รถไฟโมโนเรล วอลมี (Wolmi Sea Train) อินชอน เกาหลีใต้
แผนที่ https://maps.app.goo.gl/6du4vURoDuerY2gq8
รถไฟโมโนเรล วอลมี (Wolmi Sea Train) เกาะวอลมี อินชอน ประเทศเกาหลีใต้ การเดินทางสำรวจโลกใบนี้ มักนำพาเราไปพบกับสิ่งมหัศจรรย์ที่ซ่อนเร้นอยู่ในทุกมุมโลก และที่ประเทศเกาหลีใต้ ณ เมืองอินชอน (Incheon) ดินแดนที่เปี่ยมด้วยประวัติศาสตร์และความทันสมัย ก็มีอัญมณีซ่อนอยู่บนเกาะวอลมี (Wolmi Island หรือ Wolmido Island) ที่รอให้ผู้คนไปค้นพบ นั่นคือ "รถไฟโมโนเรล วอลมี" หรือ Wolmi Sea Train (월미바다열차) รถไฟโมโนเรลเพื่อการท่องเที่ยวที่มีระยะทางยาวที่สุดในประเทศเกาหลีใต้ ที่จะพาเราล่องลอยไปบนความสูงเหนือพื้นดิน เพื่อสัมผัสทัศนียภาพอันงดงามของทะเลตะวันตกและเมืองอินชอนจากมุมมองที่ไม่เหมือนใคร จนได้รับการยกย่องจากองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี (Korea Tourism Organization) ให้เป็นหนึ่งใน "100 สถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องไปเยือน" (100 Must-Visit Tour Spots)
รถไฟโมโนเรลแห่งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงพาหนะนำเที่ยวธรรมดา แต่เป็นเสมือนประตูสู่เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และความรุ่งเรืองของอินชอน ที่จะเปิดเผยผ่านหน้าต่างบานใหญ่ตลอดระยะทาง 6.1 กิโลเมตร ที่ใช้เวลาเดินทางประมาณ 35–42 นาที ด้วยความเร็วที่กำลังพอดีเพียง 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้เรามีเวลาซึมซับความงามของทิวทัศน์ได้อย่างเต็มที่ ราวกับกำลังนั่งชมภาพยนตร์สารคดีมีชีวิตจากความสูง 7 ถึง 18 เมตรเหนือพื้นดิน ทัศนียภาพอันกว้างไกลของทะเลตะวันตก (West Sea) และท่าเรืออินชอน (Incheon Port) ที่ทอดตัวอยู่เบื้องล่างนั้น สร้างความตื่นตาตื่นใจและความประทับใจไม่รู้ลืมแก่ผู้มาเยือนทุกคน
ประวัติและความเป็นมาอันยาวนานของเกาะวอลมีและรถไฟโมโนเรล
เกาะวอลมี (Wolmi Island) ซึ่งชื่อ วอลมี แปลว่าหางพระจันทร์ เนื่องจากรูปทรงของเกาะที่คล้ายกับเสี้ยวพระจันทร์เมื่อมองจากชายฝั่ง มีประวัติศาสตร์อันน่าทึ่งและหลากหลาย รถไฟโมโนเรล วอลมี เป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูและเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของเกาะแห่งนี้ แต่เดิมนั้น เกาะวอลมีเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางทหารที่สำคัญตั้งแต่สมัยราชวงศ์โชซอน (Joseon Dynasty) โดยในปี ค.ศ. 1653 (พ.ศ. 2196) รัชสมัยของพระเจ้าฮโยจง (King Hyojong) ได้มีการสร้างพระราชวังชั่วคราว (Haenggung) ขึ้นบนเกาะเพื่อใช้เป็นที่พักสำหรับราชวงศ์ เนื่องจากทำเลที่ตั้งที่ปากอ่าวอินชอนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการป้องกันเมืองหลวงฮันยาง (Hanyang หรือกรุงโซลในปัจจุบัน) ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เกาะแห่งนี้ยังเป็นสมรภูมิของการเผชิญหน้าในหลายความขัดแย้ง ทั้งการรุกรานของฝรั่งเศสต่อเกาหลี (French campaign against Korea) ในปี ค.ศ. 1866 (พ.ศ. 2409) และสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น (Russo-Japanese War) ในปี ค.ศ. 1904 (พ.ศ. 2447)
