iok2u.com แหล่งรวมข้อมูลข่าวสารเรื่องราวน่าสนใจเพื่อการศึกษาแลกเปลี่ยนและเรียนรู้

ยืนหยัด เข้มแข็ง และกล้าหาญ (Stay Strong & Be Brave)
ขอเป็นกำลังใจให้คนดีทุกคนในการต่อสู้ความอยุติธรรม ในยุคสังคมที่คดโกงยึดถึงประโยชน์ส่วนตนและพวกฟ้องมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม จนหลายคนคิดว่าพวกด้านได้อายอดมักได้ดี แต่หากยึดคำในหลวงสอนไว้ในเรื่องการทำความดีเราจะมีความสุขครับ
Pay It Forward เป้าหมายเล็ก ๆ ในการส่งมอบความดีต่อ ๆ ไป
เว็ปไซต์นี้เกิดจากแรงบันดาลใจในภาพยนต์เรื่อง Pay It Forward ที่เล่าถึงการมีเป้าหมายเล็ก ๆ กำหนดไว้ให้ส่งมอบความดีต่อไปอีก 3 คน หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องตอบแทนกลับมา อยากให้ส่งต่อเพื่อถ่ายทอดต่อไป
มิสเตอร์เรน (Mr. Rain) และมิสเตอร์เชน (Mr. Chain)
Mr. Rain และ Mr. Chain สองพี่น้องในโลกออฟไลน์และออนไลน์ที่จะมาร่วมมือกันสร้างสื่อสารสนเทศ เพื่อเผยแพร่ให้ความรู้ในเรื่องราวต่างๆ มากมายสร้างสังคมในการเรียนรู้ หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องตอบแทนกลับมา

Mountain101-13 ภูเขาสร้างภูมิอากาศได้อย่างไร? (Mountains & Climate) 

 

ภูเขาสร้างภูมิอากาศได้อย่างไร? (Mountains & Climate) เมื่อแนวเทือกเขาสามารถหยุดเมฆ สร้างฝน สร้างทะเลทราย และเปลี่ยนภูมิอากาศของทั้งทวีป

เมื่อเรามองภูเขา สิ่งแรกที่เห็นมักเป็นยอดเขา หน้าผา หิมะ ป่าไม้ หรือทิวทัศน์อันยิ่งใหญ่ แต่สิ่งที่มองไม่เห็นและมีความสำคัญไม่แพ้กันคือ ภูเขาสามารถควบคุมการเคลื่อนที่ของอากาศและความชื้นได้ เทือกเขาขนาดใหญ่จึงไม่ได้เป็นเพียงภูมิประเทศบนพื้นโลก แต่ทำหน้าที่เสมือน “กำแพงธรรมชาติของบรรยากาศ” ที่สามารถบังคับให้อากาศยกตัว สร้างเมฆและฝน ทำให้พื้นที่ด้านหนึ่งเขียวชอุ่ม ขณะที่อีกด้านกลับแห้งแล้งจนกลายเป็นทุ่งหญ้ากึ่งทะเลทรายหรือทะเลทรายเต็มรูปแบบ

ปรากฏการณ์นี้พบได้ทั่วโลก ตั้งแต่เทือกเขาหิมาลัย (Himalaya) ที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบมรสุมเอเชีย เทือกเขาแอนดีส (Andes) ที่มีอิทธิพลต่อความแตกต่างของภูมิอากาศในอเมริกาใต้ เทือกเขาแอลป์ (Alps) ที่ส่งผลต่อสภาพอากาศยุโรป ไปจนถึง Sierra Nevada ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งทำให้พื้นที่สองด้านของภูเขามีสภาพแวดล้อมแตกต่างกันอย่างชัดเจน

สำหรับนักเดินทาง ความรู้เรื่อง Mountains & Climate มีประโยชน์อย่างมาก เพราะช่วยอธิบายว่าเหตุใดการขับรถข้ามภูเขาเพียงไม่กี่สิบกิโลเมตร เราอาจเดินทางจากป่าฝนเขียวชอุ่มไปสู่พื้นที่แห้งแล้ง จากอากาศอบอุ่นไปพบหิมะ หรือจากท้องฟ้าแจ่มใสไปเจอฝนตกหนักได้ภายในวันเดียว

ภูเขาเปลี่ยนสภาพอากาศได้อย่างไร?

