iok2u.com แหล่งรวมข้อมูลข่าวสารเรื่องราวน่าสนใจเพื่อการศึกษาแลกเปลี่ยนและเรียนรู้

ยืนหยัด เข้มแข็ง และกล้าหาญ (Stay Strong & Be Brave)
ขอเป็นกำลังใจให้คนดีทุกคนในการต่อสู้ความอยุติธรรม ในยุคสังคมที่คดโกงยึดถึงประโยชน์ส่วนตนและพวกฟ้องมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม จนหลายคนคิดว่าพวกด้านได้อายอดมักได้ดี แต่หากยึดคำในหลวงสอนไว้ในเรื่องการทำความดีเราจะมีความสุขครับ
มิสเตอร์เรน (Mr. Rain) และมิสเตอร์เชน (Mr. Chain)
Mr. Rain และ Mr. Chain สองพี่น้องในโลกออฟไลน์และออนไลน์ที่จะมาร่วมมือกันสร้างสื่อสารสนเทศ เพื่อเผยแพร่ให้ความรู้ในเรื่องราวต่างๆ มากมายสร้างสังคมในการเรียนรู้ หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องตอบแทนกลับมา
Pay It Forward เป้าหมายเล็ก ๆ ในการส่งมอบความดีต่อ ๆ ไป
เว็ปไซต์นี้เกิดจากแรงบันดาลใจในภาพยนต์เรื่อง Pay It Forward ที่เล่าถึงการมีเป้าหมายเล็ก ๆ กำหนดไว้ให้ส่งมอบความดีต่อไปอีก 3 คน หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องตอบแทนกลับมา อยากให้ส่งต่อเพื่อถ่ายทอดต่อไป

Mountain101-08 วงแหวนแห่งไฟ (Pacific Ring of Fire)

 

วงแหวนแห่งไฟ (Pacific Ring of Fire) ทำไมภูเขาไฟและแผ่นดินไหวจึงเกิดบ่อยรอบมหาสมุทรแปซิฟิก?

หากมองแผนที่โลก จะพบว่าประเทศอย่างญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกาฝั่งตะวันตก เม็กซิโก ชิลี และเปรู ต่างมีข่าวแผ่นดินไหวและภูเขาไฟปะทุอยู่เป็นประจำ แม้จะอยู่ห่างกันหลายพันกิโลเมตร แต่ประเทศเหล่านี้กลับมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือทั้งหมดตั้งอยู่บนแนวที่นักธรณีวิทยาเรียกว่า "วงแหวนแห่งไฟ" (Pacific Ring of Fire)

วงแหวนแห่งไฟไม่ได้เป็นวงแหวนที่มองเห็นได้จากอวกาศ แต่เป็นแนวรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกที่โอบล้อมมหาสมุทรแปซิฟิกไว้เกือบทั้งหมด พื้นที่แห่งนี้เป็นศูนย์กลางของพลังงานภายในโลก มีทั้งภูเขาไฟที่ยังมีพลัง แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ และการก่อตัวของเทือกเขาที่สูงตระหง่าน จึงได้รับการยอมรับว่าเป็นภูมิภาคที่มีการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยามากที่สุดของโลก

สำหรับนักท่องเที่ยว วงแหวนแห่งไฟไม่เพียงเป็นพื้นที่ที่ต้องติดตามข้อมูลด้านความปลอดภัย แต่ยังเป็นแหล่งรวมภูมิประเทศที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทั้งภูเขาไฟ น้ำพุร้อน ทะเลสาบปล่องภูเขาไฟ เกาะภูเขาไฟ และอุทยานแห่งชาติที่เกิดจากพลังของโลก

วงแหวนแห่งไฟ คืออะไร?

Pacific Ring of Fire คือแนวรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกที่ล้อมรอบมหาสมุทรแปซิฟิก มีความยาวประมาณ 40,000 กิโลเมตร ผ่านกว่า 20 ประเทศ

บริเวณนี้เป็นพื้นที่ที่แผ่นเปลือกโลกหลายแผ่นเคลื่อนตัวเข้าหา แยกออกจากกัน หรือเลื่อนผ่านกัน ทำให้เกิดการสะสมและปลดปล่อยพลังงานอย่างต่อเนื่อง

ด้วยเหตุนี้ วงแหวนแห่งไฟจึงเป็นพื้นที่ที่เกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟมากที่สุดในโลก

ทำไมจึงเรียกว่า "วงแหวนแห่งไฟ"?

คำว่า "ไฟ" หมายถึง ภูเขาไฟ ที่กระจายตัวอยู่รอบมหาสมุทรแปซิฟิก

ส่วนคำว่า "วงแหวน" หมายถึงแนวโค้งขนาดใหญ่ที่ล้อมรอบมหาสมุทร ตั้งแต่ชายฝั่งอเมริกาใต้ อเมริกาเหนือ อะแลสกา รัสเซีย ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ปาปัวนิวกินี ไปจนถึงนิวซีแลนด์

เมื่อเชื่อมต่อกันบนแผนที่ จะมีลักษณะคล้ายวงแหวนขนาดยักษ์

วงแหวนแห่งไฟเกิดขึ้นได้อย่างไร?

สาเหตุสำคัญมาจากการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลก

บริเวณนี้ประกอบด้วยแผ่นเปลือกโลกหลายแผ่น เช่น

  • Pacific Plate

  • Philippine Sea Plate

  • Nazca Plate

  • Cocos Plate

  • Juan de Fuca Plate

  • North American Plate

  • Eurasian Plate

  • Indo-Australian Plate

หลายจุดเป็นแนวที่ แผ่นมหาสมุทรมุดลงใต้แผ่นทวีป (Subduction Zone)

เมื่อแผ่นมหาสมุทรมุดลึกลงไป หินจะหลอมละลาย กลายเป็นแมกมา และเคลื่อนตัวขึ้นสู่พื้นผิวโลก เกิดเป็นแนวภูเขาไฟจำนวนมาก

พื้นที่ที่เกิดแผ่นดินไหวมากที่สุดของโลก

นักธรณีวิทยาประเมินว่า

  • ประมาณ 90% ของแผ่นดินไหวทั่วโลก

  • และประมาณ 80% ของแผ่นดินไหวขนาดใหญ่

เกิดขึ้นในบริเวณวงแหวนแห่งไฟ

ตัวอย่างเหตุการณ์สำคัญ ได้แก่

  • ญี่ปุ่น ปี 2011

  • ชิลี ปี 1960

  • อินโดนีเซีย ปี 2004

  • อะแลสกา ปี 1964

เหตุการณ์เหล่านี้หลายครั้งก่อให้เกิดคลื่นสึนามิที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง

ภูเขาไฟในวงแหวนแห่งไฟ

โลกมีภูเขาไฟที่ยังมีพลังบนแผ่นดินประมาณ 1,350–1,500 แห่ง

ในจำนวนนี้

ประมาณ 75%

อยู่ในวงแหวนแห่งไฟ

ภูเขาไฟที่มีชื่อเสียง เช่น

  • Mount Fuji (ญี่ปุ่น)

  • Sakurajima (ญี่ปุ่น)

  • Mount Aso (ญี่ปุ่น)

  • Mayon (ฟิลิปปินส์)

  • Pinatubo (ฟิลิปปินส์)

  • Merapi (อินโดนีเซีย)

  • Bromo (อินโดนีเซีย)

  • Krakatau (อินโดนีเซีย)

  • Mount St. Helens (สหรัฐอเมริกา)

  • Mount Rainier (สหรัฐอเมริกา)

  • Villarrica (ชิลี)

ประเทศที่อยู่ในวงแหวนแห่งไฟ

ประเทศสำคัญ ได้แก่

  • ญี่ปุ่น

  • อินโดนีเซีย

  • ฟิลิปปินส์

  • ปาปัวนิวกินี

  • นิวซีแลนด์

  • รัสเซีย (คาบสมุทรคัมชัตกา)

  • สหรัฐอเมริกา

  • แคนาดา

  • เม็กซิโก

  • กัวเตมาลา

  • เปรู

  • เอกวาดอร์

  • ชิลี

ประเทศเหล่านี้ล้วนมีภูเขาไฟและแผ่นดินไหวเกิดขึ้นบ่อยกว่าค่าเฉลี่ยของโลก

วงแหวนแห่งไฟกับการท่องเที่ยว

แม้จะเป็นพื้นที่เสี่ยง แต่ก็เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติสวยที่สุด

ตัวอย่างเช่น

ญี่ปุ่น

  • Mount Fuji

  • Hakone

  • Beppu

  • Kusatsu Onsen

อินโดนีเซีย

  • Mount Bromo

  • Ijen Crater

  • Mount Rinjani

  • Krakatau

นิวซีแลนด์

  • Tongariro National Park

  • Rotorua

  • White Island (ปัจจุบันมีข้อจำกัดการเข้าพื้นที่)

สหรัฐอเมริกา

  • Yellowstone National Park

  • Crater Lake National Park

  • Mount St. Helens National Volcanic Monument

ชิลี

  • Villarrica

  • Torres del Paine (อยู่ใกล้แนวธรณีวิทยาสำคัญ)

  • เขตทะเลสาบและภูเขาไฟทางตอนใต้

ประโยชน์ของวงแหวนแห่งไฟ

แม้จะเกิดภัยธรรมชาติบ่อย

แต่พื้นที่แห่งนี้ก็สร้างประโยชน์มหาศาล

  • ดินอุดมสมบูรณ์

  • พลังงานความร้อนใต้พิภพ

  • แหล่งแร่โลหะ

  • น้ำพุร้อน

  • แหล่งท่องเที่ยว

  • ระบบนิเวศเฉพาะถิ่น

หลายเมืองสำคัญของโลกจึงยังคงตั้งอยู่ในพื้นที่นี้ แม้จะต้องอยู่ร่วมกับความเสี่ยง

นักท่องเที่ยวควรเตรียมตัวอย่างไร?

