Mountain101-24 เขตมุดตัวกับกำเนิดเทือกเขาภูเขาไฟ
(Subduction Zones & Volcanic Mountain Chains)
เขตมุดตัวกับกำเนิดเทือกเขาภูเขาไฟ (Subduction Zones & Volcanic Mountain Chains) ทำไม Andes, Japan, Indonesia และ Pacific Ring of Fire จึงเต็มไปด้วยภูเขาไฟและแผ่นดินไหว?
หาก Continental Collision ในบทที่ผ่านมาอธิบายว่า “ทวีปชนทวีปแล้วเกิดเทือกเขาได้อย่างไร” บทนี้เราจะไปดู Convergent Boundary อีกรูปแบบหนึ่งที่มีพลังและซับซ้อนไม่แพ้กัน นั่นคือ Subduction Zone หรือเขตมุดตัว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่แผ่นเปลือกโลกแผ่นหนึ่งจมลงใต้แผ่นอีกแผ่นเข้าสู่แมนเทิล กระบวนการนี้เป็นต้นกำเนิดของร่องลึกมหาสมุทร แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ แนวภูเขาไฟ และเทือกเขาภูเขาไฟที่ทอดยาวหลายพันกิโลเมตร
พื้นที่อย่าง Andes, Japan, Indonesia, Philippines, Aleutian Islands และแนวชายฝั่งตะวันตกของทวีปอเมริกา ล้วนได้รับอิทธิพลจากระบบ Subduction ในรูปแบบต่าง ๆ และเมื่อเชื่อมพื้นที่เหล่านี้เข้าด้วยกัน เราจะได้แนวที่รู้จักกันดีในชื่อ Pacific Ring of Fire – วงแหวนแห่งไฟ
สิ่งสำคัญคือ ภูเขาไฟในเขตมุดตัวไม่ได้เกิดเพราะ “แผ่นเปลือกโลกละลายตรง ๆ” แบบง่าย ๆ แต่เกี่ยวข้องกับกระบวนการที่น้ำและสารระเหยจากแผ่นที่มุดลงไป ไปเปลี่ยนสภาวะของหินใน mantle wedge ด้านบน ทำให้เกิดการหลอมละลายบางส่วนและสร้างแมกมาที่ลอยตัวขึ้นสู่เปลือกโลก
Mountain101-24 จะพาเราไล่ตามลำดับตั้งแต่ Trench → Subduction → Earthquake → Fluid Release → Partial Melting → Magma → Volcano → Mountain Chain เพื่อให้เห็นว่าภูเขาไฟและแผ่นดินไหวในเขตมุดตัวเป็นส่วนหนึ่งของระบบเดียวกัน
Subduction Zone คืออะไร?
Subduction Zone คือบริเวณที่แผ่น lithosphere แผ่นหนึ่งมุดลงใต้แผ่นอีกแผ่นบริเวณขอบแผ่นแบบมาบรรจบกัน
โดยทั่วไป แผ่นที่มุดลงมักเป็น Oceanic Lithosphere เพราะมีความหนาแน่นมากกว่าและเมื่อมีอายุมากขึ้นจะเย็นและหนาแน่นขึ้น
เมื่อแผ่นนี้มุดลงใต้แผ่นอีกแผ่น เราจะพบองค์ประกอบสำคัญหลายอย่าง เช่น
-
Ocean Trench
-
Accretionary Prism
-
Forearc
-
Volcanic Arc
-
Earthquake Zone
-
Mantle Wedge
-
Back-arc Basin ในบางระบบ
ดังนั้น Subduction Zone ไม่ได้เป็นเพียง “เส้น” บนแผนที่ แต่เป็นระบบธรณีแปรสัณฐานกว้างหลายร้อยกิโลเมตร
ทำไมจึงเกิดร่องลึกมหาสมุทร?
ตรงบริเวณที่แผ่นมหาสมุทรเริ่มโค้งและมุดลง จะเกิดแอ่งลึกยาวตามแนวขอบแผ่น เรียกว่า Ocean Trench
ตัวอย่างเช่น
-
Mariana Trench
-
Japan Trench
-
Peru–Chile Trench
-
Sunda Trench
-
Tonga Trench
ร่องลึกเหล่านี้เป็นหนึ่งในภูมิประเทศที่ลึกที่สุดของโลก และเป็นหลักฐานชัดเจนว่าพื้นมหาสมุทรกำลังถูกนำกลับเข้าสู่ภายในโลก
แผ่นที่มุดลง “จมหาย” ไปไหน?