หัวใจสำคัญอยู่ที่การเคลื่อนที่ของมวลอากาศ เมื่อกระแสลมพัดพาอากาศชื้นจากทะเลหรือมหาสมุทรเข้าหาแนวภูเขา อากาศไม่สามารถผ่านภูเขาในแนวระดับได้ทั้งหมด จึงถูกบังคับให้ยกตัวขึ้นตามลาดเขา

เมื่ออากาศสูงขึ้น ความกดอากาศลดลง มวลอากาศจะขยายตัวและเย็นลง กระบวนการนี้เรียกว่า Adiabatic Cooling

เมื่ออุณหภูมิลดลงจนถึงจุดน้ำค้าง ไอน้ำจะเริ่มควบแน่นเป็นละอองน้ำ เกิดเป็นเมฆ และหากมีความชื้นเพียงพอก็จะตกลงมาเป็นฝนหรือหิมะ

ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า

Orographic Precipitation หรือฝนภูเขา

นี่คือเหตุผลสำคัญที่ด้านรับลมของภูเขาหลายแห่งมีฝนตกชุกกว่าพื้นที่โดยรอบ

Windward Side ด้านรับลมที่เขียวชอุ่ม

ด้านของภูเขาที่ลมชื้นพัดเข้าหาเรียกว่า Windward Side หรือด้านรับลม

อากาศชื้นถูกยกตัวขึ้นตามลาดเขา อุณหภูมิลดลง เกิดเมฆและฝน พื้นที่ด้านนี้จึงมักมี

  • ปริมาณฝนสูง

  • ป่าไม้หนาแน่น

  • ลำธารจำนวนมาก

  • น้ำตก

  • ความชื้นสูง

  • ระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์

ในภูเขาสูง หากอุณหภูมิต่ำพอ น้ำอาจตกลงมาในรูปหิมะและสะสมจนเกิดธารน้ำแข็ง

ดังนั้น ป่าฝนบนภูเขาหลายแห่งจึงไม่ได้เกิดจากตำแหน่งละติจูดเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องอย่างมากกับทิศทางลมและรูปร่างของภูเขา

Leeward Side ด้านหลังลมที่แห้งแล้ง

หลังจากมวลอากาศสูญเสียความชื้นไปจำนวนมากเมื่อข้ามยอดเขา อากาศจะเคลื่อนตัวลงสู่ด้านตรงข้าม ซึ่งเรียกว่า Leeward Side หรือด้านอับลม/ด้านหลังลม

เมื่ออากาศลดระดับลง ความกดอากาศเพิ่มขึ้น อากาศถูกอัดและมีอุณหภูมิสูงขึ้น ความชื้นสัมพัทธ์จึงลดลง

ผลลัพธ์คือ

เมฆลดลง + ฝนลดลง + อากาศแห้งขึ้น

หากกระบวนการนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน พื้นที่ด้านหลังภูเขาอาจกลายเป็นเขตแห้งแล้งหรือทะเลทราย

ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า

Rain Shadow – เขตเงาฝน

Rain Shadow ภูเขาสร้างทะเลทรายได้จริงหรือ?

