Mountain101-19 ภูเขากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Mountains & Climate Change)

ภูเขากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Mountains & Climate Change) เมื่อยอดหิมะ ธารน้ำแข็ง แหล่งน้ำ และระบบนิเวศบนที่สูงกำลังเปลี่ยนไป
ภูเขาอาจดูเหมือนสิ่งที่มั่นคงที่สุดอย่างหนึ่งบนโลก ยอดเขาบางแห่งตั้งตระหง่านมานานหลายสิบล้านปี ธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ปกคลุมหุบเขามาหลายพันปี และหิมะบนยอดเขาหลายแห่งกลายเป็นภาพที่มนุษย์คุ้นเคยมาหลายชั่วอายุคน แต่เมื่อภูมิอากาศของโลกเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ดูเหมือนถาวรเหล่านี้กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ทั้งธารน้ำแข็งที่หดตัว แนวหิมะที่เลื่อนสูงขึ้น ดินเยือกแข็งถาวรที่ละลาย ระบบนิเวศที่ขยับขึ้นสู่ระดับสูงกว่าเดิม และรูปแบบการไหลของแม่น้ำที่เริ่มเปลี่ยนแปลง
ภูเขาจึงเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญที่สุดสำหรับศึกษาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Change เพราะผลกระทบหลายอย่างสามารถสังเกตและตรวจวัดได้อย่างชัดเจน นักวิทยาศาสตร์สามารถเปรียบเทียบขนาดธารน้ำแข็ง แนวหิมะ อุณหภูมิ ช่วงเวลาออกดอกของพืช การกระจายตัวของสัตว์ และปริมาณน้ำในแม่น้ำกับข้อมูลในอดีต เพื่อดูว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างไร
สำหรับนักเดินทาง การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะสถานที่ที่เราเคยเห็นในภาพถ่ายเมื่อ 20 หรือ 30 ปีก่อน อาจมีรูปร่างแตกต่างจากสิ่งที่เราเห็นในวันนี้ และภูเขาบางแห่งที่เคยมีหิมะหรือน้ำแข็งตลอดปีอาจสูญเสียลักษณะดังกล่าวไปในอนาคต
ภูเขาคือ “หอสังเกตการณ์ Climate Change” ของโลก
พื้นที่ภูเขามีความพิเศษเพราะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างมากตามระดับความสูง เพียงเดินขึ้นไปไม่กี่พันเมตร เราสามารถผ่านตั้งแต่ป่าเขตร้อน ป่าดิบเขา ป่าสน ทุ่งหญ้าอัลไพน์ ไปจนถึงเขตหิมะและธารน้ำแข็ง ดังที่เราได้เรียนรู้ใน Mountain101-14
เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ขอบเขตของระบบเหล่านี้ก็สามารถเปลี่ยนตำแหน่งได้
ลองจินตนาการภูเขาเป็นชั้น ๆ
ป่า → แนวต้นไม้ → ทุ่งอัลไพน์ → เขตหิน → หิมะ → ธารน้ำแข็ง
เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ระบบหลายส่วนมีแนวโน้มเคลื่อนขึ้นด้านบน
ปัญหาคือ...
ภูเขามียอด
สิ่งมีชีวิตที่ถูกผลักขึ้นสูงเรื่อย ๆ ไม่สามารถเคลื่อนขึ้นไปได้ตลอดไป
1. ธารน้ำแข็งกำลังถอยร่น (Glacier Retreat)
หนึ่งในหลักฐานที่เห็นได้ชัดที่สุดของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศบนภูเขาคือ การถอยร่นของธารน้ำแข็ง
ธารน้ำแข็งไม่ได้อยู่นิ่ง แต่เป็นระบบที่มีการสะสมและสูญเสียน้ำแข็งตลอดเวลา ในฤดูหนาวหิมะสะสม ส่วนฤดูร้อนน้ำแข็งละลาย หากในระยะยาวการสะสมมากกว่าการสูญเสีย ธารน้ำแข็งอาจขยายตัว แต่หากการสูญเสียมากกว่า ธารน้ำแข็งจะบางลงและปลายธารถอยกลับ
สิ่งสำคัญคือคำว่า “ถอย” ไม่ได้หมายความว่าน้ำแข็งไหลย้อนขึ้นภูเขา แต่หมายถึง ตำแหน่งปลายธารน้ำแข็งเคลื่อนถอยขึ้นไป เพราะน้ำแข็งละลายเร็วกว่าปริมาณน้ำแข็งใหม่ที่ไหลมาทดแทน
ปัจจุบันธารน้ำแข็งในหลายภูมิภาคของโลกมีแนวโน้มสูญเสียมวลน้ำแข็ง เช่น Himalaya, Alps, Andes, Alaska, Rocky Mountains และพื้นที่ภูเขาสูงอีกหลายแห่ง
ภาพถ่ายเก่าเล่าเรื่อง Climate Change ได้อย่างไร?