แผ่นมหาสมุทรที่มุดลงไม่ได้หายไปทันที แต่ค่อย ๆ เคลื่อนลึกลงไปในแมนเทิล
ระหว่างทาง แผ่นจะร้อนขึ้นและเกิดการเปลี่ยนแปลงทางแร่และโครงสร้าง
หินและตะกอนบนแผ่นมหาสมุทรมีน้ำและสารระเหยอยู่ในแร่บางชนิด เมื่อความดันและอุณหภูมิเปลี่ยน สารเหล่านี้จะถูกปล่อยออกมา
สิ่งนี้สำคัญมาก เพราะน้ำที่ปล่อยออกจะเคลื่อนขึ้นไปยัง Mantle Wedge ที่อยู่เหนือแผ่นมุดตัว
และตรงนี้เองคือจุดเริ่มต้นของการสร้างแมกมาในเขตมุดตัว
ทำไม “น้ำ” จึงช่วยสร้างภูเขาไฟ?
หินใน mantle wedge ไม่จำเป็นต้องร้อนขึ้นจนหลอมเพียงเพราะอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างเดียว
น้ำและสารระเหยจากแผ่นมุดตัวสามารถช่วยลดอุณหภูมิที่หินเริ่มหลอมละลาย
กระบวนการนี้เรียกว่า Flux Melting
เมื่อ mantle wedge หลอมละลายบางส่วน จะเกิดแมกมา
แมกมามีความหนาแน่นต่ำกว่าหินรอบข้าง จึงมีแนวโน้มเคลื่อนขึ้นสู่เปลือกโลก
ภาพรวมคือ
Subduction → Dehydration → Fluid Release → Mantle Melting → Magma Generation
นี่คือเหตุผลสำคัญที่แนวภูเขาไฟมักเกิดอยู่ห่างจากร่องลึกเข้าไปทางด้านแผ่นบน ไม่ได้อยู่ตรงขอบร่องลึกพอดี
Magma เดินทางขึ้นมาอย่างไร?
เมื่อแมกมาก่อตัว มันจะเคลื่อนขึ้นผ่านรอยแตกและเขตอ่อนในเปลือกโลก
บางส่วนอาจหยุดและเย็นตัวใต้ดิน กลายเป็นหินอัคนีแทรกซอน เช่น
-
Granite
-
Diorite
-
Granodiorite
บางส่วนเดินทางถึงพื้นผิวและปะทุเป็นลาวา เถ้า และเศษภูเขาไฟ
ดังนั้น แนวภูเขาไฟขนาดใหญ่จึงประกอบด้วยทั้งสิ่งที่เห็นบนผิวโลกและมวลหินอัคนีขนาดมหาศาลที่ซ่อนอยู่ใต้พื้น
Volcanic Arc คืออะไร?
ภูเขาไฟในเขตมุดตัวมักเรียงตัวเป็นแนวโค้งหรือแนวยาว เรียกว่า Volcanic Arc
มีสองรูปแบบหลัก
Continental Volcanic Arc
เกิดเมื่อแผ่นมหาสมุทรมุดลงใต้แผ่นทวีป
ตัวอย่างสำคัญคือ
Andes
Island Arc
เกิดเมื่อแผ่นมหาสมุทรมุดลงใต้แผ่นมหาสมุทรอีกแผ่นหนึ่ง
ตัวอย่างเช่น
-
Japan
-
Aleutian Islands
-
Mariana Islands
-
Tonga
-
หลายส่วนของ Indonesia
ทั้งสองแบบใช้หลักการ Subduction คล้ายกัน แต่ภูมิประเทศและองค์ประกอบเปลือกโลกที่ได้แตกต่างกัน
Andes : ตัวอย่าง Continental Volcanic Arc ระดับโลก
เทือกเขา Andes ทอดยาวตามชายฝั่งตะวันตกของอเมริกาใต้หลายพันกิโลเมตร
ระบบหลักเกิดจากแผ่น Nazca Plate มุดลงใต้ South American Plate
ผลที่เกิดคือ
-
Peru–Chile Trench
-
Earthquake Zone
-
Crustal Shortening
-
Volcanic Arc
-
Mountain Uplift
ดังนั้น Andes ไม่ได้เกิดจากภูเขาไฟเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลรวมของ
Subduction + Compression + Crustal Deformation + Magmatism + Uplift
จึงเป็นทั้งแนวภูเขาไฟและเทือกเขาขนาดมหึมาในระบบเดียวกัน
Andes ต่างจาก Himalaya อย่างไร?