คำตอบคือ ได้ และพบได้หลายแห่งทั่วโลก

ลองจินตนาการว่าเมฆจากมหาสมุทรเดินทางเข้าหาภูเขา เมื่อถูกบังคับให้ไต่สูงขึ้น เมฆปล่อยฝนส่วนใหญ่ไว้ด้านหน้า เมื่อข้ามยอดเขาไปแล้ว อากาศจึงเหลือความชื้นน้อยลง

ภาพอย่างง่ายคือ

มหาสมุทร → ลมชื้น → ภูเขา → ฝนตก → ยอดเขา → อากาศแห้งลง → เขตเงาฝน

หากเทือกเขามีขนาดใหญ่และทอดยาวหลายร้อยหรือหลายพันกิโลเมตร ผลกระทบอาจเกิดในระดับภูมิภาคหรือระดับทวีป

ตัวอย่าง Rain Shadow ที่สำคัญของโลก

1. Himalaya – Tibetan Plateau

เทือกเขาหิมาลัยเป็นหนึ่งในกำแพงภูมิอากาศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก

ทางด้านใต้ อากาศชื้นจากมหาสมุทรอินเดียและอ่าวเบงกอลถูกมรสุมพัดเข้าสู่เทือกเขา ทำให้บริเวณเชิงเขาด้านใต้ของหิมาลัยหลายพื้นที่ได้รับฝนจำนวนมาก

แต่เมื่อข้ามแนวภูเขาเข้าสู่ที่ราบสูงทิเบต อากาศมีความชื้นลดลงอย่างมาก พื้นที่ตอนในจึงมีภูมิอากาศเย็นและค่อนข้างแห้ง

ความแตกต่างระหว่างสองด้านของหิมาลัยจึงชัดเจนอย่างยิ่ง

ด้านหนึ่งสามารถเป็นป่าชื้น ขณะที่อีกด้านหนึ่งเป็นที่ราบสูงแห้งแล้ง

Himalaya กับมรสุมเอเชีย

หิมาลัยไม่ได้เพียงสร้าง Rain Shadow แต่ระบบหิมาลัย–ที่ราบสูงทิเบตยังมีความสัมพันธ์กับการไหลเวียนของบรรยากาศและระบบมรสุมเอเชียในระดับใหญ่

ในฤดูร้อน พื้นดินของเอเชียและพื้นที่สูงร้อนขึ้น เกิดความแตกต่างของความกดอากาศกับมหาสมุทร ส่งผลต่อการเคลื่อนตัวของมวลอากาศชื้นเข้าสู่ทวีป

แนวหิมาลัยยังเป็นกำแพงภูมิประเทศขนาดใหญ่ที่ส่งผลต่อการไหลของอากาศและการกระจายตัวของฝน

นี่คือเหตุผลที่เทือกเขาหิมาลัยไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะด้านธรณีวิทยา แต่ยังมีบทบาทต่อระบบภูมิอากาศของประชากรจำนวนมหาศาลในเอเชียด้วย

2. Andes – กำแพงยักษ์ของอเมริกาใต้

เทือกเขาแอนดีส (Andes) ยาวประมาณ 7,000 กิโลเมตรตามแนวตะวันตกของอเมริกาใต้ จึงเป็นกำแพงภูมิประเทศขนาดมหึมา

อิทธิพลของแอนดีสต่อภูมิอากาศแตกต่างกันไปตามละติจูดและระบบลมในแต่ละพื้นที่

ในบางบริเวณ แอนดีสขวางความชื้นจากลุ่มน้ำอเมซอน ขณะที่บางบริเวณขวางระบบอากาศจากมหาสมุทรแปซิฟิก

ผลลัพธ์คือเกิดความแตกต่างด้านภูมิอากาศอย่างรุนแรงระหว่างพื้นที่สองด้านของเทือกเขา

3. Patagonia – ภูเขาแบ่งโลกสีเขียวกับโลกแห้งแล้ง

ทางตอนใต้ของอเมริกาใต้ ลมตะวันตกพัดความชื้นจากมหาสมุทรแปซิฟิกเข้าสู่เทือกเขาแอนดีส

