iok2u.com แหล่งรวมข้อมูลข่าวสารเรื่องราวน่าสนใจเพื่อการศึกษาแลกเปลี่ยนและเรียนรู้

มิสเตอร์เรน (Mr. Rain) และมิสเตอร์เชน (Mr. Chain)
Mr. Rain และ Mr. Chain สองพี่น้องในโลกออฟไลน์และออนไลน์ที่จะมาร่วมมือกันสร้างสื่อสารสนเทศ เพื่อเผยแพร่ให้ความรู้ในเรื่องราวต่างๆ มากมายสร้างสังคมในการเรียนรู้ หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องตอบแทนกลับมา
ยืนหยัด เข้มแข็ง และกล้าหาญ (Stay Strong & Be Brave)
ขอเป็นกำลังใจให้คนดีทุกคนในการต่อสู้ความอยุติธรรม ในยุคสังคมที่คดโกงยึดถึงประโยชน์ส่วนตนและพวกฟ้องมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม จนหลายคนคิดว่าพวกด้านได้อายอดมักได้ดี แต่หากยึดคำในหลวงสอนไว้ในเรื่องการทำความดีเราจะมีความสุขครับ
Pay It Forward เป้าหมายเล็ก ๆ ในการส่งมอบความดีต่อ ๆ ไป
เว็ปไซต์นี้เกิดจากแรงบันดาลใจในภาพยนต์เรื่อง Pay It Forward ที่เล่าถึงการมีเป้าหมายเล็ก ๆ กำหนดไว้ให้ส่งมอบความดีต่อไปอีก 3 คน หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องตอบแทนกลับมา อยากให้ส่งต่อเพื่อถ่ายทอดต่อไป

1997 พระราชวังชังด็อก (Changdeokgung Palace Complex)

 

 

พระราชวังชางด็อกกุง: มรดกแห่งราชวงศ์โชซ็อนกับการผสมผสานอันงดงามระหว่างสถาปัตยกรรมและธรรมชาติ (Changdeokgung Palace Complex: A Joseon Dynasty Heritage and the Beautiful Integration of Architecture and Nature)

พระราชวังชางด็อกกุง (Changdeokgung Palace Complex) ตั้งอยู่ในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ถือเป็นแหล่งมรดกโลกขององค์การยูเนสโก (UNESCO World Heritage Site) ที่มีความสำคัญยิ่ง ได้รับการขึ้นทะเบียนในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1997 (พ.ศ. 2540) พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นใน ค.ศ. 1405 (พ.ศ. 1948) ในรัชสมัยราชวงศ์โชซ็อน (Joseon Dynasty) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นพระราชวังรองจากพระราชวังคยองบกกุง (Gyeongbokgung Palace) ทว่าหลังจากที่พระราชวังเดิมถูกทำลายลงจากการรุกรานของญี่ปุ่นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 (พุทธศตวรรษที่ 22) พระราชวังชางด็อกกุงได้กลายเป็นพระราชวังหลักสำหรับการประทับของกษัตริย์เป็นระยะเวลาราว 250 ปี

พื้นที่ของพระราชวังชางด็อกกุงครอบคลุม 57.9 เฮกตาร์ (hectares) มีชื่อเสียงจากการเป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของการผสานอาคารราชการและที่ประทับเข้ากับภูมิทัศน์ธรรมชาติได้อย่างลงตัว โดยการปรับโครงสร้างให้เข้ากับสภาพภูมิประเทศที่ไม่สม่ำเสมอ แทนที่จะบังคับใช้ผังเมืองที่ตายตัว ปรัชญาการออกแบบนี้มีรากฐานมาจากหลักการ พุงซู (pungsu) ซึ่งเป็นฮวงจุ้ยแบบเกาหลี โดยวางตำแหน่งอาคารหลักทางทิศใต้และจัดสรรพื้นที่สวนด้านหลังขนาดใหญ่ หรือที่รู้จักกันในชื่อ บีวอน (Biwon, สวนลับ) ทางทิศเหนือ สวนลับแห่งนี้เป็นผลงานชิ้นเอกของศิลปะการจัดสวนแบบเกาหลี โดดเด่นด้วยศาลา สระน้ำ และพื้นที่จัดภูมิทัศน์ที่กลมกลืนกับธรรมชาติอย่างงดงาม รวมถึงพืชพรรณนานาชนิดกว่า 56,000 ต้น

