แหล่งมรดกโลก เอเชียตะวันออก เกาหลีใต้ 1995 ถ้ำซ็อกกูรัมและวัดพุลกุกซา

มรดกโลกถ้ำซอกกูรัมและวัดพุลกุกซา: สถาปัตยกรรมพุทธศิลป์แห่งอาณาจักรชิลลา จากคยองจู สู่คุณค่าสากลแห่งภูมิปัญญา
ถ้ำซอกกูรัม (Seokguram Grotto) และวัดพุลกุกซา (Bulguksa Temple) เป็นหมู่อาคารทางศาสนาที่มีความสำคัญยิ่ง ตั้งอยู่บนเนินเขาโทฮัม (Mount Toham) ในเมืองคยองจู (Gyeongju) สาธารณรัฐเกาหลี (South Korea) ซึ่งเคยเป็นราชธานีโบราณของอาณาจักรชิลลา (Silla Dynasty) ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 8 (พุทธศตวรรษที่ 13-14) สถานที่ทั้งสองแห่งนี้ได้รับการจารึกให้เป็นแหล่งมรดกโลกขององค์การยูเนสโก (UNESCO World Heritage Site) ในปีคริสต์ศักราช 1995 (พ.ศ. 2538) ด้วยคุณค่าโดดเด่นในฐานะสุดยอดแห่งพุทธศิลป์และสถาปัตยกรรมที่สะท้อนถึงยุคทองของศาสนาพุทธในอาณาจักรชิลลา ถ้ำซอกกูรัมได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติแห่งชาติ (National Treasure) และวัดพุลกุกซาเป็นโบราณสถาน (Historic Site) ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรม โดยทั้งสองแห่งตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติคยองจู (Gyeongju National Park)
การอธิบายคุณค่าสากลอันโดดเด่น (Outstanding Universal Value)
ถ้ำซอกกูรัมและวัดพุลกุกซาได้รับการยอมรับว่ามีคุณค่าสากลอันโดดเด่น (Outstanding Universal Value) ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญในระดับโลกที่ก้าวข้ามขอบเขตของชาติและมีความสำคัญร่วมกันต่อมวลมนุษยชาติ คุณค่านี้ถูกประเมินภายใต้เกณฑ์การคัดเลือกสองข้อหลัก ได้แก่:
-
เกณฑ์ (i): เป็นผลงานชิ้นเอกที่แสดงถึงอัจฉริยภาพในการสร้างสรรค์ของมนุษย์ (To represent a masterpiece of human creative genius.) ถ้ำซอกกูรัมถือเป็นผลงานชิ้นเอกของพุทธศิลป์ในเอเชียตะวันออก โดยเป็นถ้ำหินแกรนิตเทียม (artificial granite grotto) ที่สร้างขึ้นอย่างประณีต ประกอบด้วยห้องโถงด้านหน้า (antechamber) ทางเดิน (corridor) และห้องโถงกลมหลัก (main rotunda) ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ประธานปางมารวิชัย (bhumisparsha mudra) ที่หันพระพักตร์ออกสู่ทะเลตะวันออก รายล้อมด้วยประติมากรรมหินแกะสลักนูนสูงและนูนต่ำจากหินแกรนิตสีขาวอย่างละเอียดอ่อน แสดงถึงพระโพธิสัตว์ (Bodhisattvas) อัครสาวก 10 (Ten Disciples) เทพผู้พิทักษ์ 8 (Eight Divine Guardians) เทวะ 2 (two Devas) และทวารบาล 2 (two Vajrapanis) ความชาญฉลาดทางสถาปัตยกรรมของถ้ำนี้ปรากฏในการใช้หินแกรนิตหลายร้อยก้อนประกอบกันโดยไม่ใช้ปูนก่อ (without mortar) แต่ยึดด้วยหมุดหิน (stone rivets) พร้อมระบบระบายอากาศตามธรรมชาติ (natural ventilation) ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความเป็นอัจฉริยะทางศิลปะและการก่อสร้าง
-