สองแห่งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของ Convergent Boundary สองชนิด
Himalaya
Continental Collision
ทวีปชนทวีป
เปลือกหนาตัว
เกิด Fold-Thrust Belt
ภูเขาสูงมาก
ภูเขาไฟแนวปัจจุบันไม่เด่นแบบ Subduction Arc
Andes
Ocean–Continent Subduction
แผ่นมหาสมุทรมุดใต้ทวีป
เกิด Trench
เกิด Earthquake
เกิด Magma
เกิด Volcanic Arc
ดังนั้นแม้ทั้งสองสร้างภูเขาใหญ่ แต่กลไกไม่เหมือนกัน
Japan : Island Arc ที่เกิดจากระบบ Subduction ซับซ้อน
ญี่ปุ่นตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีแผ่นเปลือกโลกหลายแผ่นเกี่ยวข้อง ทำให้ระบบเทคโทนิกมีความซับซ้อนมาก
บริเวณรอบญี่ปุ่นมีทั้ง
-
Pacific Plate
-
Philippine Sea Plate
-
แผ่นด้านเอเชียตะวันออกและแผ่นย่อยหลายหน่วย
ระบบ Subduction หลายแนวทำให้ญี่ปุ่นมี
-
ภูเขาไฟจำนวนมาก
-
แผ่นดินไหวบ่อย
-
น้ำพุร้อน
-
แนวภูเขาสูง
-
ร่องลึกมหาสมุทร
ภูเขาไฟอย่าง Mount Fuji จึงไม่ใช่เพียงสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบ Plate Tectonics ขนาดใหญ่ที่ยังมีพลังอยู่
Indonesia : เมื่อหลายแผ่นมาบรรจบกัน
Indonesia เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ซับซ้อนที่สุดทางเทคโทนิกของโลก
ส่วนสำคัญของระบบเกิดจากการมุดตัวของ Indo-Australian Plate ใต้บริเวณ Eurasian/Sunda Plate และยังมีการปฏิสัมพันธ์กับหน่วยเปลือกโลกอื่นในทางตะวันออก
ผลคือแนวภูเขาไฟยาวผ่าน
-
Sumatra
-
Java
-
Bali
-
Lesser Sunda Islands
ภูเขาไฟชื่อดัง เช่น
-
Merapi
-
Bromo
-
Semeru
-
Krakatau
-
Tambora
ล้วนสัมพันธ์กับระบบ Subduction
Indonesia จึงเป็นตัวอย่างชัดเจนว่าความงามของภูเขาไฟและภัยธรรมชาติสามารถเกิดจากกระบวนการเดียวกัน
ทำไมภูเขาไฟเขตมุดตัวมักระเบิดรุนแรง?
แมกมาในเขตมุดตัวมักผ่านกระบวนการวิวัฒน์ทางเคมีภายในเปลือกโลก เช่น
-
Fractional Crystallization
-
Crustal Assimilation
-
Magma Mixing
แมกมาหลายชนิดจึงมีซิลิกาค่อนข้างสูงและมีความหนืดมากกว่าลาวาบะซอลต์จาก hotspot หรือ mid-ocean ridge ในหลายกรณี
เมื่อแมกมาหนืด ก๊าซออกได้ยาก
จึงเกิดการสะสมความดัน
ผลคือภูเขาไฟแบบ Stratovolcano ในเขตมุดตัวจำนวนมากสามารถปะทุแบบระเบิดรุนแรง
Stratovolcano : รูปทรงคลาสสิกของภูเขาไฟเขตมุดตัว
ภูเขาไฟจำนวนมากใน Subduction Zone เป็น Stratovolcano หรือ Composite Volcano
ลักษณะคือ
-
ทรงกรวยค่อนข้างสูง
-
ความลาดชันชัด
-
เกิดจากชั้นลาวาและวัสดุภูเขาไฟสลับกัน
-
มีประวัติการปะทุหลายครั้ง
ตัวอย่างเช่น
-
Mount Fuji
-
Mayon
-
Merapi
-
Mount St. Helens
-
Cotopaxi
รูปทรงที่สวยงามจึงเป็นผลจากการก่อสร้างซ้ำหลายระยะของภูเขาไฟ
ภูเขาไฟไม่ใช่เพียงลาวา
ภัยจากภูเขาไฟในเขตมุดตัวมีหลายรูปแบบ
Pyroclastic Flow
ก๊าซร้อน เถ้า และเศษหินไหลลงภูเขาด้วยความเร็วสูง
Ash Fall
เถ้าภูเขาไฟสามารถกระจายไกลหลายร้อยกิโลเมตร
Lahar
โคลนภูเขาไฟที่ไหลตามหุบเขา
Volcanic Gas
เช่น SO₂ และ CO₂
Lava Flow
ลาวาไหลทำลายพื้นที่ตามเส้นทาง
ดังนั้นการประเมินภัยภูเขาไฟต้องดูหลายกระบวนการพร้อมกัน
Subduction Zone กับแผ่นดินไหวสัมพันธ์กันอย่างไร?