คุณค่าสากลอันโดดเด่น (Outstanding Universal Value)

พระราชวังชางด็อกกุงได้รับการยอมรับในคุณค่าสากลอันโดดเด่น (Outstanding Universal Value - OUV) ภายใต้เกณฑ์สามประการ ดังนี้:

  • เกณฑ์ (ii): แสดงให้เห็นถึงการแลกเปลี่ยนคุณค่าของมนุษย์ที่สำคัญในช่วงเวลาหนึ่ง หรือในพื้นที่วัฒนธรรมหนึ่งของโลก ในการพัฒนาสถาปัตยกรรม เทคโนโลยี ศิลปะอนุสรณ์สถาน การวางผังเมือง หรือการออกแบบภูมิทัศน์ พระราชวังแห่งนี้แสดงให้เห็นถึงการแลกเปลี่ยนคุณค่าทางวัฒนธรรมที่สำคัญ โดยมีอิทธิพลอย่างมากต่อการพัฒนาสถาปัตยกรรมเกาหลี การออกแบบสวน การวางผังภูมิทัศน์ และศิลปะที่เกี่ยวข้องตลอดหลายศตวรรษ การออกแบบที่กลมกลืนกับธรรมชาติสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดและสุนทรียภาพที่เป็นเอกลักษณ์ของเกาหลี

  • เกณฑ์ (iii): เป็นเอกลักษณ์ หรือเป็นประจักษ์พยานที่ยอดเยี่ยมของประเพณีวัฒนธรรม หรือของอารยธรรมที่ยังคงมีอยู่ หรือที่สาบสูญไปแล้ว พระราชวังชางด็อกกุงเป็นประจักษ์พยานที่พิเศษและโดดเด่นของประเพณีวัฒนธรรมเกาหลี โดยเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงหลักการ พุงซู และลัทธิขงจื๊อแบบดั้งเดิมผ่านสถาปัตยกรรมและภูมิทัศน์ ซึ่งร่วมกันสะท้อนถึงโลกทัศน์อันเป็นเอกลักษณ์ของราชวงศ์โชซ็อน

  • เกณฑ์ (iv): เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของประเภทของอาคาร ชุดสถาปัตยกรรม หรือเทคโนโลยี หรือภูมิทัศน์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงขั้นตอนสำคัญในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ พระราชวังแห่งนี้เป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของสถาปัตยกรรมพระราชวังและการออกแบบสวนในเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการผสมผสานอย่างกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ การปรับตัวเข้ากับสภาพภูมิประเทศ และการรักษาพื้นที่ป่าไม้พื้นเมือง ซึ่งล้วนเป็นลักษณะที่สำคัญที่แสดงถึงขั้นตอนสำคัญในการพัฒนาทางประวัติศาสตร์ของมนุษย์

บริบททางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม (Historical and Architectural Context)