เกณฑ์ (iv): เป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของประเภทอาคาร สถาปัตยกรรม หรือกลุ่มเทคโนโลยี หรือภูมิทัศน์ที่แสดงถึงขั้นตอนสำคัญในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ (To be an outstanding example of a type of building, architectural or technological ensemble or landscape which illustrates (a) significant stage(s) in human history.) ถ้ำซอกกูรัมที่มีถ้ำเทียมและประติมากรรมหิน ร่วมกับวัดพุลกุกซาที่มีสถาปัตยกรรมไม้และลานหิน เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของสถาปัตยกรรมศาสนาพุทธที่เจริญรุ่งเรืองในคยองจู ราชธานีของอาณาจักรชิลลา ในคริสต์ศตวรรษที่ 8 (พุทธศตวรรษที่ 13-14) หมู่อาคารแห่งนี้เป็นเครื่องแสดงออกทางวัตถุของความเชื่อในพระพุทธศาสนา วัดพุลกุกซาที่สร้างขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันกับถ้ำซอกกูรัม สะท้อนแนวคิดเรื่องพุทธเกษตร (Pure Land) ในยุคชิลลา ซึ่งเป็นอุดมคติของพุทธศาสนาบนโลกผ่านการจัดวางผังและองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม สถานที่ทั้งสองแห่งมีความเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออกทั้งทางกายภาพ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม ซึ่งแสดงถึงขั้นตอนสำคัญในการพัฒนาศิลปะและสถาปัตยกรรมพุทธในภูมิภาคนี้
บริบททางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม
การก่อสร้างถ้ำซอกกูรัมและวัดพุลกุกซาเป็นโครงการอันยิ่งใหญ่ในรัชสมัยของอาณาจักรชิลลา โดยข้อมูลทางประวัติศาสตร์ระบุว่า การก่อสร้างริเริ่มและควบคุมโดยคิม แท-ซอง (Kim Dae-seong) อัครมหาเสนาบดี (Prime Minister) ผู้ทรงอิทธิพลในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 8 (พุทธศตวรรษที่ 13-14) เรื่องเล่าขาน (legend) ระบุว่าท่านได้สร้างวัดพุลกุกซาเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บิดามารดาในภพปัจจุบัน และถ้ำซอกกูรัมสำหรับบิดามารดาในภพชาติก่อนหน้า ซึ่งแสดงถึงความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาและแนวคิดเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด
การก่อสร้างถ้ำซอกกูรัม (Seokguram Grotto) เริ่มขึ้นประมาณปีคริสต์ศักราช 751 (พ.ศ. 1294) และสำเร็จลงในปีคริสต์ศักราช 774 (พ.ศ. 1317) เดิมมีชื่อว่า ซอกบุลซา (Seokbulsa) ซึ่งหมายถึง "วัดพระพุทธรูปหิน" โครงสร้างถ้ำเป็นถ้ำเทียมที่สร้างจากหินแกรนิต โดยวิศวกรและช่างฝีมือในยุคนั้นได้แสดงความสามารถอันน่าทึ่งในการนำหินแกรนิตนับร้อยก้อนมาประกอบกันโดยปราศจากการใช้ปูนก่อ ยึดด้วยหมุดหินอย่างมั่นคง พร้อมทั้งออกแบบระบบระบายอากาศตามธรรมชาติเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมภายในถ้ำและป้องกันความเสียหายต่อประติมากรรม
วัดพุลกุกซา (Bulguksa Temple) ก็สร้างเสร็จสมบูรณ์ในปีคริสต์ศักราช 774 (พ.ศ. 1317) เช่นกัน วัดนี้ถูกออกแบบให้เป็นภาพสะท้อนของพุทธเกษตรหรือดินแดนสุขาวดีบนโลกมนุษย์ โดยมีผังและองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่ซับซ้อน ประกอบด้วยอาคาร หอ เจดีย์ และโครงสร้างต่าง ๆ ที่สำคัญมากมาย เช่น แทอุงจอน (Daeungjeon) ซึ่งเป็นวิหารหลัก และคึกนักจอน (Geugnakjeon) ซึ่งเป็นวิหารแห่งความสุขสูงสุด สถาปัตยกรรมของวัดพุลกุกซาแสดงถึงการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมไม้บนฐานหินอย่างงดงาม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของยุคชิลลา
จุดเด่นสำคัญ (Key Highlights)
-
ถ้ำซอกกูรัม (Seokguram Grotto): ถ้ำแห่งนี้เป็นที่รู้จักจากพระพุทธรูปองค์ประธานขนาดใหญ่ปางมารวิชัย (bhumisparsha mudra) ที่แกะสลักจากหินแกรนิตสีขาวบริสุทธิ์ ประดิษฐานอยู่ ณ ใจกลางห้องโถงกลมหลัก รายล้อมด้วยประติมากรรมนูนสูงนูนต่ำอันประณีตของเทพเจ้า พระโพธิสัตว์ และอัครสาวก แสดงถึงความสมบูรณ์แบบทางพุทธศิลป์และเทคนิคการแกะสลักหินของอาณาจักรชิลลา การออกแบบถ้ำที่ชาญฉลาดในการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นด้วยระบบระบายอากาศตามธรรมชาติเป็นสิ่งที่น่าทึ่งอย่างยิ่ง
-
วัดพุลกุกซา (Bulguksa Temple): วัดแห่งนี้เป็นตัวอย่างอันยอดเยี่ยมของสถาปัตยกรรมวัดพุทธในเกาหลี ซึ่งสะท้อนถึงอุดมคติทางศาสนาและการจัดภูมิทัศน์อย่างลงตัวภายในภูเขาโทฮัมซาน อาคารสำคัญได้แก่ แทอุงจอน (Daeungjeon) ซึ่งเป็นวิหารพระประธาน และ คึกนักจอน (Geugnakjeon) ซึ่งเป็นวิหารแห่งความสุขสูงสุด นอกจากนี้ยังมีเจดีย์หินสององค์คือ ทาโบทับ (Dabotap) และ ซอกกาทับ (Seokgatap) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง
-
ความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรม: การสร้างถ้ำซอกกูรัมและวัดพุลกุกซาโดยอัครมหาเสนาบดีคิม แท-ซอง (Kim Dae-seong) เพื่ออุทิศให้แก่บิดามารดาในภพชาติต่างกันนั้น แสดงให้เห็นถึงความลึกซึ้งของความเชื่อในพระพุทธศาสนาเรื่องกรรมและปณิธานในการบำเพ็ญบุญในยุคสมัยนั้น ความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมนี้ทำให้สถานที่ทั้งสองแห่งเป็นมากกว่าเพียงหมู่อาคารทางศาสนา แต่เป็นศูนย์รวมจิตวิญญาณและศิลปะแห่งอาณาจักรชิลลา
คู่มือผู้เยี่ยมชมและข้อกำหนด (Visitor Guide and Regulations)
การเยี่ยมชมถ้ำซอกกูรัมและวัดพุลกุกซา ซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลกของยูเนสโกในคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี จำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดเฉพาะเพื่อรักษาความสำคัญทางจิตวิญญาณและโครงสร้างที่ละเอียดอ่อนของสถานที่
ข้อกำหนดทั่วไปสำหรับผู้เยี่ยมชมถ้ำซอกกูรัมและวัดพุลกุกซา:
-
การปฏิบัติตนด้วยความเคารพ: สถานที่ทั้งสองแห่งมีความสำคัญทางศาสนาและวัฒนธรรม ผู้เยี่ยมชมควรอยู่ในความสงบและสำรวมตลอดการเยี่ยมชม
-
การแต่งกาย: แม้จะไม่มีข้อกำหนดการแต่งกายที่เข้มงวด แต่แนะนำให้แต่งกายสุภาพ หลีกเลี่ยงเสื้อผ้าที่เปิดเผย ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่ปกปิดหัวไหล่และเข่า
-
รองเท้า: แนะนำให้สวมรองเท้าที่เดินสบาย เนื่องจากมีการเดินค่อนข้างมากและบางพื้นผิวอาจไม่เรียบ โดยเฉพาะที่วัดพุลกุกซา และทางเดินไปถ้ำซอกกูรัมที่อาจชันและลื่น
