iok2u.com แหล่งรวมข้อมูลข่าวสารเรื่องราวน่าสนใจเพื่อการศึกษาแลกเปลี่ยนและเรียนรู้

Pay It Forward เป้าหมายเล็ก ๆ ในการส่งมอบความดีต่อ ๆ ไป
เว็ปไซต์นี้เกิดจากแรงบันดาลใจในภาพยนต์เรื่อง Pay It Forward ที่เล่าถึงการมีเป้าหมายเล็ก ๆ กำหนดไว้ให้ส่งมอบความดีต่อไปอีก 3 คน หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องตอบแทนกลับมา อยากให้ส่งต่อเพื่อถ่ายทอดต่อไป
ยืนหยัด เข้มแข็ง และกล้าหาญ (Stay Strong & Be Brave)
ขอเป็นกำลังใจให้คนดีทุกคนในการต่อสู้ความอยุติธรรม ในยุคสังคมที่คดโกงยึดถึงประโยชน์ส่วนตนและพวกฟ้องมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม จนหลายคนคิดว่าพวกด้านได้อายอดมักได้ดี แต่หากยึดคำในหลวงสอนไว้ในเรื่องการทำความดีเราจะมีความสุขครับ
มิสเตอร์เรน (Mr. Rain) และมิสเตอร์เชน (Mr. Chain)
Mr. Rain และ Mr. Chain สองพี่น้องในโลกออฟไลน์และออนไลน์ที่จะมาร่วมมือกันสร้างสื่อสารสนเทศ เพื่อเผยแพร่ให้ความรู้ในเรื่องราวต่างๆ มากมายสร้างสังคมในการเรียนรู้ หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องตอบแทนกลับมา

2018 แหล่งคริสเตียนลับในภูมิภาคนางาซากิ (Hidden Christian Sites in the Nagasaki Region)

 

 

ร่องรอยแห่งศรัทธาที่ซ่อนเร้น: การวิเคราะห์เชิงลึกแหล่งมรดกโลก แหล่งคริสตชนลับในภูมิภาคนางาซากิ'

แหล่งคริสตชนลับในภูมิภาคนางาซากิ (Hidden Christian Sites in the Nagasaki Region) ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมโดยองค์การยูเนสโกในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2018 (พ.ศ. 2561) แหล่งมรดกทางวัฒนธรรมแบบต่อเนื่อง (serial property) แห่งนี้ประกอบด้วยองค์ประกอบ 12 ส่วน กระจายตัวอยู่ในสองจังหวัด ได้แก่ จังหวัดนางาซากิและจังหวัดคูมาโมโตะ ครอบคลุมหกเมืองและสองเมืองเล็ก ๆ ในภูมิภาคคิวชูตะวันตกเฉียงเหนือ ประเทศญี่ปุ่น

แหล่งมรดกแห่งนี้เป็นประจักษ์พยานอันโดดเด่นของประวัติศาสตร์ของกลุ่มผู้คนและชุมชนที่ได้ส่งต่อศรัทธาในศาสนาคริสต์อย่างลับ ๆ ตลอดช่วงเวลาที่ศาสนาคริสต์ถูกห้ามในญี่ปุ่น เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อรัฐบาลโชกุนโทกูงาวะ (Tokugawa shogunate) ได้ประกาศห้ามศาสนาคริสต์ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 (ประมาณ พ.ศ. 2143 - 2242) ทำให้กลุ่มคริสตชนที่ซ่อนเร้น หรือที่รู้จักกันในชื่อ Kakure Kirishitans (คาคุเระ คิริชิตัน) ต้องรักษาความเชื่อของตนมานานกว่าสองศตวรรษ จนกระทั่งถึงคริสต์ศตวรรษที่ 19 กลุ่มคนเหล่านี้มักประกอบอาชีพเกษตรกรและชาวประมงธรรมดา บ้างก็ย้ายไปยังพื้นที่ห่างไกล และได้หลอมรวมองค์ประกอบของพุทธศาสนาและศาสนาชินโตเข้ากับการปฏิบัติศาสนกิจของตนเพื่อซ่อนเร้นความเชื่อ ภายหลังการยกเลิกการห้ามศาสนาคริสต์อย่างเป็นทางการใน ค.ศ. 1873 (พ.ศ. 2416) ชุมชนคริสตชนเหล่านี้ได้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ซึ่งเป็นช่วงที่พวกเขาได้ติดต่อกับมิชชันนารีอีกครั้งและสิ้นสุดการซ่อนเร้น