เข้าสู่ช่วงทศวรรษ 1920-1940 เกาะวอลมีได้เปลี่ยนบทบาทจากฐานทัพทหารไปสู่แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในยุคอาณานิคมของญี่ปุ่น มีการสร้างถนนหินยาว 1 กิโลเมตรเชื่อมเกาะกับแผ่นดินใหญ่ ทำให้การเดินทางสะดวกขึ้น และที่นี่ยังมีชื่อเสียงเรื่องโรงอาบน้ำทะเล (Jotang) ที่หรูหรา พร้อมโรงแรมและสระว่ายน้ำ ทำให้เกาะวอลมีกลายเป็นสถานที่พักผ่อนชั้นนำในแถบโซล-อินชอนในช่วงทศวรรษ 1930
อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์ของเกาะวอลมีที่โด่งดังที่สุดในระดับนานาชาติคือบทบาทในสงครามเกาหลี โดยเป็นจุดยุทธศาสตร์หลักของการยกพลขึ้นบกที่ อินชอน (Incheon Landing Operation หรือ Operation Chromite) เมื่อวันที่ 15 กันยายน ค.ศ. 1950 (พ.ศ. 2493) เพื่อยึด กรุงโซลคืนจากเกาหลีเหนือ พลเอกดักลาส แมคอาเธอร์ (General Douglas MacArthur) ได้เลือกอินชอนเป็นจุดยกพลขึ้นบก และเกาะวอลมีซึ่งเป็นที่ตั้งปืนใหญ่ของเกาหลีเหนือต้องถูกยึดก่อน การโจมตีของนาวิกโยธินสหรัฐฯ บน "หาดสีเขียว" (Green Beach) ของเกาะวอลมีเป็นไปอย่างดุเดือดและสำเร็จภายในไม่กี่ชั่วโมง เปิดทางสู่การยกพลขึ้นบกครั้งใหญ่ที่หาดแดงและหาดน้ำเงิน การปฏิบัติการนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสงครามเกาหลี แม้ในมุมมองของเกาหลีเหนือ เหตุการณ์นี้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง Wolmi Island (ปี ค.ศ. 1982 / พ.ศ. 2525) ที่แสดงถึงการเสียสละอันกล้าหาญของทหารเกาหลีเหนือ
หลังสงครามเกาหลี เกาะวอลมี ถูกประกาศเป็นเขตหวงห้ามทางทหารเป็นเวลานานกว่า 50 ปี โดยเป็นที่ตั้งของฐานทัพของ กองทัพสาธารณรัฐเกาหลี (R.O.K. Army) และประชาชนทั่วไปไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าพื้นที่ จนกระทั่งปี ค.ศ. 2001 (พ.ศ. 2544) ฐานทัพทหารจึงได้ย้ายออกไป เกาะวอลมีจึงกลับคืนสู่สาธารณะ และพื้นที่อดีตฐานทัพได้ถูกพัฒนาเป็น "สวนวอลมี" (Wolmi Park) ที่มีสวนเกาหลีแบบดั้งเดิม หอดูดาว และเส้นทางเดินป่า ส่วนพื้นที่ริมน้ำได้ถูกพัฒนาเป็น "ถนนวัฒนธรรมวอลมี" (Wolmi Culture Street) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1989 (พ.ศ. 2532) ซึ่งมีชื่อเสียงในปัจจุบันสำหรับสวนสนุก ร้านอาหารทะเล และพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์การอพยพของเกาหลี (Museum of Korea Emigration History)
สำหรับรถไฟโมโนเรล วอลมี นั้น เดิมมีชื่อว่า "Wolmi Galaxy Rail" โครงการเริ่มต้นในปี ค.ศ. 2007 (พ.ศ. 2550) แต่ประสบปัญหาความล่าช้าและความกังวลด้านความปลอดภัยนานนับทศวรรษ จนกระทั่งได้รับการปรับปรุงและเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 2019 (พ.ศ. 2562) ในชื่อ "Wolmi Sea Train" ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของความพยายามและความภาคภูมิใจของคนในท้องถิ่น ในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่เคยล้มเหลวให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก
จุดเด่นอันน่าอัศจรรย์ของ Wolmi Sea Train
Wolmi Sea Train มอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าการเดินทางทั่วไป ด้วยจุดเด่นหลายประการที่ทำให้การนั่งรถไฟโมโนเรลแห่งนี้เป็นการผจญภัยที่น่าจดจำ