-
ค่าเข้าชม: สถานที่ทั้งสองแห่งมีค่าเข้าชมซึ่งอาจแตกต่างกันไป อาจมีส่วนลดสำหรับเด็ก นักเรียน และผู้สูงอายุ ควรตรวจสอบโครงสร้างค่าธรรมเนียมล่าสุดก่อนเยี่ยมชม (หมายเหตุ: ข้อมูลเมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2023 (พ.ศ. 2566) ระบุว่าวัดพุลกุกซาเข้าชมฟรี แต่ยังมีค่าจอดรถ ควรยืนยันข้อมูลค่าเข้าชมปัจจุบันอีกครั้ง)
-
เวลาทำการ: โดยทั่วไปเวลาทำการจะตั้งแต่เช้าตรู่ถึงเย็น แต่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามฤดูกาลหรือกิจกรรมพิเศษ ผู้เยี่ยมชมควรตรวจสอบเว็บไซต์ทางการหรือติดต่อสถานที่โดยตรงสำหรับข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันที่สุด
ข้อกำหนดเฉพาะสำหรับถ้ำซอกกูรัม:
-
การชมภายใน: การเข้าชมภายในถ้ำซอกกูรัม ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ประธานและประติมากรรมที่ละเอียดอ่อน สามารถทำได้ผ่านผนังกระจกป้องกันเท่านั้น เพื่อให้มั่นใจในการอนุรักษ์
-
การถ่ายภาพ: โดยทั่วไปไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพภายในถ้ำ เพื่อป้องกันความเสียหายจากแสงต่อโครงสร้างที่ละเอียดอ่อน
-
เส้นทางสู่ถ้ำ: เส้นทางสู่ถ้ำซอกกูรัมอาจมีความชันและลื่น โดยเฉพาะในสภาพอากาศเปียกชื้น ดังนั้นการสวมรองเท้าที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญ
ข้อกำหนดเฉพาะสำหรับวัดพุลกุกซา:
-
การถ่ายภาพ: โดยทั่วไปอนุญาตให้ถ่ายภาพในพื้นที่กลางแจ้ง อย่างไรก็ตาม บางพื้นที่ภายในอาคารหรือห้องโถงเฉพาะอาจจำกัดการถ่ายภาพเพื่อปกป้องวัตถุศักดิ์สิทธิ์และรักษาสถานที่สักการะ ควรสังเกตป้ายประกาศข้อจำกัดหรือสอบถามเจ้าหน้าที่หากไม่แน่ใจ
-
การเข้าสู่อาคาร: ผู้เยี่ยมชมควรถอดรองเท้าก่อนเข้าสู่อาคารของวัด
ถ้ำซอกกูรัมและวัดพุลกุกซามักถูกเยี่ยมชมพร้อมกันเนื่องจากตั้งอยู่ใกล้กัน มีเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างสองสถานที่ใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมง หรือสามารถเดินทางโดยรถประจำทางหรือรถแท็กซี่ได้
ถ้ำซอกกูรัมและวัดพุลกุกซา เป็นหมู่อาคารทางศาสนาที่สำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งยืนหยัดเป็นประจักษ์พยานแห่งความรุ่งเรืองของพุทธศาสนา ศิลปะ และสถาปัตยกรรมในอาณาจักรชิลลา การออกแบบอันเป็นเลิศ เทคนิคการก่อสร้างอันชาญฉลาด และประติมากรรมอันประณีต ได้มอบคุณค่าสากลอันโดดเด่นแก่แหล่งมรดกโลกแห่งนี้ ทำให้เป็นสถานที่ที่มิใช่เพียงดึงดูดนักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม แต่ยังเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ที่สำคัญซึ่งสะท้อนถึงอัจฉริยภาพของมนุษย์และความเชื่อทางศาสนาที่หล่อหลอมอารยธรรมเกาหลีให้คงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน
.
-------------------------
ที่มา
- https://whc.unesco.org/en/list
- http://www.globalgeopark.org
- https://www.unesco.org/en/mab/wnbr/
รวบรวมรูปภาพ
-------------------------
------------------------