วิธีที่ง่ายและทรงพลังมากในการศึกษาธารน้ำแข็งคือ Repeat Photography
นักวิทยาศาสตร์นำภาพถ่ายภูเขาที่ถ่ายเมื่อหลายสิบหรือกว่าร้อยปีก่อนกลับมาเปรียบเทียบกับภาพจากตำแหน่งเดียวกันในปัจจุบัน
หลายพื้นที่สามารถเห็นได้ชัดว่า
ธารน้ำแข็งเคยเต็มหุบเขา → ปัจจุบันเหลือเพียงส่วนบน
พื้นที่ที่น้ำแข็งหายไปอาจกลายเป็นทะเลสาบ ลำธาร พื้นหิน และพื้นที่ที่พืชเริ่มเข้ามาปกคลุม
ภาพเพียงสองภาพจึงสามารถบอกเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงของภูเขาในช่วงชีวิตของมนุษย์ได้อย่างชัดเจน
2. เส้นหิมะกำลังเปลี่ยนตำแหน่ง
Snowline หรือเส้นหิมะ คือระดับที่เกี่ยวข้องกับการคงอยู่ของหิมะบนภูเขา แต่ตำแหน่งจริงเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล ละติจูด ทิศทางลาด ปริมาณฝน และอุณหภูมิ
เมื่ออากาศอุ่นขึ้น หิมะสามารถละลายเร็วขึ้น และฝนที่เคยตกเป็นหิมะอาจตกเป็นฝนแทนในบางช่วงหรือบางระดับความสูง
ผลคือช่วงเวลาที่ภูเขาถูกปกคลุมด้วยหิมะอาจสั้นลง และขอบเขตหิมะตามฤดูกาลเปลี่ยนแปลง
สำหรับพื้นที่ที่พึ่งพาหิมะเป็นแหล่งกักเก็บน้ำตามธรรมชาติ เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างมาก
หิมะคือ “อ่างเก็บน้ำธรรมชาติ”
หิมะบนภูเขามีบทบาทคล้ายอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่
ฤดูหนาว
หิมะสะสมน้ำไว้
ฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน
หิมะค่อย ๆ ละลาย → ปล่อยน้ำลงแม่น้ำ
ระบบนี้ช่วยกระจายปริมาณน้ำจากฤดูหนึ่งไปสู่อีกฤดูหนึ่ง
หากอุณหภูมิสูงขึ้นจนหิมะละลายเร็วกว่าเดิม น้ำจำนวนมากอาจไหลลงแม่น้ำเร็วกว่าช่วงเวลาที่มนุษย์และระบบนิเวศต้องการ
ดังนั้น Climate Change ไม่ได้หมายถึงเพียง “มีน้ำน้อยลง” แต่สามารถหมายถึง น้ำมาในเวลาที่ต่างไปจากเดิม
3. ธารน้ำแข็งกับแม่น้ำสายสำคัญของโลก
พื้นที่ภูเขาสูงของเอเชีย โดยเฉพาะ Himalaya, Karakoram, Hindu Kush และที่ราบสูงทิเบต มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบแม่น้ำขนาดใหญ่
แม่น้ำหลายสายได้รับน้ำจากการผสมผสานของ
ฝน + หิมะละลาย + น้ำแข็งละลาย + น้ำใต้ดิน
เช่น
-
Indus
-
Ganges
-
Brahmaputra
-
Yangtze
-
Yellow River
-
Mekong
-
Salween