ประวัติศาสตร์: พระราชวังชางด็อกกุงสร้างขึ้นใน ค.ศ. 1405 (พ.ศ. 1948) ในฐานะพระราชวังรองของพระราชวังคยองบกกุง ซึ่งเป็นพระราชวังหลักของราชวงศ์โชซ็อน หลังจากที่พระราชวังคยองบกกุงถูกทำลายลงจากการรุกรานของญี่ปุ่นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 (พุทธศตวรรษที่ 22) พระราชวังชางด็อกกุงก็ได้ถูกปรับบทบาทให้เป็นศูนย์กลางการปกครองและที่ประทับหลักของราชวงศ์เป็นระยะเวลากว่า 250 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญในการสร้างและรักษาราชวงศ์นี้ไว้ ประตู ดนฮวามุน (Donhwamun Gate) ซึ่งเป็นประตูหลักของพระราชวัง ก็ถูกสร้างขึ้นใหม่ใน ค.ศ. 1607 (พ.ศ. 2150) โดยพระเจ้าซอนโจ (King Seonjo) หลังจากถูกไฟไหม้ในช่วงสงครามเช่นกัน แม้ว่าอาคารบางส่วน เช่น ท้องพระโรง ฮุยจองดัง (Huijeongdang Hall) จะถูกไฟไหม้ใน ค.ศ. 1917 (พ.ศ. 2460) แต่ก็ได้รับการบูรณะโดยใช้วัสดุจากพระตำหนักคังนยองจอน (Gangnyeongjeon) ของพระราชวังคยองบกกุง แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการอนุรักษ์และฟื้นฟูมรดกทางสถาปัตยกรรม

สถาปัตยกรรม: การออกแบบสถาปัตยกรรมของพระราชวังชางด็อกกุงโดดเด่นด้วยการปรับตัวเข้ากับภูมิประเทศที่ไม่สม่ำเสมอ ซึ่งแตกต่างจากพระราชวังคยองบกกุงที่เน้นผังเมืองแบบสมมาตรตามหลักการของจีนโบราณ แนวคิด พุงซู (pungsu) ซึ่งเป็นหลักการทางฮวงจุ้ยเกาหลี มีบทบาทสำคัญในการวางผัง โดยอาคารส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ทางทิศใต้ ในขณะที่ บีวอน หรือสวนลับขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ทางทิศเหนือเพื่อรับพลังงานจากธรรมชาติ

อาคารส่วนใหญ่ก่อสร้างด้วยไม้บนฐานหิน มักมีหลังคาทรงจั่วที่ประดับด้วยกระเบื้อง และมีระบบค้ำยันหลายชั้นที่สลับซับซ้อน (corbelled multi-bracket systems) พร้อมด้วยการแกะสลักตกแต่งอย่างประณีต รายละเอียดเหล่านี้สะท้อนถึงทักษะและความละเอียดอ่อนของช่างฝีมือในสมัยราชวงศ์โชซ็อน

  • ประตู ดนฮวามุน (Donhwamun Gate): ประตูหลักสองชั้นนี้สร้างขึ้นบนฐานหินแกรนิตสีขาว แต่ปัจจุบันเหลือเพียงอาคารสองชั้นเท่านั้น ถือเป็นประตูพระราชวังที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงอยู่ในกรุงโซล และได้รับการบูรณะใน ค.ศ. 1607 (พ.ศ. 2150) (สมบัติแห่งชาติลำดับที่ 383)

  • สะพาน กึมชอนกโย (Geumcheongyo Bridge): สร้างขึ้นใน ค.ศ. 1411 (พ.ศ. 1954) ข้ามลำธารที่ไหลจากทางเหนือ ถือเป็นสะพานหินที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงโซล มีความยาว 12.9 เมตร (meters) และกว้าง 12.5 เมตร (meters) มีรูปสลักสัตว์ในตำนาน เช่น แฮแท (Haetae) และเต่า ฮยอนมู (Hyeonmu) ประดับอยู่บนสะพาน ซึ่งเชื่อกันว่าช่วยขับไล่ภูตผีปีศาจออกไป

  • ท้องพระโรง อินจองจอน (Injeongjeon Hall): เป็นอาคารสองชั้นที่ตั้งอยู่ใจกลางส่วนนอกของพระราชวัง โดดเด่นด้วยการประดับตกแต่งที่แสดงถึงอำนาจและบารมีของกษัตริย์ ซึ่งได้รับการบูรณะใน ค.ศ. 1745 (พ.ศ. 2288)