ฝั่งตะวันตกของชิลีจึงมีฝนมากและมีป่าหนาทึบ รวมถึงธารน้ำแข็งจำนวนมาก

แต่เมื่ออากาศข้ามเทือกเขาเข้าสู่ฝั่งอาร์เจนตินา จะกลายเป็นอากาศแห้ง

พื้นที่ Patagonia ฝั่งตะวันออกจำนวนมากจึงมีลักษณะเป็นทุ่งหญ้าแห้งและกึ่งทะเลทราย

นี่เป็นตัวอย่าง Rain Shadow ที่นักท่องเที่ยวสามารถสังเกตได้อย่างชัดเจนระหว่างการเดินทาง

4. Sierra Nevada และ Death Valley

รัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐอเมริกามีตัวอย่างที่น่าสนใจมาก

ลมชื้นจากมหาสมุทรแปซิฟิกเคลื่อนเข้าสู่ Sierra Nevada และปล่อยฝนหรือหิมะบริเวณภูเขา

เมื่อข้ามไปทางตะวันออก อากาศแห้งและอุ่นขึ้น

ด้านหลังแนวภูเขาจึงเป็นพื้นที่แห้งแล้ง รวมถึงบริเวณ Death Valley ซึ่งมีชื่อเสียงว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ร้อนที่สุดของโลก

5. Alps – ภูเขากับลม Föhn

เทือกเขาแอลป์มีปรากฏการณ์ลมที่มีชื่อเสียงเรียกว่า Föhn

เมื่ออากาศชื้นเคลื่อนข้ามภูเขาและสูญเสียความชื้นไปแล้ว อากาศที่ไหลลงด้านหลังภูเขาจะอุ่นและแห้งขึ้น

ลม Föhn สามารถทำให้อุณหภูมิในหุบเขาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่นาน

ปรากฏการณ์คล้ายกันพบในเทือกเขาอื่น เช่น Chinook บริเวณ Rocky Mountains ในอเมริกาเหนือ

ภูเขายิ่งสูง อากาศยิ่งหนาว เพราะอะไร?

หลายคนอาจคิดว่าเมื่ออยู่สูงขึ้นและใกล้ดวงอาทิตย์มากขึ้น อากาศควรร้อนขึ้น แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม

ในชั้นโทรโพสเฟียร์ (Troposphere) อุณหภูมิโดยเฉลี่ยลดลงเมื่อระดับความสูงเพิ่มขึ้น

ค่ามาตรฐานโดยประมาณคือ

6.5°C ต่อความสูง 1,000 เมตร

เรียกว่า Environmental Lapse Rate

อย่างไรก็ตาม ค่านี้เป็นค่าเฉลี่ยจริงในบรรยากาศและสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามความชื้น ฤดูกาล และสภาพอากาศ

ดังนั้น หากอุณหภูมิบริเวณระดับน้ำทะเลประมาณ 30°C บนภูเขาสูง 3,000 เมตร อุณหภูมิอาจต่ำกว่าพื้นที่ราบอย่างมาก

นี่คือเหตุผลที่ภูเขาในเขตร้อนบางแห่งยังสามารถมีหิมะได้ หากมีความสูงเพียงพอ

ภูเขาหนึ่งลูก มีหลายภูมิอากาศ

เมื่อระดับความสูงเปลี่ยน อุณหภูมิ ความชื้น พืชพรรณ และระบบนิเวศก็เปลี่ยนตาม

นักเดินทางจึงอาจพบลำดับภูมิประเทศ เช่น

ป่าร้อนชื้น → ป่าดิบเขา → ป่าสน → ทุ่งหญ้าอัลไพน์ → เขตหิน → หิมะและน้ำแข็ง

ทั้งหมดอาจเกิดขึ้นบนภูเขาลูกเดียวกัน

ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Altitudinal Zonation หรือการแบ่งเขตตามระดับความสูง

