ (Omori Town) และอุโมงค์เหมืองริวกิวเอนจิ มาบุ (Ryugenji Mabu Mine Shaft) โดยใช้เวลาเดินทางเที่ยวเดียวประมาณ 25 นาที และมีค่าบริการ 400-500 เยน รถกอล์ฟให้บริการทุก 30 นาที ยกเว้นวันพุธ
-
มีบริการจักรยานให้เช่า (Bicycle rentals) ใกล้ป้ายรถเมล์ในเมืองโอโมริ (Omori)
-
-
เวลาทำการและค่าเข้าชมแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ:
-
อุโมงค์เหมืองริวกิวเอนจิ มาบุ (Ryugenji Mabu):
-
เวลาทำการ: 9:00 น. – 17:00 น. (20 มีนาคม – 23 พฤศจิกายน) และ 9:00 น. – 16:00 น. (24 พฤศจิกายน – 19 มีนาคม)
-
ปิดทำการ: ช่วงสิ้นปีและวันขึ้นปีใหม่
-
ค่าเข้าชม: 500 เยน (หรือ 400 เยนสำหรับผู้ใหญ่เมื่อแสดงบัตรประจำตัวถิ่นที่อยู่หรือหนังสือเดินทาง)
-
ระยะเวลาเยี่ยมชมโดยประมาณ: 20-30 นาที
-
-
ศูนย์มรดกโลกอิวะมิ กิงซัง (Iwami Ginzan World Heritage Center):
-
เวลาทำการ: 8:30 น. – 18:00 น. (มีนาคม – พฤศจิกายน) และ 8:30 น. – 17:30 น. (ธันวาคม – กุมภาพันธ์) (บางแหล่งระบุ 9:00 น. – 17:30 น. ในช่วงมีนาคม-พฤศจิกายน และ 9:00 น. – 17:00 น. ในช่วงธันวาคม-กุมภาพันธ์)
-
ปิดทำการ: วันอังคารสุดท้ายของทุกเดือน และช่วงสิ้นปีและวันขึ้นปีใหม่
-
ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 300 เยน, เด็ก 150 เยน
-
-
พิพิธภัณฑ์เหมืองเงินอิวะมิ กิงซัง (Iwami Ginzan Silver Mine Museum) (อดีตสำนักงานผู้ว่าการ):
-
เวลาทำการ: 9:30 น. – 17:00 น.
-
ปิดทำการ: ทุกวันอังคารและวันพุธ และตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม – 4 มกราคม
-
ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 600 เยน (กลุ่ม 20 คนขึ้นไป 500 เยน), นักเรียนประถม มัธยมต้น และมัธยมปลาย 300 เยน (กลุ่ม 20 คนขึ้นไป 250 เยน)
-
-
อุโมงค์เหมืองโอคุโบะ มาบุ (Okubo Mabu Mine Shaft):
-
เวลาทัวร์พร้อมไกด์: 9:30 น., 10:30 น., 12:15 น. และ 13:15 น. (มีนาคม – พฤศจิกายน)
-
เปิดทำการ: ทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์
-
ปิดทำการ: ธันวาคม – กุมภาพันธ์
-
ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 3,800 เยน, เด็ก 2,800 เยน
-
-
-
ข้อบังคับสำหรับผู้เยี่ยมชม: พื้นที่แห่งนี้เน้นการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ผู้เยี่ยมชมจึงควรช่วยกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยไม่มีถังขยะสาธารณะ ดังนั้นจึงขอให้ผู้เยี่ยมชมนำขยะของตนเองกลับไปด้วย
-
เว็บไซต์และข้อมูลติดต่อ: สำหรับข้อมูลอย่างเป็นทางการ ท่านสามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเหมืองเงินอิวะมิ กิงซังได้ที่: http://www.ginzan-wm.jp/ สำหรับการสอบถามข้อมูล สามารถติดต่อสมาคมการท่องเที่ยวเมืองโอดะ (Oda City Tourism Association) ได้ที่เบอร์โทรศัพท์: 0854-88-9950
เหมืองเงินอิวะมิ กิงซัง และภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรม เป็นข้อพิสูจน์ที่ทรงพลังถึงความสำเร็จทางเทคโนโลยีและการจัดการทรัพยากรของมนุษย์ในยุคก่อนอุตสาหกรรม และความสามารถในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน คุณค่าสากลอันโดดเด่นของแหล่งมรดกโลกแห่งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ปริมาณเงินที่ผลิตได้ หรือบทบาทในการค้าโลกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงวิวัฒนาการของระบบการทำเหมืองที่เป็นเอกลักษณ์ซึ่งปรับตัวเข้ากับข้อจำกัดทางภูมิประเทศและการเมือง และการรักษาสภาพภูมิทัศน์ที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของกิจกรรมของมนุษย์ที่กลมกลืนกับสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์แหล่งมรดกแห่งนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการเป็นบทเรียนให้แก่คนรุ่นหลังเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ทรัพยากร และธรรมชาติ
.
-------------------------
ที่มา
- https://whc.unesco.org/en/list
- http://www.globalgeopark.org
- https://www.unesco.org/en/mab/wnbr/
รวบรวมรูปภาพ
-------------------------
------------------------