  • พระตำหนัก ซอนจองจอน (Seonjeongjeon Hall): เดิมใช้เป็นที่ทรงงานของกษัตริย์ มีลักษณะเป็นอาคารชั้นเดียวขนาด 9 คัน (kan) ซึ่งเป็นหน่วยวัดพื้นที่ของอาคารแบบดั้งเดิมของเกาหลี มีหลังคากระเบื้องเคลือบสีฟ้าที่เป็นจุดเด่น (สมบัติแห่งชาติลำดับที่ 814)

  • พระตำหนัก ฮุยจองดัง (Huijeongdang Hall): เดิมเป็นห้องบรรทมของกษัตริย์ ก่อนจะกลายเป็นที่ทรงงานประจำวัน หลังถูกไฟไหม้ใน ค.ศ. 1917 (พ.ศ. 2460) ได้รับการบูรณะด้วยวัสดุจากพระตำหนักคังนยองจอน (Gangnyeongjeon) ของพระราชวังคยองบกกุง ภายในมีการผสมผสานการตกแต่งแบบตะวันตกเข้ากับสถาปัตยกรรมเกาหลี (สมบัติแห่งชาติลำดับที่ 815)

  • พระตำหนัก แดโจจอน (Daejojeon Hall): เป็นที่ประทับของพระมเหสี โดดเด่นที่ไม่มีสันหลังคา (ridge on its roof) ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะตัว ภายในมีฐานเล็กๆ เรียกว่า วอลแด (Woldae) และมีภาชนะทองสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ที่เชื่อกันว่าช่วยป้องกันอัคคีภัย (สมบัติแห่งชาติลำดับที่ 816)

จุดเด่นที่สำคัญ (Key Highlights)

พระราชวังชางด็อกกุงเต็มไปด้วยอาคารและภูมิทัศน์ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมหลายแห่ง:

  • ประตู ดนฮวามุน (Donhwamun Gate): ประตูหลักที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ในฐานะประตูพระราชวังที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงเหลืออยู่ในกรุงโซล (สมบัติแห่งชาติลำดับที่ 383)

  • สะพาน กึมชอนกโย (Geumcheongyo Bridge): สะพานหินโบราณที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงโซล สร้างใน ค.ศ. 1411 (พ.ศ. 1954) ตกแต่งด้วยสัตว์ในตำนานที่เชื่อว่าจะขับไล่สิ่งชั่วร้าย

  • ท้องพระโรง อินจองจอน (Injeongjeon Hall): ท้องพระโรงหลักที่ใช้ในการประกอบพิธีสำคัญของราชวงศ์ ซึ่งสร้างตามลักษณะภูมิประเทศของวัง

  • พระตำหนัก ซอนจองจอน (Seonjeongjeon Hall): ที่ทรงงานประจำวันของกษัตริย์ โดดเด่นด้วยหลังคากระเบื้องเคลือบสีฟ้าอันเป็นเอกลักษณ์

  • พระตำหนัก ฮุยจองดัง (Huijeongdang Hall): แสดงถึงการปรับตัวทางวัฒนธรรมในยุคที่เกาหลีเริ่มรับอิทธิพลตะวันตก โดยมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง "ภูมิทัศน์ของชงซอกจอง" (Landscape of the Chongseokjeong Pavilion) และ "หมื่นยอดเขาของภูเขากึมกังซาน" (Ten Thousands Peaks of the Geumgangsan Mountain)

  • พระตำหนัก แดโจจอน (Daejojeon Hall): ที่ประทับของพระมเหสี ซึ่งเป็นจุดที่กษัตริย์หลายพระองค์เสด็จสวรรคต

  • พระตำหนัก ซองจองกัก (Seongjeonggak Hall): เดิมเป็นที่ทำการของแพทย์หลวง (แนอึยวน - Naeuiwon) หรือที่เรียกว่า ยักบัง (Yakbang) ซึ่งเป็นสถานที่ปรุงยาและรักษาพระอาการประชวรของราชวงศ์