บริเวณรอยต่อแผ่นที่แผ่นหนึ่งมุดลงใต้อีกแผ่นหนึ่งสามารถเกิดการล็อกตัวและสะสมความเค้นได้
เมื่อรอยต่อหลุดและเคลื่อนตัวอย่างฉับพลัน จะเกิด Megathrust Earthquake
แผ่นดินไหวประเภทนี้เป็นหนึ่งในแผ่นดินไหวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดบนโลก
ตัวอย่างเหตุการณ์สำคัญเกิดใน
-
Chile
-
Alaska
-
Japan
-
Sumatra
ดังนั้น Subduction Zone จึงเป็นทั้งพื้นที่กำเนิดภูเขาไฟและแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในเวลาเดียวกัน
Wadati–Benioff Zone : แผ่นดินไหวที่ลึกลงตามแผ่นมุดตัว
หากนำจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวมาวาดเป็นภาพตัดขวาง เราจะเห็นแนวแผ่นดินไหวเอียงลงไปตามแผ่นที่มุดลง
แนวนี้เรียกว่า Wadati–Benioff Zone
แผ่นดินไหวจึงสามารถเกิดได้ตั้งแต่ตื้นใกล้ร่องลึก ไปจนถึงระดับลึกหลายร้อยกิโลเมตรในบางระบบ
นี่เป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยให้นักธรณีฟิสิกส์มองเห็น geometry ของแผ่นที่กำลังมุดอยู่ใต้โลก
ทำไม Subduction Earthquake จึงสร้าง Tsunami ได้?
หากแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ทำให้พื้นทะเลยกหรือลดระดับอย่างฉับพลัน มวลน้ำเหนือพื้นทะเลจะถูกแทนที่
พลังงานจึงถูกส่งออกเป็นคลื่นยาวในมหาสมุทร
เกิดเป็น Tsunami
Tsunami สามารถเดินทางข้ามมหาสมุทรและสร้างผลกระทบไกลจากจุดเกิดแผ่นดินไหว
ดังนั้นลำดับเหตุการณ์อาจเป็น
Subduction → Megathrust Earthquake → Seafloor Displacement → Tsunami
Pacific Ring of Fire คืออะไรในมุม Subduction?
วงแหวนแห่งไฟไม่ได้เป็นรอยแตกเดียวที่ล้อม Pacific Plate
แต่เป็นระบบขอบแผ่นหลายชนิด โดยเฉพาะแนว Subduction จำนวนมากรอบมหาสมุทรแปซิฟิก
จึงมีทั้ง
-
Trench
-
Island Arc
-
Continental Volcanic Arc
-
Earthquake Zone
กระจายตั้งแต่ Andes ขึ้นไปถึง Central America, North America, Alaska, Aleutians, Kamchatka, Japan, Philippines, Indonesia และ Southwest Pacific
ดังนั้น “Ring of Fire” คือภาพรวมของเครือข่ายเขตมุดตัวที่กว้างใหญ่ระดับโลก
ทำไมบาง Subduction Zone ไม่มีภูเขาไฟชัดเจน?