กำแพงศิลปะไซโลที่ใหญ่ที่สุดในโลก (Silo Super Graphic) หนึ่งในไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาดและเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาที่สุด คือ "กำแพงศิลปะไซโล" หรือ Silo Super Graphic ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ระหว่างสถานี Wolmi Sea และสถานี Wolmi Park ภาพจิตรกรรมฝาผนังขนาดมหึมาบนไซโลเก็บเมล็ดพืชที่ท่าเรืออินชอนแห่งนี้ ได้รับการบันทึกโดยกินเนสส์เวิลด์เรคคอร์ด (Guinness World Record) ในปี ค.ศ. 2018 (พ.ศ. 2561) ว่าเป็นจิตรกรรมฝาผนังกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยความสูงถึง 48 เมตร และมีพื้นที่รวมกว่า 23,688 ตารางเมตร ผลงานศิลปะชิ้นเอกนี้ถูกออกแบบให้ดูเหมือนหนังสือขนาดใหญ่ 16 เล่มที่เรียงรายอยู่บนชั้นหนังสือ บอกเล่าเรื่องราวการเดินทางของเด็กชายคนหนึ่งผ่านฤดูกาลและช่วงชีวิตที่แตกต่างกันไป ตั้งแต่วัยเยาว์จนถึงผู้ใหญ่ เป็นสัญลักษณ์ของการเติบโตและความยืดหยุ่นของเมืองอินชอนเอง การได้นั่งรถไฟโมโนเรลผ่านกำแพงศิลปะนี้ จึงเปรียบเสมือนการได้ "อ่าน" เรื่องราวของเมืองและชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆ สร้างความประทับใจและความรู้สึกดื่มด่ำอย่างลึกซึ้ง
ทัศนียภาพอันงดงามของทะเลตะวันตกและเมืองอินชอน
ด้วยความสูงของรางรถไฟที่อยู่ระหว่าง 7 ถึง 18 เมตรจากพื้นดิน ผู้โดยสารจะได้ดื่มด่ำกับทัศนียภาพแบบพาโนรามาของทะเลตะวันตกอันกว้างใหญ่ไพศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาพระอาทิตย์ตกดิน ที่ท้องฟ้าจะแต่งแต้มด้วยสีสันอันอบอุ่น สร้างบรรยากาศโรแมนติกและน่าประทับใจอย่างยิ่ง นอกจากนี้ ยังสามารถมองเห็นวิวของท่าเรืออินชอน (Incheon Inner Harbor) อันคึกคัก และสะพานอินชอนแดกโย (Incheondaegyo Bridge) ซึ่งเป็นสะพานที่ยาวที่สุดในประเทศเกาหลีใต้ ที่ทอดตัวข้ามทะเลได้อย่างตระการตา การได้เห็นเรือน้อยใหญ่เคลื่อนที่เข้าออกท่าเรือ และแสงไฟระยิบระยับของเมืองยามค่ำคืนจากมุมสูง เป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากที่อื่น
สิ่งที่น่าสนใจเมื่อมาเยือน
รถไฟ Wolmi Sea Train ไม่ได้เป็นเพียงการเดินทางแบบวนรอบเท่านั้น แต่ตั๋วโดยสารยังอนุญาตให้ผู้โดยสารสามารถลงจากรถไฟและขึ้นใหม่ได้อีกหนึ่งครั้งที่สถานีใดก็ได้ ทำให้เราสามารถสำรวจสถานที่น่าสนใจต่างๆ รอบเกาะวอลมีได้อย่างอิสระ การเดินทางจะวนรอบแบบเที่ยวเดียวตามเข็มนาฬิกา โดยมี 4 สถานีหลักที่เต็มไปด้วยสีสันและเรื่องราว
1. สถานี Wolmi Sea (Wolmi Sea Station)
สถานีนี้ตั้งอยู่ติดกับสถานีรถไฟใต้ดินอินชอน (Incheon Subway Station) สาย 1 และสาย Suin-Bundang Line ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่สะดวกสบายที่สุด บริเวณใกล้เคียงเป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม
ไชน่าทาวน์อินชอน (Incheon Chinatown): เป็นไชน่าทาวน์แห่งเดียวในเกาหลีที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1883 (พ.ศ. 2426) เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมสีแดงทองอันเป็นเอกลักษณ์ ร้านอาหารจีนต้นตำรับ และเป็นแหล่งกำเนิดของ "จาจังมยอน" (Jjajangmyeon) หรือบะหมี่ดำถั่วเหลือง ที่เราสามารถเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์จาจังมยอน (Jjajangmyeon Museum) ได้
หมู่บ้านเทพนิยายซงวอลดง (Songwol-dong Fairy Tale Village): หมู่บ้านสีสันสดใสที่ตกแต่งด้วยตัวละครเทพนิยายจากทั่วโลก เหมาะสำหรับการถ่ายภาพและเดินเล่นในบรรยากาศแฟนตาซี