  • พระตำหนัก นักซอนแจ (Nakseonjae Hall): สร้างโดยพระเจ้าฮอนจง (King Heonjong) ใน ค.ศ. 1847 (พ.ศ. 2390) โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมเรียบง่าย ไม่มีการทาสี ดันชอง (dancheong) แสดงถึงอุปนิสัยประหยัดของกษัตริย์ ใช้เป็นที่ประทับของสมาชิกราชวงศ์หลายพระองค์ (สมบัติแห่งชาติลำดับที่ 1764)

  • ศาลา ยองฮวาดัง (Yeonghwadang Pavilion): เคยใช้เป็นสถานที่จัดสอบ จอนชิ (Jeonsi) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบการสอบข้าราชการ ควากอเจโด (Gwageojedo)

  • ศาลา บูยองจอง (Buyongjeong Pavilion): ศาลาขนาดเล็กรูปทรงอักษร '亞' ที่ตั้งอยู่กลางสระน้ำ บูยองจี (Buyongji Pond) งดงามราวกับดอกบัวที่กำลังบาน

  • สระน้ำ บูยองจี (Buyongji Pond): สระน้ำรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด 34.5 เมตร (meters) คูณ 29.4 เมตร (meters) ที่มีเกาะกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 9 เมตร (meters) อยู่ตรงกลาง

  • ศาลา จูฮัมนู (Juhamnu Pavilion): หอสมุดหลวงสองชั้นที่สร้างขึ้นในปีที่พระเจ้าจองโจ (King Jeongjo) ขึ้นครองราชย์ เป็นแหล่งเก็บรักษาหนังสือหลายหมื่นเล่มและเป็นที่ศึกษาของข้าราชการในอนาคต

  • สวนลับ บีวอน (Biwon หรือ Secret Garden): ถือเป็นผลงานชิ้นเอกของการจัดสวนแบบเกาหลี มีศาลา สระน้ำ และต้นไม้กว่า 56,000 ต้น ผสมผสานกับธรรมชาติได้อย่างลงตัว ทำให้เกิดความสงบร่มรื่น

  • ลำธาร องนยูชอน (Ongnyucheon Stream): ตั้งอยู่ในส่วนที่ลึกที่สุดของพระราชวัง สร้างขึ้นใน ค.ศ. 1636 (พ.ศ. 2179) มีลำธารที่คดเคี้ยวและน้ำตกเทียม พร้อมด้วยศาลาหลายแห่ง เช่น ชองอึยจอง (Cheonguijeong), โซโยจอง (Soyojeong), แทกึกจง (Taegeukjong), ชวีฮันจอง (Chwihanjeong) และหินธรรมชาติ โซโยอัม (Soyoam) ที่มีบทกวีจารึกไว้โดยพระเจ้าอินโจ (King Injo) ใน ค.ศ. 1636 (พ.ศ. 2179) และบทกวีเพิ่มเติมใน ค.ศ. 1690 (พ.ศ. 2233)

คู่มือผู้เยี่ยมชมและข้อปฏิบัติ (Visitor Guide and Regulations)

พระราชวังชางด็อกกุงเปิดโอกาสให้ผู้เยี่ยมชมได้สัมผัสกับมรดกอันล้ำค่าของราชวงศ์โชซ็อน ด้วยสถาปัตยกรรมที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีและภูมิทัศน์ธรรมชาติที่กลมกลืนกัน

เวลาทำการและการเข้าชมรอบสุดท้าย: เวลาทำการของพระราชวังจะแตกต่างกันไปตามฤดูกาล:

  • กุมภาพันธ์ - พฤษภาคม และ กันยายน - ตุลาคม: 09:00 น. - 18:00 น.

  • มิถุนายน - สิงหาคม: 09:00 น. - 18:30 น.