คุณค่าสากลอันโดดเด่น

คุณค่าสากลอันโดดเด่น (Outstanding Universal Value - OUV) ของ "แหล่งคริสตชนลับในภูมิภาคนางาซากิ" ได้รับการยอมรับภายใต้เกณฑ์ที่ (iii) ซึ่งระบุว่าแหล่งมรดกนี้เป็นประจักษ์พยานอันเป็นเอกลักษณ์หรือโดดเด่นอย่างยิ่งต่อประเพณีวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ยังคงมีชีวิตอยู่หรือที่สูญสิ้นไปแล้ว

คุณค่าหลักอยู่ที่การเป็นพยานที่ไม่เหมือนใครต่อประเพณีทางศาสนาที่โดดเด่น ซึ่งได้รับการบ่มเพาะโดยกลุ่ม "คริสตชนที่ซ่อนเร้น" (Kakure Kirishitans) ชุมชนเหล่านี้ได้รักษาศรัทธาในศาสนาคริสต์ของตนไว้อย่างลับ ๆ เป็นเวลากว่าสองศตวรรษ ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ในช่วงที่ศาสนาคริสต์ถูกห้ามอย่างเข้มงวดในญี่ปุ่น แหล่งมรดกนี้ประกอบด้วยองค์ประกอบ 12 ส่วน ซึ่งรวมถึงหมู่บ้านสิบแห่ง ซากปราสาทฮารา (Hara Castle) และอาสนวิหารโออุระ (Oura Cathedral) โดยตั้งอยู่ในพื้นที่หลักของจังหวัดนางาซากิและจังหวัดคูมาโมโตะ บนเกาะคิวชู

แหล่งต่าง ๆ เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงยุคของการห้ามศาสนาคริสต์ การดำรงอยู่ของชุมชนคริสตชนอย่างยืดหยุ่นในพื้นที่ห่างไกล และการฟื้นฟูชุมชนในที่สุดหลังจากคำสั่งห้ามถูกยกเลิกในปี ค.ศ. 1873 (พ.ศ. 2416) กลุ่มคริสตชนที่ซ่อนเร้นได้พัฒนาประเพณีทางศาสนาที่ดูเหมือนเป็นพื้นเมือง ซึ่งแม้จะมีการแสดงออกภายนอกที่ปรับเปลี่ยนไป แต่ก็ยังคงรักษาสาระสำคัญหลักของศาสนาคริสต์ไว้ได้อย่างครบถ้วน

บริบททางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม

ศาสนาคริสต์ถูกนำเข้ามาในญี่ปุ่นและเจริญรุ่งเรืองในช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 16 (ประมาณ พ.ศ. 2043 - 2142) ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 (ประมาณ พ.ศ. 2143 - 2242) อย่างไรก็ตาม นโยบายการห้ามศาสนาของรัฐบาลโชกุนโทกูงาวะในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 ได้นำมาซึ่งการกดขี่ข่มเหงและการปราบปรามที่กินเวลานานกว่าสองศตวรรษ ส่งผลให้ศาสนาคริสต์ที่เคยรุ่งเรืองเริ่มเสื่อมถอยลง

ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์: กลุ่มคริสตชนที่ซ่อนเร้น (Kakure Kirishitans) ได้ปรับตัวและย้ายไปยังพื้นที่ห่างไกล เพื่อรักษาศรัทธาของตนไว้ พวกเขาได้ผสานการปฏิบัติศาสนกิจเข้ากับองค์ประกอบของพุทธศาสนาและศาสนาชินโตอย่างลับ ๆ ตัวอย่างเช่น ที่หมู่บ้านซากิตสึ (Sakitsu Village) ในอามาคุสะ (Amakusa) คริสตชนเริ่มรวมเอาองค์ประกอบทางพุทธศาสนาและชินโตเข้ากับการบูชาในช่วงเวลาที่ถูกห้ามศาสนา

การห้ามศาสนาคริสต์ถูกยกเลิกใน ค.ศ. 1873 (พ.ศ. 2416) นำไปสู่การ "ค้นพบ" กลุ่มคริสตชนที่ซ่อนเร้นเมื่อพวกเขาปรากฏตัวขึ้นเพื่อประกอบพิธีบูชาอย่างเปิดเผย โดยมีอาสนวิหารโออุระ (Oura Cathedral) ในเมืองนางาซากิ ซึ่งเป็นโบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นที่ยังคงตั้งอยู่ เป็นสถานที่สำคัญในการเหตุการณ์ดังกล่าว

บริบททางสถาปัตยกรรม: แหล่งมรดกนี้แสดงถึงความหลากหลายทางสถาปัตยกรรมและภูมิทัศน์ที่เกี่ยวข้องกับการซ่อนเร้นและการฟื้นตัวของศาสนาคริสต์ แม้ว่ารายงานจะไม่ได้ระบุรายละเอียดการวัดทางสถาปัตยกรรมที่เป็นหน่วยเมตริกโดยเฉพาะ แต่โครงสร้างต่าง ๆ ได้แก่:

  • ซากปราสาทฮารา (Remains of Hara Castle) ซึ่งเป็นสถานที่แห่งการต่อต้านและโศกนาฏกรรม

  • หมู่บ้านและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ เช่น หมู่บ้านคาสึกะ (Kasuga Village) ภูเขายาสุมานดาเกะ (Mt. Yasumandake) และเกาะนาคาเอโนชิมะ (Nakaenoshima Island) ในฮิราโดะ (Hirado) ซึ่งสะท้อนถึงการใช้สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเป็นที่หลบซ่อนและประกอบพิธี

  • โบสถ์หลายแห่ง เช่น โบสถ์ซากิตสึ (Sakitsu Church) โบสถ์ชิตสึ (Shitsu Church) โบสถ์โอโนะ (Ono Church) โบสถ์คุโรชิมะ (Kuroshima Church) และโบสถ์เก่าโนคุบิ (Nokubi Church) บนเกาะโนซากิ (Nozaki Island) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการอุทิศตน และอาสนวิหารโออุระ ที่เป็นโบสถ์ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดที่ยังคงตั้งอยู่ในญี่ปุ่น โบสถ์เหล่านี้สร้างขึ้นหลังจากการยกเลิกคำสั่งห้ามศาสนาคริสต์ สะท้อนถึงการฟื้นตัวของชุมชนและเสรีภาพในการแสดงออกทางศาสนาอย่างเปิดเผย

รายงานนี้เน้นย้ำถึงบริบททางวัฒนธรรมและชุมชนมากกว่ารายละเอียดสถาปัตยกรรมที่เป็นการวัดเชิงกายภาพโดยตรง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของศรัทธาผ่านรูปแบบการใช้ชีวิตและการสร้างสรรค์พื้นที่ทางศาสนาที่หลากหลาย

จุดเด่นสำคัญ

องค์ประกอบ 12 ส่วนของ "แหล่งคริสตชนลับในภูมิภาคนางาซากิ" ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก แสดงถึงแง่มุมสำคัญของประวัติศาสตร์คริสตชนลับในญี่ปุ่น:

  1. ซากปราสาทฮารา (Remains of Hara Castle) ในเมืองมินามิชิมาบาระ (Minamishimabara City) จังหวัดนางาซากิ