จึงมีคำเปรียบเทียบว่า

“การเดินขึ้นภูเขาสูง เปรียบเสมือนการเดินทางจากเขตร้อนไปยังขั้วโลกโดยไม่ต้องเดินทางข้ามละติจูด”

Cloud Forest ป่าที่ดักน้ำจากเมฆ

บนภูเขาเขตร้อนบางแห่ง เราจะพบระบบนิเวศที่เรียกว่า Cloud Forest หรือป่าเมฆ

พื้นที่เหล่านี้อยู่ในระดับที่เมฆและหมอกปกคลุมเป็นประจำ พืชสามารถรับความชื้นจากละอองหมอกโดยตรง

ต้นไม้จึงมักปกคลุมด้วย

  • มอส

  • เฟิร์น

  • กล้วยไม้

  • ไลเคน

ป่าเมฆพบได้ในพื้นที่ภูเขาของอเมริกากลาง อเมริกาใต้ แอฟริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ระบบนิเวศประเภทนี้มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงและมีความสำคัญต่อการรักษาต้นน้ำ

ทำไมบนยอดเขาอากาศเปลี่ยนเร็ว?

พื้นที่ภูเขามีภูมิประเทศซับซ้อน ทั้งสันเขา หน้าผา และหุบเขา ทำให้ลมถูกเร่ง บังคับทิศทาง หรือเกิดกระแสลมปั่นป่วนได้ง่าย

นอกจากนี้ เมฆสามารถก่อตัวอย่างรวดเร็วเมื่ออากาศถูกยกตัว

จึงเกิดสภาพที่นักเดินเขาคุ้นเคยดี เช่น

เช้า — ฟ้าใส
สาย — เมฆเริ่มก่อตัว
บ่าย — ฝนหรือพายุ
เย็น — หมอกปกคลุม

ภูเขาสูงจึงเป็นพื้นที่ที่การพยากรณ์อากาศมีความสำคัญต่อความปลอดภัยอย่างมาก

ภูเขากับหิมะด้านรับลม

หลัก Rain Shadow ยังมีผลโดยตรงต่อแหล่งสกีและธารน้ำแข็ง

ด้านรับลมของภูเขาอาจได้รับหิมะมาก ขณะที่อีกด้านได้รับหิมะน้อยกว่าอย่างชัดเจน

สำหรับนักเล่นสกี นักปีนเขา และนักท่องเที่ยวฤดูหนาว ทิศทางของลมจึงเป็นข้อมูลสำคัญพอ ๆ กับระดับความสูง

บางพื้นที่สามารถมีหิมะหนาหลายเมตรเพราะภูเขาบังคับให้อากาศชื้นยกตัวและปล่อยหิมะอย่างต่อเนื่อง

ภูเขากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ภูเขาเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ

เมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มขึ้น

  • เส้นหิมะสามารถเลื่อนสูงขึ้น

  • ธารน้ำแข็งสูญเสียมวล

  • ระยะเวลาที่มีหิมะปกคลุมอาจสั้นลง

  • เขตพืชพรรณสามารถเคลื่อนขึ้นที่สูง

  • สิ่งมีชีวิตที่อาศัยเฉพาะบนยอดเขามีพื้นที่อยู่อาศัยลดลง

  • รูปแบบน้ำต้นทุนของแม่น้ำอาจเปลี่ยนแปลง

ดังนั้น การศึกษาภูเขาจึงเป็นส่วนสำคัญของการติดตามผลกระทบจาก Climate Change

ภูเขากับการท่องเที่ยว : ทำไมต้องดู “ด้านของภูเขา”?