ไม่ใช่ทุกเขตมุดตัวจะมีภูเขาไฟรูปแบบเดียวกันหรือมีความหนาแน่นเท่ากัน
ปัจจัยที่มีผล ได้แก่
-
มุมมุดตัวของแผ่น
-
อัตราการเคลื่อนที่
-
อายุของ oceanic plate
-
ปริมาณน้ำและสารระเหย
-
ความหนาของเปลือกโลกด้านบน
-
โครงสร้างเทคโทนิก
-
องค์ประกอบหิน
บางบริเวณที่แผ่นมุดตัวค่อนข้างแบน เรียกว่า Flat-Slab Subduction อาจทำให้แนวภูเขาไฟลดลงหรือหายไปในบางช่วง
ดังนั้นการมี Subduction ไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีภูเขาไฟวางตัวแบบง่าย ๆ ทุกแห่ง
Back-arc Basin คืออะไร?
ในระบบ Island Arc บางแห่ง บริเวณด้านหลังแนวภูเขาไฟอาจเกิดการยืดตัวและแยกออก
เรียกว่า Back-arc Extension
หากรุนแรงพออาจเกิดแอ่งหรือพื้นมหาสมุทรใหม่ เรียกว่า Back-arc Basin
นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งว่าระบบ Convergent Boundary สามารถมีทั้ง
Compression และ Extension
เกิดอยู่ในบริเวณใกล้กันได้
Plate Tectonics จึงซับซ้อนกว่าการจำว่า “ชน = บีบ” เพียงอย่างเดียว
Accretionary Prism : ตะกอนที่ไม่ยอมมุดตามลงไป
เมื่อตะกอนบนพื้นมหาสมุทรเคลื่อนเข้าสู่ Trench ตะกอนบางส่วนอาจถูกขูดออกจากแผ่นที่กำลังมุดและสะสมพอกอยู่ด้านหน้าแผ่นบน
เรียกว่า Accretionary Prism หรือ Accretionary Wedge
ภายในมักมี
-
Fold
-
Thrust Fault
-
Deformed Sediment
ระบบนี้เป็นอีกส่วนหนึ่งของการสร้างเปลือกโลกและภูมิประเทศบริเวณเขตมุดตัว
Forearc อยู่ตรงไหน?
พื้นที่ระหว่าง Trench กับ Volcanic Arc เรียกว่า Forearc
บางพื้นที่ประกอบด้วย
-
Accretionary Prism
-
Forearc Basin
-
Coastal Range
ดังนั้น หากมองจากมหาสมุทรเข้าสู่แผ่นดิน ลำดับทั่วไปอาจเป็น
Trench → Forearc → Volcanic Arc → Back-arc
แต่รายละเอียดจริงแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่
Subduction สร้างเปลือกทวีปได้หรือไม่?
ในระยะยาว ระบบ Subduction มีบทบาทสำคัญต่อวิวัฒนาการของ Continental Crust
Magmatism ใน Volcanic Arc สามารถสร้างหินอัคนีจำนวนมหาศาลและเพิ่มหรือปรับเปลี่ยนวัสดุของเปลือกโลก
ดังนั้น Subduction ไม่ได้มีบทบาทเพียง “ทำลาย oceanic lithosphere”
แต่ยังมีส่วนช่วย
สร้างและเปลี่ยนแปลงเปลือกทวีป
นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่เขตมุดตัวมีความสำคัญอย่างมากต่อวิวัฒนาการของโลกในระยะยาว
Subduction Zone กับแหล่งแร่
ระบบ Magma และ Hydrothermal Fluid ที่เกี่ยวข้องกับ Volcanic Arc สามารถสร้างแหล่งแร่สำคัญหลายประเภท
เช่น
-
Copper
-
Gold
-
Molybdenum
-
Silver
ตัวอย่างสำคัญคือ Porphyry Copper Deposits จำนวนมากในเทือกเขา Andes และเขตภูเขาไฟโบราณ
ดังนั้น การมุดตัวของแผ่นเปลือกโลกไม่เพียงสร้างภูเขา แต่ยังเชื่อมโยงกับทรัพยากรแร่ที่มนุษย์ใช้จำนวนมาก
น้ำพุร้อนเกี่ยวกับ Subduction หรือไม่?