  2. หมู่บ้านคาสึกะและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในฮิราโดะ (Kasuga Village and Sacred Places in Hirado) ซึ่งรวมถึงหมู่บ้านคาสึกะ (Kasuga Village) ภูเขายาสุมานดาเกะ (Mt. Yasumandake) และเกาะนาคาเอโนชิมะ (Nakaenoshima Island) ในเมืองฮิราโดะ (Hirado City) จังหวัดนางาซากิ

  3. หมู่บ้านซากิตสึในอามาคุสะ (Sakitsu Village in Amakusa) (โบสถ์ซากิตสึ - Sakitsu Church) ในเมืองอามาคุสะ (Amakusa City) จังหวัดคูมาโมโตะ ซึ่งเป็นสถานที่ที่คริสตชนเริ่มผสมผสานองค์ประกอบของพุทธศาสนาและชินโตเข้ากับการบูชาในช่วงที่ถูกห้ามศาสนา

  4. หมู่บ้านชิตสึในโซโตเมะ (Shitsu Village in Sotome) (โบสถ์ชิตสึ - Shitsu Church) ในเมืองนางาซากิ (Nagasaki City) จังหวัดนางาซากิ

  5. หมู่บ้านโอโนะในโซโตเมะ (Ono Village in Sotome) (โบสถ์โอโนะ - Ono Church) ในเมืองนางาซากิ (Nagasaki City) จังหวัดนางาซากิ

  6. หมู่บ้านบนเกาะคุโรชิมะ (Villages on Kuroshima Island) (โบสถ์คุโรชิมะ - Kuroshima Church) ในเมืองซาเซโบะ (Sasebo City) จังหวัดนางาซากิ

  7. ซากหมู่บ้านบนเกาะโนซากิ (Remains of Villages on Nozaki Island) (โบสถ์เก่าโนคุบิ - Nokubi Church) ในหมู่เกาะโกโตะ (Goto Archipelago) เมืองซาเซโบะ (Sasebo City) จังหวัดนางาซากิ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการอุทิศตน

  8. หมู่บ้านบนเกาะคาชิรากาชิมะ (Villages on Kashiragashima Island)

  9. หมู่บ้านบนเกาะฮิซากะ (Villages on Hisaka Island) (โบสถ์เก่าโกริน - Former Gorin Church)

  10. หมู่บ้านเองามิบนเกาะนารุ (Egami Village on Naru Island) (โบสถ์เองามิและบริเวณโดยรอบ - Egami Church and its Surroundings)

  11. อาสนวิหารโออุระ (Oura Cathedral) ในเมืองนางาซากิ (Nagasaki City) ซึ่งเป็นโบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงตั้งอยู่ในญี่ปุ่น และมีบทบาทสำคัญในการ "ค้นพบ" คริสตชนที่ซ่อนเร้น เมื่อกลุ่มคนเหล่านี้ออกมาจากที่ซ่อนเพื่อประกอบพิธีบูชาอย่างเปิดเผย

คู่มือสำหรับผู้เยี่ยมชมและข้อบังคับ

เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงมรดกอย่างยั่งยืน ผู้เยี่ยมชม "แหล่งคริสตชนลับในภูมิภาคนางาซากิ" ควรปฏิบัติตามแนวทางและข้อบังคับที่กำหนดโดยศูนย์ข้อมูลแหล่งคริสตชนลับในภูมิภาคนางาซากิและอามาคุสะ (Hidden Christian Sites in the Nagasaki Region: Nagasaki Churches Information Center)

ข้อควรปฏิบัติ:

  • โบสถ์ที่เกี่ยวข้องกับแหล่งมรดกโลกหลายแห่งขอความร่วมมือจากผู้เข้าชมในการแจ้งล่วงหน้าก่อนเข้าชม (prior notice system) ผู้เยี่ยมชมสามารถตรวจสอบได้ว่าสถานที่ใดบ้างที่ต้องแจ้งล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของศูนย์ข้อมูลฯ