  • พฤศจิกายน - มกราคม: 09:00 น. - 17:30 น. การเข้าชมรอบสุดท้ายโดยทั่วไปคือหนึ่งชั่วโมงก่อนเวลาปิด

วันหยุด: พระราชวังชางด็อกกุงปิดทำการใน วันจันทร์ หากวันจันทร์ตรงกับวันหยุดนักขัตฤกษ์ พระราชวังจะเปิดทำการและปิดในวันทำการถัดไปแทน

ค่าเข้าชมและตั๋ว: มีค่าเข้าชมแยกสำหรับพื้นที่พระราชวังและสวนลับ (ฮูวอน - Huwon) และมีตั๋วรวมให้บริการ:

  • ค่าเข้าชมพระราชวัง:

    • ผู้ใหญ่ (อายุ 19-64 ปี): 3,000 วอน (KRW)

    • เด็ก (อายุ 7-18 ปี): 1,500 วอน (KRW)

    • เด็กอายุต่ำกว่า 7 ปี ผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปี และผู้เยี่ยมชมที่สวมใส่ ฮันบก (Hanbok) (ชุดประจำชาติเกาหลี) เข้าชมฟรี

    • เข้าชมฟรีในวันวัฒนธรรม (Culture Day) ซึ่งตรงกับวันพุธสุดท้ายของทุกเดือน

  • ค่าเข้าชมสวนลับ (ฮูวอน - Huwon):

    • การเยี่ยมชมสวนลับ ต้อง เป็นส่วนหนึ่งของการนำชมพร้อมไกด์เท่านั้น และต้องซื้อตั๋วแยกต่างหากจากตั๋วเข้าชมพระราชวัง

    • ผู้ใหญ่ (อายุ 19-64 ปี): 5,000 วอน (KRW)

    • เด็ก (อายุ 7-18 ปี): 2,500 วอน (KRW)

    • ผู้สูงอายุ (มากกว่า 65 ปี): 5,000 วอน (KRW)

    • การเข้าชมสวนลับจำกัดจำนวน 100 คนต่อรอบ สามารถจองตั๋วออนไลน์หรือซื้อได้ที่หน้างานแบบมาก่อนได้ก่อน (โควตา 50 ใบต่อช่องทาง)

  • ตั๋วรวม (Royal Palace Pass):

    • ตั๋วนี้ราคา 10,000 วอน (KRW) สำหรับผู้ใหญ่ และ 5,000 วอน (KRW) สำหรับเด็ก ครอบคลุมการเข้าชมพระราชวังชางด็อกกุง (รวมถึงสวนลับ), พระราชวังชางคยองกุง (Changgyeonggung Palace), พระราชวังท็อกซูกุง (Deoksugung Palace), พระราชวังคยองบกกุง (Gyeongbokgung Palace) และศาลเจ้าจงมโย (Jongmyo Shrine) ตั๋วมีอายุ 3 เดือน

    • บัตร Discover Seoul Pass ยังมอบสิทธิ์เข้าชมฟรีและส่วนลดสำหรับสถานที่ท่องเที่ยวมากกว่า 65 แห่ง รวมถึงพระราชวังต่างๆ

การนำชมพร้อมไกด์: มีการนำชมพร้อมไกด์ฟรีสำหรับพื้นที่พระราชวังในหลายภาษา:

  • ภาษาเกาหลี: 09:30 น., 11:30 น., 13:30 น., 15:30 น., 16:30 น. (มีนาคม-ตุลาคม)

  • ภาษาอังกฤษ: 10:15 น., 13:15 น.

  • ภาษาจีน: 10:00 น.

  • ภาษาญี่ปุ่น: 11:00 น.

การนำชมสวนลับ ซึ่งเป็นข้อบังคับสำหรับการเข้าชม มีตารางเวลาเฉพาะเช่นกัน:

  • ภาษาอังกฤษ:

    • กุมภาพันธ์-พฤศจิกายน: 10:30 น., 11:30 น., 14:30 น., 15:30 น.

    • ธันวาคม-มกราคม: 10:30 น., 11:30 น., 14:30 น.