ในพื้นที่ภูเขาไฟ แมกมาและความร้อนใต้ดินสามารถทำให้น้ำใต้ดินร้อนขึ้น
จึงเกิด
-
Hot Springs
-
Fumaroles
-
Geothermal Fields
ประเทศอย่าง
-
Japan
-
Indonesia
-
New Zealand
จึงมีทั้งภูเขาไฟและแหล่งน้ำพุร้อนจำนวนมาก
สำหรับนักท่องเที่ยว น้ำพุร้อนอาจดูเป็นแหล่งพักผ่อน แต่ในมุมธรณีวิทยา มันคือหลักฐานของระบบความร้อนใต้พิภพที่ยังทำงานอยู่
GeoTourism ในเขต Subduction
พื้นที่เขตมุดตัวเป็นหนึ่งในจุดหมายที่ดีที่สุดสำหรับการเรียนรู้ GeoTourism เพราะเราสามารถเห็นความสัมพันธ์ระหว่าง
Mountain + Volcano + Earthquake + Hot Spring + Mineral + Culture
อยู่ในพื้นที่เดียวกัน
ตัวอย่างเช่น Japan หรือ Indonesia นักเดินทางสามารถชมภูเขาไฟ เดินในพื้นที่ Caldera แช่น้ำพุร้อน และเรียนรู้ระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวได้ภายในทริปเดียว
นักเดินทางควรเข้าใจเรื่อง Alert Level
ภูเขาไฟ active มักมีระบบเฝ้าระวังโดยใช้ข้อมูล เช่น
-
Earthquake
-
Ground Deformation
-
Gas Emission
-
Temperature
-
Satellite Data
หน่วยงานท้องถิ่นจะกำหนดระดับเตือนภัยและเขตห้ามเข้า
นักท่องเที่ยวไม่ควรประเมินเองจากการมองว่า
“วันนี้ภูเขาดูสงบ”
เพราะกระบวนการใต้ดินอาจเปลี่ยนแปลงโดยที่ตาเปล่ามองไม่เห็น
เกร็ดความรู้ Mountain101
รู้หรือไม่?
-
Subduction Zone เป็นพื้นที่ที่ lithosphere แผ่นหนึ่งมุดลงใต้แผ่นอีกแผ่น
-
Ocean Trench มักเกิดบริเวณที่แผ่นมหาสมุทรเริ่มมุด
-
ภูเขาไฟเขตมุดตัวเกิดจาก flux melting ใน mantle wedge เป็นหลัก ไม่ใช่เพียงเพราะแผ่นที่มุด “ละลายทั้งแผ่น”
-
Volcanic Arc มีทั้ง Continental Arc และ Island Arc
-
Andes เป็นตัวอย่างสำคัญของ Continental Volcanic Arc
-
Japan และหลายส่วนของ Indonesia เป็นตัวอย่างระบบ Island Arc และ Subduction ที่ซับซ้อน
-
Megathrust Earthquake เกิดได้ตามรอยต่อแผ่นในเขตมุดตัว
-
Wadati–Benioff Zone แสดงแนวแผ่นดินไหวที่เอียงลงตามแผ่นมุดตัว
-
Tsunami ขนาดใหญ่จำนวนมากสัมพันธ์กับ Subduction Earthquake ใต้ทะเล
-
Accretionary Prism เกิดจากตะกอนบางส่วนถูกขูดออกจากแผ่นที่มุด
-
Ring of Fire ประกอบด้วยเขต Subduction และขอบแผ่นหลายระบบ ไม่ใช่วงแหวนรอยแตกเพียงเส้นเดียว
-
Magmatism ใน Subduction Zone มีบทบาทต่อการสร้างแหล่งแร่และเปลือกทวีป
ความรู้สำหรับนักเดินทาง : อ่าน “ระบบมุดตัว” จากภูมิประเทศ
ครั้งต่อไปเมื่อเดินทางไป Japan, Indonesia, Andes หรือพื้นที่ภูเขาไฟใน Pacific Rim ลองมอง 5 สิ่งนี้
1. ภูเขาไฟเรียงเป็นแนวหรือไม่?
ถ้าใช่ อาจเป็น Volcanic Arc
2. ใกล้ชายฝั่งมีร่องลึกหรือแผ่นดินไหวใหญ่หรือไม่?
อาจสัมพันธ์กับ Subduction Interface
3. มีน้ำพุร้อนหรือ Fumarole หรือไม่?
เป็นหลักฐานของ Geothermal Activity
4. ภูเขาไฟเป็น Stratovolcano หรือไม่?
ภูเขาไฟทรงกรวยสูงพบได้บ่อยในเขตมุดตัว
5. มีระบบเตือนภัยสึนามิหรือภูเขาไฟหรือไม่?