    • สถานที่ที่ ไม่จำเป็นต้องแจ้งล่วงหน้า ได้แก่ ซากปราสาทฮารา (Remains of Hara Castle) และอาสนวิหารโออุระ (Oura Cathedral)

    • สถานที่ที่ จำเป็นต้องแจ้งล่วงหน้า ได้แก่ โบสถ์ซากิตสึ (Sakitsu Church) โบสถ์ชิตสึ (Shitsu Church) โบสถ์โอโนะ (Ono Church) โบสถ์คุโรชิมะ (Kuroshima Church) โบสถ์เก่าโนคุบิ (Nokubi Church) โบสถ์คาชิรากาชิมะ (Kashiragashima Church) โบสถ์เก่าโกริน (Former Gorin Church) และโบสถ์เองามิ (Egami Church)

  • โบสถ์ทุกแห่งถือเป็น "สถานที่สำหรับการอธิษฐาน" (place of a prayer) ผู้เยี่ยมชมจึงควรปฏิบัติตนด้วยความเคารพ สำรวม และรักษามารยาทอันดีงามตลอดเวลาที่อยู่ในพื้นที่ เพื่อให้เกิดความสงบและเป็นส่วนตัวในการเยี่ยมชม

  • การเยี่ยมชมอาจไม่สามารถทำได้ในบางกรณี เช่น ในช่วงที่มีกิจกรรมทางศาสนาของโบสถ์ หรือจำนวนผู้เข้าชมอาจถูกจำกัดในคราวเดียว ขึ้นอยู่กับขนาดของอาคารโบสถ์

แหล่งคริสตชนลับในภูมิภาคนางาซากิ (Hidden Christian Sites in the Nagasaki Region) เป็นเครื่องยืนยันถึงความยืดหยุ่นและพลังแห่งศรัทธาของมนุษย์ เป็นการสะท้อนถึงประเพณีทางวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ที่เกิดขึ้นภายใต้สภาพแวดล้อมของการกดขี่อย่างรุนแรง แหล่งมรดกโลกแห่งนี้ไม่เพียงแต่บอกเล่าเรื่องราวของชุมชนที่พยายามรักษาความเชื่อทางศาสนาของตนอย่างลับ ๆ ตลอดสองศตวรรษที่ผ่านมา แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการฟื้นตัวและความหวังหลังจากการยกเลิกคำสั่งห้ามทางศาสนา คุณค่าของสถานที่เหล่านี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ความสำคัญทางประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงบทเรียนที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับการอดทน การปรับตัว และเสรีภาพในการแสดงออกทางศาสนา ซึ่งเป็นมรดกอันล้ำค่าสำหรับมวลมนุษยชาติ

.

------------------------

ขอต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์
www.iok2u.com
แหล่งข้อมูลสารสนเทศเพื่อคุณ

เว็บไซต์ www.iok2u.com นี้เกิดมาจาก แรงบันดาลใจในภาพยนต์เรื่อง Pay It Forward โดยมีเป้าหมายเล็ก ๆ ที่กำหนดไว้ว่า ทุกครั้งที่เข้าเรียนสัมมนาหรืออบรมในแต่ละครั้ง จะนำความรู้มาจัดทำเป็นบทความอย่างน้อย 3 เรื่อง เพื่อมาลงในเว็บนี้
ความตั้งใจที่จะถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับมาทำการถ่ายทอดต่อไป และหวังว่าจะมีคนมาอ่านแล้วเห็นว่ามีประโยชน์นำเอาไปใช้ได้ หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลย โดยอาจไม่ต้องอ้างอิงที่มาหรือมาตอบแทนผู้จัด แต่ขอให้ส่งต่อหากคิดว่ามันดีหรือมีประโยชน์ เพื่อถ่ายทอดความรู้และสิ่งดี ๆ ต่อไปข้างหน้าต่อไป Pay It Forward