สัดส่วนของแหล่งน้ำแต่ละประเภทแตกต่างกันมากในแต่ละลุ่มน้ำ จึงไม่ควรสรุปง่าย ๆ ว่าแม่น้ำทุกสายจะ “แห้ง” หากธารน้ำแข็งลดลง
แต่การเปลี่ยนแปลงของหิมะและธารน้ำแข็งสามารถเปลี่ยน ฤดูกาลและปริมาณการไหลของน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่ต้นน้ำและช่วงฤดูแล้ง
4. Peak Water เมื่อธารน้ำแข็งละลายมากขึ้น แต่น้ำไม่ได้เพิ่มตลอดไป
แนวคิดสำคัญเกี่ยวกับธารน้ำแข็งคือ Peak Water
ในช่วงแรกที่ธารน้ำแข็งสูญเสียมวลเร็วขึ้น น้ำจากการละลายอาจเพิ่มขึ้น ทำให้แม่น้ำบางแห่งได้รับน้ำมากขึ้นชั่วคราว
แต่เมื่อธารน้ำแข็งเล็กลงเรื่อย ๆ ปริมาณน้ำแข็งที่เหลือสำหรับละลายก็ลดลง
จึงเกิดลำดับประมาณว่า
โลกร้อนขึ้น → น้ำแข็งละลายมากขึ้น → น้ำเพิ่มชั่วคราว → ธารน้ำแข็งเล็กลง → น้ำจากธารน้ำแข็งลดลง
จุดที่น้ำจากการละลายสูงที่สุดเรียกว่า Peak Water
ช่วงเวลาที่เกิด Peak Water แตกต่างกันในแต่ละลุ่มน้ำ เพราะขึ้นอยู่กับขนาดธารน้ำแข็ง ภูมิอากาศ และภูมิประเทศ
5. ทะเลสาบธารน้ำแข็งกำลังเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่
เมื่อธารน้ำแข็งถอยร่น บริเวณที่เคยเต็มไปด้วยน้ำแข็งสามารถกลายเป็นแอ่งที่สะสมน้ำ
จึงเกิด Glacial Lakes หรือทะเลสาบธารน้ำแข็ง
ทะเลสาบเหล่านี้มักมีสีฟ้าหรือสีเขียวสวยงามและกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่บางแห่งถูกกั้นด้วยกองตะกอนที่เรียกว่า Moraine
เขื่อนธรรมชาติประเภทนี้อาจไม่มั่นคงเท่าเขื่อนที่มนุษย์สร้าง
หากมี
หินถล่ม + น้ำแข็งถล่ม + แผ่นดินไหว + ระดับน้ำสูง
อาจทำให้เกิด Glacial Lake Outburst Flood – GLOF
ซึ่งเราได้รู้จักใน Mountain101-18
นี่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า Climate Change สามารถเชื่อมโยงกับ Mountain Hazards ได้อย่างไร
6. Permafrost กำลังละลาย
บนภูเขาสูงบางแห่งมีพื้นดินและรอยแตกของหินที่มีอุณหภูมิต่ำจนเกิด Permafrost
น้ำแข็งภายในรอยแตกสามารถช่วยยึดมวลหินบางส่วนเข้าด้วยกัน
เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น น้ำแข็งละลาย ความมั่นคงของหน้าผาบางแห่งอาจลดลง และอาจเพิ่มโอกาสเกิด
Rockfall และ Rock Slope Failure
โดยเฉพาะภูเขาสูงในเขตหนาว
เรื่องนี้กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญต่อเส้นทางปีนเขา กระเช้า ที่พักบนภูเขา และโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่สูง