เมื่อวางแผนเที่ยวภูเขา นักเดินทางไม่ควรดูเพียงว่า “เดือนนี้อากาศดีหรือไม่” แต่ควรพิจารณาว่าเรากำลังเดินทางไป ด้านใดของแนวภูเขา

ภูเขาลูกเดียวกันอาจมี

ด้านหนึ่ง — ฝนตกบ่อย ป่าเขียว น้ำตกมาก
อีกด้าน — ฟ้าใส แห้งแล้ง ทุ่งหญ้าหรือทะเลทราย

ความแตกต่างนี้มีผลโดยตรงต่อ

  • เสื้อผ้าที่ต้องเตรียม

  • เส้นทางเดินป่า

  • สภาพถนน

  • โอกาสเห็นยอดเขา

  • การถ่ายภาพ

  • ฤดูกาลท่องเที่ยว

ความเข้าใจเรื่อง Windward, Leeward และ Rain Shadow จึงเป็นความรู้ทางภูมิศาสตร์ที่นำไปใช้ในการเดินทางได้จริง

เกร็ดความรู้ Mountain101

รู้หรือไม่?

  • ฝนที่เกิดจากอากาศถูกภูเขาบังคับให้ยกตัวเรียกว่า Orographic Precipitation

  • ด้านรับลมเรียกว่า Windward Side และมักชื้นกว่า

  • ด้านหลังลมเรียกว่า Leeward Side และมักแห้งกว่า

  • พื้นที่แห้งหลังแนวภูเขาเรียกว่า Rain Shadow

  • อุณหภูมิในชั้นบรรยากาศตอนล่างโดยเฉลี่ยลดลงประมาณ 6.5°C ต่อความสูง 1,000 เมตร

  • ลมอุ่นแห้งหลังภูเขาในยุโรปเรียกว่า Föhn ส่วนบริเวณ Rocky Mountains เรียกว่า Chinook

  • ภูเขาสูงหนึ่งลูกสามารถมีระบบนิเวศหลายเขต ตั้งแต่ป่าร้อนไปจนถึงหิมะถาวร

  • แนวเทือกเขาขนาดใหญ่อย่าง Himalaya และ Andes สามารถมีอิทธิพลต่อภูมิอากาศในระดับภูมิภาคและทวีป

ความรู้สำหรับนักเดินทาง

หากต้องเดินทางเข้าสู่พื้นที่ภูเขา สิ่งที่ควรตรวจสอบควบคู่กับพยากรณ์อากาศคือ ระดับความสูง ทิศทางลม ด้านรับลมหรือด้านหลังลม และลักษณะภูมิประเทศของเส้นทาง เพราะข้อมูลเหล่านี้ช่วยอธิบายได้ว่าทำไมจุดหมายสองแห่งที่อยู่ห่างกันเพียงไม่กี่สิบกิโลเมตรจึงมีอากาศแตกต่างกันอย่างมาก

โดยเฉพาะการเดินทางบนภูเขาสูง ควรเตรียมเสื้อผ้าแบบหลายชั้น แม้พื้นที่ด้านล่างจะมีอากาศร้อน เพราะอุณหภูมิอาจลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อระดับความสูงเพิ่มขึ้น และควรเผื่อเวลาในแผนเดินทางสำหรับฝน หมอก หิมะ หรือลมแรงที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด

การเรียนรู้ภูมิอากาศของภูเขาก่อนเดินทางจึงไม่ได้ช่วยเพียงให้เที่ยวสนุกขึ้น แต่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยอย่างมากด้วย

สรุป : ภูเขาคือกำแพงที่มองไม่เห็นของบรรยากาศ

ภูเขาไม่ได้เพียงตั้งอยู่ใต้ท้องฟ้า แต่มีส่วนกำหนดว่า ท้องฟ้าเหนือพื้นที่นั้นจะเป็นอย่างไร

เมื่อภูเขาขวางทางลม อากาศถูกยกขึ้น เย็นตัว กลายเป็นเมฆและฝน ด้านรับลมจึงเขียวชอุ่ม ขณะที่อากาศซึ่งข้ามยอดเขาและเคลื่อนลงอีกด้านจะอุ่นและแห้งขึ้น จนอาจสร้างเขตเงาฝนและทะเลทราย