แสดงว่าชุมชนกำลังอยู่ร่วมกับ active tectonic system
เมื่อเริ่มสังเกตเช่นนี้ เราจะเห็นว่าเมือง น้ำพุร้อน ภูเขาไฟ แผ่นดินไหว และชายฝั่งไม่ได้เป็นเรื่องแยกกัน
แต่เป็นผลจาก Plate Tectonics ระบบเดียวกัน
เทคนิคจำง่าย : “ร่อง–มุด–น้ำ–หลอม–แมกมา–ภูเขาไฟ”
หากต้องการจำ Subduction Volcanic Arc ให้จำเพียง 6 ขั้น
1. ร่อง – เกิด Ocean Trench
2. มุด – Oceanic Plate มุดลง
3. น้ำ – แผ่นปล่อยน้ำและสารระเหย
4. หลอม – Mantle Wedge หลอมบางส่วน
5. แมกมา – Magma ลอยขึ้น
6. ภูเขาไฟ – เกิด Volcanic Arc
เขียนเป็นสมการได้ว่า
TRENCH → SUBDUCTION → FLUIDS → MELTING → MAGMA → VOLCANIC ARC
และหากเพิ่มเรื่องภัยธรรมชาติ
SUBDUCTION → EARTHQUAKE → TSUNAMI + VOLCANO
นี่คือหัวใจของระบบ Ring of Fire
สรุป : ภูเขาไฟบนแผ่นดิน อาจเริ่มต้นจากแผ่นมหาสมุทรใต้ทะเล
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของ Subduction Zone คือ เหตุการณ์ที่เกิดลึกลงไปใต้มหาสมุทรสามารถสร้างภูเขาไฟสูงหลายกิโลเมตรบนแผ่นดินได้
พื้นมหาสมุทรเคลื่อนเข้าสู่ Trench
แผ่นมุดลง
เกิดแผ่นดินไหว
แร่ปล่อยน้ำ
Mantle หลอมบางส่วน
แมกมาเดินทางขึ้น
ภูเขาไฟก่อตัว
และแนวภูเขาค่อย ๆ เติบโต
ทั้งหมดคือระบบเดียวกัน
เมื่อเรายืนมอง Mount Fuji, Bromo, Merapi หรือภูเขาไฟใน Andes เราจึงไม่ได้กำลังมองเพียง “ภูเขาไฟลูกหนึ่ง”
แต่กำลังมองผลลัพธ์ของการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลกที่เริ่มต้นลึกลงไปใต้มหาสมุทรและใต้พื้นโลกหลายสิบถึงหลายร้อยกิโลเมตร
ภูเขาไฟจึงเป็นเหมือน หน้าต่างที่เปิดให้พลังจากภายในโลกขึ้นมาปรากฏบนพื้นผิว
และระบบ Subduction ก็แสดงให้เราเห็นว่าโลกกำลังรีไซเคิลตัวเองอย่างต่อเนื่อง
Oceanic Lithosphere ถูกนำกลับลงสู่แมนเทิล
Magma ใหม่เกิดขึ้น
หินใหม่ถูกสร้าง
ภูเขาใหม่ก่อตัว
และเมื่อเวลาผ่านไป ภูเขาเหล่านั้นก็จะเข้าสู่วงจร Weathering และ Erosion ที่เราเรียนมาแล้ว
ดังนั้น
Subduction Zone ไม่ได้มีแต่การทำลายแผ่นเปลือกโลก แต่เป็นทั้งระบบ “ทำลาย–สร้าง” ที่ทำงานพร้อมกัน
และนี่คือเหตุผลที่รอบ Pacific Ring of Fire เราจึงพบทั้งภูเขาไฟ แผ่นดินไหว ร่องลึก น้ำพุร้อน เทือกเขา และภูมิประเทศที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดของโลกอยู่ในพื้นที่เดียวกัน
#Mountain101 #SubductionZone #VolcanicArc #RingOfFire #PlateTectonics #Andes #Japan #Indonesia #Volcano #Stratovolcano #OceanTrench #MegathrustEarthquake #Tsunami #WadatiBenioffZone #AccretionaryPrism #MantleWedge #FluxMelting #EarthScience #GeoTourism #MountainEncyclopedia #iok2uTravel
.
-------------------------
ที่มา
- Mountain101-00 สารานุกรมภูเขาโลก (Mountain Encyclopedia)
รวบรวมข้อมูลและภาพ
-------------------------
-------------------------