7. เส้นทางปีนเขาอาจเปลี่ยนไป
Climate Change ไม่ได้เปลี่ยนเฉพาะภูมิประเทศ แต่กำลังเปลี่ยน วิธีที่มนุษย์เดินทางบนภูเขา
เส้นทางที่เมื่อก่อนเดินบนหิมะอาจกลายเป็นหินและกรวด
ธารน้ำแข็งที่เคยเชื่อมพื้นที่สองแห่งอาจบางลงจนเกิดหน้าผาหรือรอยแยก
Crevasse อาจเปลี่ยนตำแหน่ง
Rockfall อาจเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่
สะพานหรือเส้นทางใกล้ธารน้ำแข็งอาจต้องย้าย
ดังนั้น หนังสือเส้นทางปีนเขาหรือข้อมูลที่มีอายุหลายสิบปีอาจไม่สะท้อนสภาพภูมิประเทศปัจจุบันอีกต่อไป
8. Tree Line กำลังเคลื่อนขึ้นสูง
ใน Mountain101-14 เราได้รู้จัก Tree Line หรือแนวสิ้นสุดของต้นไม้
เมื่ออุณหภูมิอุ่นขึ้น ต้นไม้และไม้พุ่มในบางภูมิภาคสามารถขยายพื้นที่ขึ้นสู่ระดับสูงกว่าเดิมได้ หากปัจจัยอื่น เช่น ดิน ความชื้น ลม และการใช้ประโยชน์ที่ดินเอื้ออำนวย
ผลคือพื้นที่ที่เคยเป็นทุ่งหญ้าอัลไพน์อาจเริ่มมีไม้พุ่มหรือต้นไม้เข้ามา
สิ่งนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องดีเพราะ “ต้นไม้เพิ่มขึ้น” แต่สำหรับระบบนิเวศอัลไพน์อาจหมายถึงการสูญเสียถิ่นอาศัยเฉพาะของพืชและสัตว์ที่ต้องการพื้นที่เปิดและอากาศเย็น
9. สิ่งมีชีวิตกำลังหนีขึ้นภูเขา
สัตว์และพืชหลายชนิดมีช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิต
เมื่อพื้นที่เดิมอุ่นขึ้น ประชากรบางชนิดสามารถเลื่อนการกระจายขึ้นสู่พื้นที่สูงกว่าเดิม
ลองนึกภาพภูเขาเป็นตึก
สัตว์อยู่ชั้น 10
อากาศร้อนขึ้น → ขึ้นชั้น 11
ร้อนขึ้นอีก → ชั้น 12
ขึ้นไปเรื่อย ๆ...
แต่สุดท้าย
ไม่มีชั้นต่อไป
แนวคิดนี้ถูกอธิบายด้วยคำว่า Escalator to Extinction โดยเฉพาะในบริบทของสิ่งมีชีวิตบนภูเขาที่มีพื้นที่อยู่อาศัยจำกัด
10. Alpine Ecosystem กำลังถูกบีบจากด้านล่าง
ระบบนิเวศอัลไพน์อยู่เหนือ Tree Line และเป็นพื้นที่ที่มีพืชเฉพาะตัวจำนวนมาก
เมื่ออากาศอุ่นขึ้น พืชจากระดับต่ำสามารถขยายขึ้นมาได้ ขณะที่พืชอัลไพน์ต้องถอยขึ้นสูง
ผลคือพื้นที่ของ Alpine Ecosystem อาจถูกบีบให้เล็กลง
หากมองภูเขาเป็นรูปสามเหลี่ยมจะเห็นปัญหาชัดเจน
พื้นที่ด้านล่างกว้าง
พื้นที่ด้านบนแคบ
ดังนั้น ยิ่งสิ่งมีชีวิตขึ้นสูง พื้นที่ที่เหลือก็ยิ่งน้อยลง
