ไม่ต้องสร้างทุกอย่างใหม่แต่ต้องทำให้ดีกว่าที่มีอยู่

วิธีคิด Content Curate ไม่ต้องสร้างทุกอย่างใหม่แต่ต้องทำให้ดีกว่าที่มีอยู่
หลายคนเข้าใจผิดว่า การเป็น Content Creator ที่ดีต้องคิดทุกอย่างขึ้นมาเอง ต้องเป็นคนค้นพบเรื่องใหม่ หรือเป็นคนแรกที่นำเสนอข้อมูลเสมอ แต่ในความเป็นจริง คอนเทนต์ที่ได้รับความนิยมจำนวนมากไม่ได้เกิดจากการสร้างข้อมูลใหม่ หากเกิดจากการ คัดเลือก เรียบเรียง วิเคราะห์ และอธิบายข้อมูลที่มีอยู่แล้วให้เข้าใจง่ายกว่าเดิม นี่คือหัวใจของ Curate
ลองนึกถึงเวลาที่คุณต้องการซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ คุณค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตแล้วพบว่ามีรีวิวหลายร้อยคลิป แต่คุณคงไม่มีเวลาดูทั้งหมด สิ่งที่คุณต้องการจริง ๆ คือคอนเทนต์ที่ช่วยสรุปว่า รุ่นไหนเหมาะกับการเล่นเกม รุ่นไหนถ่ายรูปสวย รุ่นไหนคุ้มค่าที่สุดในงบประมาณที่มี หากมีใครทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลเหล่านั้นมาเปรียบเทียบและอธิบายให้เข้าใจภายในเวลาไม่กี่นาที คอนเทนต์นั้นย่อมมีคุณค่ามากกว่าการรีวิวซ้ำในมุมเดิมอีกหนึ่งคลิป
นี่คือเหตุผลที่ Curate กลายเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ทรงพลังที่สุดในยุคข้อมูลล้นโลก เพราะทุกวันนี้สิ่งที่ขาดแคลนไม่ใช่ข้อมูล แต่คือ คนที่ช่วยคัดกรองข้อมูลให้
ผู้สร้างคอนเทนต์จำนวนมากใช้เวลาคิดว่าจะสร้างอะไรใหม่ ทั้งที่บางครั้งข้อมูลคุณภาพสูงมีอยู่เต็มอินเทอร์เน็ตแล้ว สิ่งที่ผู้ชมต้องการกลับไม่ใช่ข้อมูลเพิ่ม แต่ต้องการคนที่ช่วยประหยัดเวลาในการค้นหา ช่วยแยกแยะว่าอะไรถูก อะไรผิด และช่วยสรุปประเด็นสำคัญให้เข้าใจง่าย
ตัวอย่างเช่น หากต้องการทำคอนเทนต์เกี่ยวกับการเลือกเครื่องปรับอากาศ แทนที่จะรีวิวเพียงรุ่นเดียว อาจรวบรวมข้อมูลจากผู้ผลิต ผู้ใช้จริง ช่างติดตั้ง และผลการทดสอบจากหลายสำนัก แล้วสรุปออกมาเป็นหัวข้อ "7 เรื่องที่ต้องรู้ก่อนซื้อเครื่องปรับอากาศ" คอนเทนต์ลักษณะนี้มักได้รับการบันทึกและแชร์ต่อ เพราะช่วยให้ผู้ชมตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม Curate ไม่ใช่การคัดลอกบทความของผู้อื่นมาลงใหม่ เพราะนั่นไม่ได้สร้างคุณค่าใด ๆ ผู้สร้างคอนเทนต์ที่ดีต้องเพิ่มคุณค่าเข้าไปเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเปรียบเทียบ การวิเคราะห์ การอธิบายเพิ่มเติม หรือการจัดลำดับข้อมูลใหม่ให้เข้าใจง่ายกว่าเดิม
Curate ที่ดี ต้องตอบคำถามให้ผู้ชมได้เร็วขึ้น
ลองเปรียบเทียบคอนเทนต์สองแบบ
แบบแรกคือการนำข่าวจากเว็บไซต์หนึ่งมาคัดลอก แล้วโพสต์ต่อแทบทั้งหมด