สวนจายู (Jayu Park): สวนสาธารณะสไตล์ตะวันตกแห่งแรกในเกาหลี มีอนุสาวรีย์ของพลเอกดักลาส แมคอาเธอร์ และให้ทัศนียภาพอันงดงามของท่าเรืออินชอน
2. สถานี Wolmi Park (Wolmi Park Station) สถานีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติและความสงบเงียบ:
สวนวอลมี (Wolmi Park) อดีตฐานทัพทหารที่ปัจจุบันกลายเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ ภายในมีสวนเกาหลีแบบดั้งเดิมที่สวยงาม ซึ่งจำลองสวนจากราชวงศ์โชซอนไว้หลายแห่ง และเส้นทางเดินขึ้นสู่ยอดเขาวอลมีซาน (Wolmisan Mountain) ซึ่งเป็นจุดชมวิวแบบพาโนรามาที่มองเห็นวิวทะเลและเมืองอินชอนได้อย่างชัดเจน
3. สถานี Wolmi Culture Street (Wolmi Culture Street Station)
นี่คือสถานียอดนิยมและเป็นศูนย์กลางความบันเทิงของเกาะวอลมี:
-
ถนนวัฒนธรรมวอลมี: ทางเดินเลียบชายฝั่งที่เต็มไปด้วยร้านอาหารทะเลสดใหม่ คาเฟ่น่านั่ง ศิลปินข้างถนน และการแสดงต่างๆ เป็นจุดนัดพบยอดนิยมของคนท้องถิ่น
-
สวนสนุกวอลมี (Wolmi Theme Park): สวนสนุกสไตล์ "Old-School" ที่มีเครื่องเล่นสุดคลาสสิกอย่าง "Tagada Disco" ที่โด่งดังจากการที่พนักงานขับเครื่องเล่นจะโต้ตอบกับผู้โดยสารอย่างสนุกสนาน และเครื่องเล่นเรือไวกิ้ง (Viking Ship) ที่ให้ความรู้สึกหวาดเสียวแต่น่าตื่นเต้น
4. สถานี Museum (Museum Station)
สถานีสุดท้ายที่พาเราย้อนรอยประวัติศาสตร์การเดินทางของชาวเกาหลี:
-
พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์การอพยพของเกาหลี (Museum of Korea Emigration History): จัดแสดงเรื่องราวการอพยพครั้งแรกของชาวเกาหลีไปยังฮาวายในปี ค.ศ. 1902 (พ.ศ. 2445) ซึ่งออกเดินทางจากท่าเรืออินชอน
-
ประตูน้ำท่าเรืออินชอน (Incheon Port Lock Gate): เป็นสิ่งก่อสร้างทางวิศวกรรมสมัยใหม่ในยุคแรกๆ ที่น่าสนใจ ให้มุมมองที่ดีที่สุดของท่าเรืออุตสาหกรรมและทะเลตะวันตก
รถไฟโมโนเรล วอลมี (Wolmi Sea Train) ไม่ใช่แค่ระบบขนส่ง แต่คือประสบการณ์การเดินทางที่ผสมผสานประวัติศาสตร์อันลึกซึ้ง ศิลปะอันยิ่งใหญ่ และความบันเทิงอันมีชีวิตชีวาเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ตั้งแต่เรื่องราวการรบอันดุเดือดของเกาะวอลมี สู่การเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ และการเปลี่ยนโฉมไซโลเก่าให้เป็นงานศิลปะระดับโลก รถไฟสายนี้เชื้อเชิญให้เราได้สำรวจเมืองอินชอนจากมุมมองใหม่ สัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาของเมืองที่เคยเป็นประตูสู่โลกภายนอกของเกาหลีใต้ การมาเยือน Wolmi Sea Train จึงเป็นการผจญภัยที่เต็มไปด้วยความอัศจรรย์ใจ และความซาบซึ้งในเรื่องราวที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความงามของทัศนียภาพอันตระการตา
#iok2utravel #WolmiSeaTrain #รถไฟโมโนเรลวอลมี #อินชอน #เกาหลีใต้ #ท่องเที่ยวเกาหลี #จิตรกรรมฝาผนังที่ใหญ่ที่สุดในโลก #WolmiIsland #เที่ยวอินชอน #ท่าเรืออินชอน #วัฒนธรรมเกาหลี
.
-------------------------
ที่มา
-
รวบรวมข้อมูลและรูป
-------------------------
ดูเพิ่มเติมในเรื่องที่เกี่ยวข้องได้ที่
รวมเรื่องราวการท่องเที่ยว iok2u
-------------------------

ชมอัลปั้มภาพเพิ่มเติมที่
20260414 สวนจายู (Jayu Park) อินชอน เกาหลีใต้
https://photos.app.goo.gl/tJuGyX5WzPW653CM9
-------------------------