11. ดอกไม้บนภูเขาอาจบานเร็วขึ้น
Climate Change ยังส่งผลต่อ Phenology หรือจังหวะตามฤดูกาลของสิ่งมีชีวิต เช่น
-
วันที่พืชแตกใบ
-
ช่วงออกดอก
-
ช่วงผสมพันธุ์
-
การอพยพของสัตว์
-
การจำศีล
หากดอกไม้บานเร็วขึ้น แต่แมลงผสมเกสรยังปรากฏตามช่วงเวลาเดิม อาจเกิด Phenological Mismatch หรือความไม่สอดคล้องของวงจรชีวิต
ผลกระทบจึงสามารถส่งต่อไปตลอดห่วงโซ่อาหาร
12. สัตว์ภูเขากำลังเผชิญพื้นที่อยู่อาศัยที่เปลี่ยนไป
สัตว์อย่าง Snow Leopard, Pika, Marmot, Mountain Goat และสัตว์บนภูเขาชนิดอื่นต้องพึ่งพาระบบนิเวศเฉพาะ
Climate Change สามารถเปลี่ยน
อุณหภูมิ + หิมะ + พืช + เหยื่อ + แหล่งน้ำ
จึงไม่ได้ส่งผลต่อสัตว์เพียงทางเดียว
บางชนิดอาจขยายพื้นที่ได้ แต่สัตว์ที่ถูกจำกัดอยู่บนภูเขาสูงหรือเกาะภูเขาอาจมีทางเลือกน้อยกว่า
13. ไฟป่าบนภูเขา
อุณหภูมิที่สูงขึ้นและช่วงแห้งแล้งที่ยาวนานขึ้นในบางภูมิภาคสามารถเพิ่มสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อไฟป่า
หลังไฟป่า พื้นดินสูญเสียพืชและรากไม้ที่ช่วยยึดดิน
เมื่อฝนหนักตามมา อาจเพิ่มความเสี่ยง
Erosion → Landslide → Debris Flow
จึงเป็นอีกตัวอย่างของ Cascading Hazards ที่เราเรียนรู้ใน Mountain101-18
14. การท่องเที่ยวฤดูหนาวกำลังเปลี่ยนแปลง
เมืองภูเขาหลายแห่งใน Alps, Rockies และภูมิภาคอื่นพึ่งพา Ski Tourism
หากฤดูหิมะสั้นลงหรือปริมาณหิมะธรรมชาติลดลง รีสอร์ตบางแห่งต้องพึ่งพาหิมะเทียมมากขึ้น ซึ่งต้องใช้ทั้งน้ำ พลังงาน และสภาพอุณหภูมิที่เหมาะสม
พื้นที่ระดับต่ำอาจได้รับผลกระทบก่อนพื้นที่สูง
ในระยะยาว เมืองท่องเที่ยวบางแห่งจึงเริ่มกระจายกิจกรรมจาก Ski Tourism ไปสู่
Hiking + Cycling + Wellness + Nature Tourism + GeoTourism
เพื่อให้สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดปี
15. Mountaineering ก็กำลังเปลี่ยน
นักปีนเขายุคใหม่ต้องเผชิญภูเขาที่แตกต่างจากนักปีนเขารุ่นก่อน
ฤดูกาลที่เหมาะสมอาจเปลี่ยน เส้นทางหิมะอาจไม่มั่นคงเหมือนเดิม และพื้นที่บางแห่งมีหินเปิดมากขึ้นหลังน้ำแข็งละลาย
ภูเขาบางลูกจึงอาจไม่ได้ “ง่ายขึ้น” เพียงเพราะหิมะน้อยลง
ตรงกันข้าม การสูญเสียน้ำแข็งสามารถทำให้เส้นทางบางส่วน ยากและอันตรายกว่าเดิม
16. ชุมชนภูเขาได้รับผลกระทบอย่างไร?