  • ภาษาเกาหลี: 10:00 น., 11:00 น., 12:00 น., 13:00 น., 14:00 น., 15:00 น., 16:00 น. (มีนาคม-ตุลาคม), 16:30 น. (มิถุนายน-สิงหาคม)

  • ภาษาจีน: 12:30 น.

  • ภาษาญี่ปุ่น: 13:30 น. โดยทั่วไปทัวร์จะใช้เวลาประมาณ 60-90 นาที

ข้อปฏิบัติสำหรับผู้เยี่ยมชม:

  • แนะนำให้สวมใส่เสื้อผ้าและรองเท้าที่เดินสบาย เนื่องจากพื้นที่พระราชวังมีขนาดค่อนข้างใหญ่

  • แนะนำให้แต่งกายสุภาพและให้ความเคารพสถานที่ เนื่องจากเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์

  • โดยทั่วไปอนุญาตให้ถ่ายภาพในพื้นที่กลางแจ้งเพื่อการใช้งานส่วนตัว แต่อาจมีข้อจำกัดภายในอาคารบางแห่งหรือนิทรรศการพิเศษ

  • ไม่มีที่จอดรถในบริเวณพระราชวัง

  • สามารถเดินทางไปยังพระราชวังได้โดยง่ายด้วยระบบขนส่งสาธารณะ สถานีรถไฟใต้ดินที่ใกล้ที่สุดคือ สถานีอันกุก (Anguk Station) สาย 3 (ทางออก 3) หรือสถานีจงโน 3-กา (Jongno 3-ga Station) สาย 1, 3 หรือ 5 (ทางออก 6)

พระราชวังชางด็อกกุง เป็นแหล่งมรดกโลกที่สะท้อนถึงอัจฉริยภาพทางวัฒนธรรมของราชวงศ์โชซ็อนได้อย่างลึกซึ้ง ไม่เพียงแต่เป็นศูนย์กลางอำนาจทางประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นผลงานชิ้นเอกที่แสดงถึงการผสมผสานสถาปัตยกรรมเข้ากับธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน โดยอาศัยหลักการ พุงซู และสุนทรียภาพแบบขงจื๊อ การออกแบบที่เคารพต่อภูมิประเทศ การสร้างสรรค์สวนลับ บีวอน ที่งดงาม และรายละเอียดทางสถาปัตยกรรมที่ประณีต ล้วนเป็นประจักษ์พยานถึงคุณค่าสากลอันโดดเด่นที่ส่งอิทธิพลต่อศิลปะและวัฒนธรรมเกาหลีมาหลายศตวรรษ ในฐานะแหล่งมรดกที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี พระราชวังชางด็อกกุงยังคงเป็นสถานที่สำคัญที่มอบโอกาสให้ผู้คนทั่วโลกได้เรียนรู้และสัมผัสถึงความยิ่งใหญ่ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของเกาหลีอย่างแท้จริง

.

------------------------

ขอต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์
www.iok2u.com
แหล่งข้อมูลสารสนเทศเพื่อคุณ

เว็บไซต์ www.iok2u.com นี้เกิดมาจาก แรงบันดาลใจในภาพยนต์เรื่อง Pay It Forward โดยมีเป้าหมายเล็ก ๆ ที่กำหนดไว้ว่า ทุกครั้งที่เข้าเรียนสัมมนาหรืออบรมในแต่ละครั้ง จะนำความรู้มาจัดทำเป็นบทความอย่างน้อย 3 เรื่อง เพื่อมาลงในเว็บนี้
ความตั้งใจที่จะถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับมาทำการถ่ายทอดต่อไป และหวังว่าจะมีคนมาอ่านแล้วเห็นว่ามีประโยชน์นำเอาไปใช้ได้ หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลย โดยอาจไม่ต้องอ้างอิงที่มาหรือมาตอบแทนผู้จัด แต่ขอให้ส่งต่อหากคิดว่ามันดีหรือมีประโยชน์ เพื่อถ่ายทอดความรู้และสิ่งดี ๆ ต่อไปข้างหน้าต่อไป Pay It Forward