แบบที่สองคือการอ่านข่าวจากหลายแหล่ง เปรียบเทียบข้อมูล ตรวจสอบข้อเท็จจริง แล้วสรุปเฉพาะประเด็นสำคัญ พร้อมอธิบายผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับคนทั่วไป
แม้จะพูดเรื่องเดียวกัน แต่คุณค่าของทั้งสองคอนเทนต์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะแบบหลังช่วยลดเวลาการค้นหาของผู้ชม และช่วยให้เข้าใจเรื่องยากได้ง่ายขึ้น
นี่คือหน้าที่ของ Curator ซึ่งเปรียบเสมือนภัณฑารักษ์ในพิพิธภัณฑ์ ภัณฑารักษ์ไม่ได้สร้างโบราณวัตถุขึ้นมาเอง แต่รู้ว่าควรเลือกอะไรมาแสดง ควรจัดวางอย่างไร และควรเล่าเรื่องแบบไหนจึงจะทำให้ผู้ชมเข้าใจและประทับใจมากที่สุด
วิธีคิดแบบ Curate เริ่มจากการถามคำถาม
ก่อนสร้างคอนเทนต์ ลองถามตัวเองว่า
-
ผู้ชมต้องค้นข้อมูลจากกี่แหล่งจึงจะได้คำตอบนี้
-
เราสามารถสรุปให้เข้าใจภายใน 5 นาทีได้หรือไม่
-
เราสามารถเปรียบเทียบให้เห็นข้อแตกต่างได้หรือไม่
-
เราสามารถอธิบายเรื่องยากให้คนทั่วไปเข้าใจได้หรือไม่
หากคำตอบคือ "ได้" แสดงว่าหัวข้อนั้นเหมาะกับการทำ Curate
Curate ไม่ใช่แค่สรุป แต่ต้อง "เพิ่มคุณค่า"
หลายคนคิดว่าการ Curate คือการย่อบทความให้สั้นลง แต่จริง ๆ แล้ว การย่ออย่างเดียวอาจยังไม่มีคุณค่ามากพอ
คุณค่าจะเกิดขึ้นเมื่อเราเพิ่มสิ่งใหม่เข้าไป เช่น
-
เปรียบเทียบข้อดีและข้อเสีย
-
จัดอันดับ
-
แบ่งตามงบประมาณ
-
แบ่งตามประเภทผู้ใช้งาน
-
เพิ่มคำแนะนำจากประสบการณ์จริง
-
อธิบายศัพท์เทคนิคให้เข้าใจง่าย
ตัวอย่างเช่น หากทำคอนเทนต์เรื่อง "กล้องติดรถยนต์"
แทนที่จะรวบรวมสเปกของแต่ละรุ่นเพียงอย่างเดียว ลองเพิ่มตารางเปรียบเทียบว่า
-
รุ่นไหนเหมาะกับรถเก๋ง
-
รุ่นไหนเหมาะกับรถกระบะ
-
รุ่นไหนเหมาะกับผู้ที่ขับกลางคืน
-
รุ่นไหนคุ้มค่าที่สุดในแต่ละช่วงราคา
เพียงเพิ่มมุมมองเหล่านี้ คอนเทนต์ก็มีคุณค่ามากกว่าการนำข้อมูลจากเว็บไซต์ผู้ผลิตมาเรียงใหม่
ผู้ชมชอบคอนเทนต์แบบ Curate เพราะช่วยประหยัดเวลา
ลองสังเกตคอนเทนต์ที่ได้รับความนิยมใน YouTube หรือ Facebook จะพบว่าหลายคลิปใช้แนวคิด Curate เช่น
-
10 หนังที่ต้องดูสักครั้งในชีวิต
-
7 แอปฟรีที่ควรมีติดมือถือ
-
เปรียบเทียบรถยนต์ไฟฟ้า 5 รุ่นยอดนิยม
-
สรุปข่าวเศรษฐกิจใน 10 นาที
-
รวมทุกเรื่องที่ต้องรู้ก่อนเที่ยวญี่ปุ่น
เหตุผลที่คอนเทนต์เหล่านี้ได้รับความนิยม เพราะผู้ชมรู้สึกว่าดูเพียงครั้งเดียวก็เข้าใจภาพรวม ไม่ต้องเสียเวลาค้นหาข้อมูลเองอีกหลายชั่วโมง
Curate ต้องเริ่มจากข้อมูลที่น่าเชื่อถือ แม้จะเรียบเรียงเก่งเพียงใด แต่หากข้อมูลต้นทางผิด คอนเทนต์ก็ผิด
