Waranon ไทย กาญจนบุรี (2) เหมืองโดโลไมต์

วันนี้ข้าพเจ้ามาเยี่ยมชมกิจการเหมืองโดโลไมต์ ใหญ่ติดอันดับ ของประเทศไทย (เพราะได้ข่าวว่าเหมือง อื่นๆ ทะยอยปิด และทะยอยหมดอายุสัมปทานบัตรไปแล้ว คริคริ) ชื่อเหมือง Pands Mining & Milling ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ Pands group ซึ่งเป็นของคนไทย
เหมือง Pands นี้ ตั้งอยู่ในตำบลวังด้ง อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี
เดิมที่หินที่นี่จะเป็นหินปูนธรรมดา น่าจะเป็น Limestone ชุดทุ่งสง ยุค Ordovitian อายุสัก 400 ล้านปี แต่ต่อมาภายหลังมีอิทธิพลของ Hydrothermal จากหินแกรนิต ที่กำลังจะแข็งตัว คายของไหล Fluid (คือมีทั้ง ก๊าซ และ ของเหลว) ที่มีส่วนประกอบของ แมกนีเซียม จำนวนมากขึ้นมาสู่ผิวโลกในบริเวณนี้ และมาเจอกับหินปูน ก็เลยเกิดปฏิกริยาทางเคมี Alteration ทำให้เกิดการแทนที่ของแร่แมกนีเซียม Mg เข้าไปแทนที่ แคลเซียม Ca บางส่วน ก็เลยทำให้ หินปูน ที่มีส่วนประกอบทางเคมี CaCO3 ถูกเปลี่ยนไปเป็น แร่โดโลไมต์ CaMg (CO3)2 อย่างไรก็ตาม กระบวนการทางเคมี Alteration นี้ ก็ไม่ได้ทำให้ Mg สามารถแทรกไปทุกอณู หรือ ทุกส่วน ดังนั้น ในทางวิชาการแล้ว ถ้าวิเคราะห์เคมีแล้ว หินที่มีแร่โดโลไมต์ต่ำกว่า 35% ก็อาจจะเรียกว่า Dolomitic Limestone แทน
แต่ในการทำเหมืองเพื่อผลิตแร่โดโลไมต์ขายนั้น เกรดต่ำสุดก็ต้องมีแร่โดโลไมต์อย่างน้อย 20% สุดเกรดอุตสาหกรรมกระจก ก็ต้องมีแร่โดโลไมต์ มากกว่า 35% ขอรับ
หินโดโลไมต์นี้ มีประโยชน์มากๆ สำหรับการพัฒนาประเทศ แบบปิดทองหลังพระ คือ เป็นแร่พื้นฐานสำหรับการผลิตกระจก และ เข้าใจว่า โดโลไมต์จากเหมืองนี้ เป็นแหล่งเดียวที่ส่งให้โรงงานกระจกในประเทศไทย
โดโลไมต์เกรดรองลงมา ก็ใช้เสริมในการปลูกพืช เช่นสวนยาง สวนผลไม้ ใช้ในการปรับสภาพดิน และ ยังใช้ในการปรับสภาพน้ำด้วย
การทำเหมืองแร่ในประเทศไทยถูกโจมตีหนักมาตลอด ว่าทำลายสิ่งแวดล้อม และการออกใบอนุญาตการทำเหมือง การต่ออนุญาตการทำเหมือง นั้น มีอุปสรรคมากมาย ออกใหม่ไม่ได้ ต่อไม่ได้ ทำให้เหมืองแร่ต่างๆ ต้องทะยอยปิดตัวลงไป ทั้งๆที่ยังมีแร่เหลืออยู่
แต่ข้าพเจ้าก็สงสัยว่า ทำไมไม่มองมุมกลับว่า หากไม่มีแร่โดโลไมต์จากในประเทศแล้ว ก็คงต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งต้นทุนทางอุตสาหกรรมกระจกในประเทศไทย ก็จะสูงขึ้น ราคากระจกในประเทศก็คงแพงขึ้นมาก
ส่วนโดโลไมต์ที่ช่วยในการปรับสภาพดินสภาพน้ำ และ ช่วยในการปลูกพืช ก็คงจะแพงขึ้น และ ต้องพึ่งพาการนำเข้า แทบจะทั้งหมด ผลผลิตทางการเกษตร ก็คงจะด้อยลง...หรือเปล่า
ข้าพเจ้าก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่า ประเทศไทยนั้น นอกจากการพึ่งพาแหล่งพลังงานปิโตรเลียมจากทั่วโลก นำเข้าไฟฟ้าจากลาว นำเข้าถ่านหินจากอินโดนีเซีย นำเข้าปุ๋ยยูเรียจากอลาสก้า, นอร์เวย์, รัสเซีย, แล้ว โดโลไมต์ อาจจะนำเข้าอีกด้วย
ข้าพเจ้าก็รู้สึกล่ะเหี่ยใจ ว่าเราจะพึ่งพาทรัพยากรในประเทศบ้างสักหน่อยไม่ได้เชียวหรือ พี่ๆน้องๆ ท่านใดจะมีความเห็นอะไรก็แลกเปลี่ยนกันได้น่ะครับ
.
-------------------------
ที่มา
- https://www.facebook.com/waranon555
รวบรวมข้อมูลและภาพ
-------------------------
บทความ วรานนท์ หล้าพระบาง (Waranon Laprabang)
รวมบทความที่น่าสนใจจากนักธรณีวิทยาของไทย
-------------------------

ทีมบ่าวหน้อยตะลุยเมืองกาญจน์

หินโดโลไมต์ก้อนนี้มี แร่โดโลไมต์ 35%

มาเจอวิศวกรเหมืองแร่ จบจากเชียงใหม่ คนหนึ่งจบได้ปีหนึ่งแล้ว อีกคนจบมาแล้วสองปี เป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรง

หน้าเหมือง open pitร

มุมด้านขวา เห็นเป็นสีขาวๆ จะได้ราคาดีกว่า ส่วนที่เป็นสีขาวปนน้ำตาล เพราะมีแร่เหล็กปน

กระบวนการป้อนแร่ขนาด >2" เข้าที่บด

ป้อนก้อนแร่เข้าเครื่องบดแร่

เมื่อบดแล้ว ก็เอามาแยกขนาด ขนาด 16-140 เมซ นั้นส่งไปโรงงานกระจก ส่วนขนาด 325 เมซนั้น ไปสวนปาล์ม เพราะเข้าใจว่า พอมีขนาดเล็ก ก็จะทำให้ละลายน้ำได้ดีขึ้น เร็วขึ้น มากกว่าเม็ดใหญ่
มาเจอวิศวกรเหมืองแร่ จบจากเชียงใหม่ คนหนึ่งจบได้ปีหนึ่งแล้ว อีกคนจบมาแล้วสองปี เป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรง
สายแร่ Quartz สองทิศทาง ที่แตกกันคนล่ะเวลา เหมีอนว่าแนวหนึ่งมาก่อน และ อีกแนวหนึ่ง มาทีหลัง อืมม พี่ๆน้องๆ จะเชื่อกันไหมว่า เจ้าหินก้อนนี้ เคยอยู่ใต้โลก ลึกลงไปถึง 15-20 กิโลเมตร
สีขาวปนดำๆคือเนื้อหิน Cataclatic สีขาวขุ่นเป็น Quartz veins ที่มีการแทรกตัวมาทีหลัง แถมยังโดนบีบให้โค้งๆอีกด้วย