หากเดินทางในประเทศที่อยู่ในวงแหวนแห่งไฟ

ควร

  • ตรวจสอบสถานะภูเขาไฟก่อนเดินทาง

  • ติดตามข่าวแผ่นดินไหว

  • ศึกษาเส้นทางอพยพ

  • ซื้อประกันการเดินทาง

  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่

ในพื้นที่ส่วนใหญ่ การท่องเที่ยวยังคงปลอดภัย เพราะมีระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนที่มีประสิทธิภาพ

เกร็ดความรู้ Mountain101

รู้หรือไม่?

  • วงแหวนแห่งไฟมีความยาวประมาณ 40,000 กิโลเมตร

  • ภูเขาไฟที่ยังมีพลังประมาณ 75% ของโลก อยู่ในบริเวณนี้

  • แผ่นดินไหวประมาณ 90% ของโลก เกิดขึ้นในวงแหวนแห่งไฟ

  • ประเทศญี่ปุ่นมีภูเขาไฟที่ยังมีพลังมากกว่า 100 แห่ง

  • อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีภูเขาไฟมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีภูเขาไฟที่ยังมีพลังมากกว่า 120 แห่ง

ความรู้สำหรับนักเดินทาง

วงแหวนแห่งไฟแสดงให้เห็นว่าพื้นที่ที่มีความเสี่ยงทางธรรมชาติสูง ก็สามารถเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีคุณค่าระดับโลกได้เช่นกัน การเดินทางอย่างมีข้อมูล การติดตามประกาศจากหน่วยงานท้องถิ่น และการเคารพกฎระเบียบของอุทยาน จะช่วยให้เราได้สัมผัสความมหัศจรรย์ของภูเขาไฟ น้ำพุร้อน และภูมิประเทศที่เกิดจากพลังของโลกอย่างปลอดภัย

สรุป

วงแหวนแห่งไฟคือหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าโลกยังคงมีชีวิตและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลกสร้างทั้งภูเขาไฟ แผ่นดินไหว เทือกเขา และเกาะใหม่ ๆ แม้จะก่อให้เกิดภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ แต่ก็เป็นต้นกำเนิดของภูมิประเทศที่สวยงามและระบบนิเวศอันอุดมสมบูรณ์

สำหรับนักเดินทาง การเข้าใจวงแหวนแห่งไฟไม่เพียงช่วยให้ตระหนักถึงความเสี่ยงของพื้นที่ แต่ยังทำให้เราเห็นคุณค่าของธรรมชาติในมุมที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพราะทุกยอดภูเขาไฟ ทุกน้ำพุร้อน และทุกเกาะกลางมหาสมุทร ล้วนเป็นผลงานของพลังจากภายในโลกที่ทำงานต่อเนื่องมาหลายล้านปี

ตอนต่อไป (Mountain101-09)

"ภูเขาหินปูน (Karst Mountains) ความมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติแกะสลักจากน้ำและกาลเวลา"

เราจะพาไปรู้จักภูเขาหินปูนและภูมิประเทศแบบคาสต์ (Karst) ซึ่งเกิดจากการละลายของหินปูนเป็นเวลาหลายล้านปี พร้อมตัวอย่างแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก เช่น กุ้ยหลิน จางเจียเจี้ย (ภูมิประเทศหินทรายที่มักถูกเปรียบเทียบกับคาสต์) อ่าวฮาลอง พังงา และถ้ำหินปูนที่สวยที่สุดจากหลายประเทศ

#Mountain101 #PacificRingOfFire #RingOfFire #Volcano #Earthquake #PlateTectonics #Geology #EarthScience #MountFuji #MountBromo #Yellowstone #Tongariro #Nature #AdventureTravel #MountainTravel #TravelKnowledge #UNESCO #NationalPark #iok2uTravel #MountainEncyclopedia

เที่ยวรอบโลก (Travel World)

-------------------------

ขอต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์
www.iok2u.com
แหล่งข้อมูลสารสนเทศเพื่อคุณ

เว็บไซต์ www.iok2u.com นี้เกิดมาจาก แรงบันดาลใจในภาพยนต์เรื่อง Pay It Forward โดยมีเป้าหมายเล็ก ๆ ที่กำหนดไว้ว่า ทุกครั้งที่เข้าเรียนสัมมนาหรืออบรมในแต่ละครั้ง จะนำความรู้มาจัดทำเป็นบทความอย่างน้อย 3 เรื่อง เพื่อมาลงในเว็บนี้
ความตั้งใจที่จะถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับมาทำการถ่ายทอดต่อไป และหวังว่าจะมีคนมาอ่านแล้วเห็นว่ามีประโยชน์นำเอาไปใช้ได้ หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลย โดยอาจไม่ต้องอ้างอิงที่มาหรือมาตอบแทนผู้จัด แต่ขอให้ส่งต่อหากคิดว่ามันดีหรือมีประโยชน์ เพื่อถ่ายทอดความรู้และสิ่งดี ๆ ต่อไปข้างหน้าต่อไป Pay It Forward