เมื่อภูเขามีขนาดใหญ่ระดับ Himalaya, Andes หรือ Rocky Mountains อิทธิพลของมันไม่ได้หยุดอยู่เพียงหุบเขาใกล้เคียง แต่สามารถเกี่ยวข้องกับการไหลเวียนของอากาศ ปริมาณฝน ระบบมรสุม หิมะ ธารน้ำแข็ง ระบบนิเวศ และทรัพยากรน้ำของพื้นที่กว้างใหญ่

นี่คืออีกหนึ่งบทบาทสำคัญของภูเขาที่เราอาจมองไม่เห็นด้วยตา แต่สัมผัสได้จาก ลม เมฆ ฝน หิมะ ป่าไม้ และทะเลทราย

และทำให้เราเข้าใจว่า บางครั้งเพียงแค่ข้ามภูเขาหนึ่งแนว เราอาจไม่ได้เดินทางไปยังอีกเมืองหนึ่งเท่านั้น แต่กำลัง ข้ามจากภูมิอากาศหนึ่งไปสู่อีกภูมิอากาศหนึ่ง ด้วย

ตอนต่อไป (Mountain101-14)

“ภูเขากับระบบนิเวศ (Mountain Ecosystems) ทำไมภูเขาลูกเดียวจึงมีธรรมชาติหลายโลก?”

เราจะเดินทางจากเชิงเขาขึ้นสู่ยอดเขา เพื่อสำรวจ Altitudinal Zonation ตั้งแต่ป่าร้อน ป่าดิบเขา ป่าสน ทุ่งหญ้าอัลไพน์ ไปจนถึงเขตหิมะ พร้อมทำความรู้จักสัตว์และพืชที่ปรับตัวให้อยู่บนภูเขาสูง รวมถึงเหตุผลที่พื้นที่ภูเขาหลายแห่งกลายเป็น Biodiversity Hotspot และแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญของโลก

#Mountain101 #MountainsAndClimate #MountainClimate #OrographicRainfall #RainShadow #Windward #Leeward #Himalaya #TibetanPlateau #Andes #Alps #RockyMountains #CloudForest #Monsoon #Climate #ClimateChange #Geography #EarthScience #GeoTourism #iok2uTravel

#UNESCO #GeoTourism #TravelKnowledge #MountainEncyclopedia #iok2uTravel #RockFormations #PlateTectonics #Geology #EarthScience #MountFuji #MountBromo #Yellowstone #Tongariro #Nature #AdventureTravel #MountainTravel #TravelKnowledge #UNESCO #NationalPark #iok2uTravel #MountainEncyclopedia

เที่ยวรอบโลก (Travel World)

-------------------------

ขอต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์
www.iok2u.com
แหล่งข้อมูลสารสนเทศเพื่อคุณ

เว็บไซต์ www.iok2u.com นี้เกิดมาจาก แรงบันดาลใจในภาพยนต์เรื่อง Pay It Forward โดยมีเป้าหมายเล็ก ๆ ที่กำหนดไว้ว่า ทุกครั้งที่เข้าเรียนสัมมนาหรืออบรมในแต่ละครั้ง จะนำความรู้มาจัดทำเป็นบทความอย่างน้อย 3 เรื่อง เพื่อมาลงในเว็บนี้
ความตั้งใจที่จะถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับมาทำการถ่ายทอดต่อไป และหวังว่าจะมีคนมาอ่านแล้วเห็นว่ามีประโยชน์นำเอาไปใช้ได้ หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลย โดยอาจไม่ต้องอ้างอิงที่มาหรือมาตอบแทนผู้จัด แต่ขอให้ส่งต่อหากคิดว่ามันดีหรือมีประโยชน์ เพื่อถ่ายทอดความรู้และสิ่งดี ๆ ต่อไปข้างหน้าต่อไป Pay It Forward