สำหรับชุมชนบนภูเขา Climate Change ไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตประจำวัน
ผลกระทบอาจเกิดกับ
-
น้ำดื่ม
-
เกษตรกรรม
-
ปศุสัตว์
-
ไฟฟ้าพลังน้ำ
-
ถนน
-
การท่องเที่ยว
-
ภัยพิบัติ
-
ความมั่นคงทางอาหาร
ชุมชนที่อยู่ห่างไกลอาจมีความเปราะบางสูง เพราะมีถนนเข้าออกเพียงไม่กี่เส้น หากเกิด Landslide หรือ Flood เส้นทางอาจถูกตัดขาดเป็นเวลานาน
ภูเขาไม่ใช่ปัญหาของคนบนภูเขาเท่านั้น
สิ่งสำคัญมากคือ ผลกระทบจากภูเขาสามารถเดินทางลงสู่พื้นที่ราบ
ลองมองระบบนี้
หิมะและธารน้ำแข็ง → ลำธาร → แม่น้ำ → เขื่อน → พื้นที่เกษตร → เมือง
หากต้นน้ำเปลี่ยนแปลง ผลกระทบสามารถส่งต่อไปยังผู้คนที่อยู่ห่างจากภูเขาหลายร้อยหรือหลายพันกิโลเมตร
ดังนั้น การศึกษาภูเขาจึงเกี่ยวข้องกับ Water Security หรือความมั่นคงด้านน้ำ ของผู้คนจำนวนมาก
ภูเขากับ Carbon
ป่าภูเขามีบทบาทในการกักเก็บคาร์บอน เช่นเดียวกับระบบนิเวศป่าประเภทอื่น
การรักษาป่าต้นน้ำจึงให้ประโยชน์หลายด้านพร้อมกัน
Carbon Storage + Biodiversity + Water Regulation + Soil Protection
แต่การปลูกต้นไม้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหา Climate Change ทั้งหมดได้ และพื้นที่ธรรมชาติอย่างทุ่งอัลไพน์ก็ไม่ควรถูกเปลี่ยนเป็นป่าโดยไม่มีเหตุผลทางนิเวศวิทยา
การอนุรักษ์ต้องเข้าใจระบบนิเวศเดิมของพื้นที่ก่อนเสมอ
นักวิทยาศาสตร์รู้ได้อย่างไรว่าภูเขากำลังเปลี่ยน?
ปัจจุบันมีเครื่องมือหลายประเภท
Satellite Imagery
ใช้เปรียบเทียบพื้นที่หิมะ ธารน้ำแข็ง ป่า และทะเลสาบในช่วงเวลาต่าง ๆ
Remote Sensing
ตรวจวัดการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ขนาดใหญ่
GPS
ตรวจวัดตำแหน่งและการเคลื่อนตัวอย่างแม่นยำ
Automatic Weather Station
วัดอุณหภูมิ ฝน ลม ความชื้น และหิมะ
Ice Core
แกนน้ำแข็งสามารถเก็บข้อมูลเกี่ยวกับสภาพบรรยากาศในอดีต
Tree Rings
วงปีของต้นไม้ช่วยศึกษาสภาพภูมิอากาศย้อนหลัง
Repeat Photography
เปรียบเทียบภาพอดีตกับปัจจุบัน
เมื่อนำข้อมูลหลายชนิดมารวมกัน นักวิทยาศาสตร์จึงสามารถมองเห็นการเปลี่ยนแปลงของระบบภูเขาในระยะยาวได้
Climate Change กับ Weather ต่างกันอย่างไร?
นี่เป็นเรื่องที่มักสับสน
Weather – สภาพอากาศ คือสิ่งที่เกิดในช่วงเวลาสั้น เช่น วันนี้ฝนตก พรุ่งนี้หนาว หรือปีนี้หิมะตกหนัก
ส่วน
Climate – ภูมิอากาศ คือรูปแบบทางสถิติของสภาพอากาศในระยะยาว
ดังนั้น การที่ปีใดปีหนึ่งมีหิมะตกหนักมาก ไม่ได้แปลว่า Climate Change หยุดลง
นักวิทยาศาสตร์ต้องดูแนวโน้มระยะยาวจากข้อมูลหลายปีหรือหลายทศวรรษ
ภูเขากำลังหายไปหรือไม่?
คำตอบคือ ภูเขาไม่ได้กำลังหายไปเพราะ Climate Change ในความหมายเดียวกับธารน้ำแข็ง
ตัวภูเขาที่เป็นหินยังคงอยู่และวิวัฒน์ตามกระบวนการธรณีวิทยาเป็นเวลาหลายล้านปี
สิ่งที่กำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็วกว่าคือ
สิ่งที่ปกคลุมและอาศัยอยู่บนภูเขา
ได้แก่
หิมะ
น้ำแข็ง
ป่า
ทุ่งอัลไพน์
แม่น้ำ
สัตว์
พืช
และวิถีชีวิตของมนุษย์
ดังนั้น ภาพลักษณ์ของภูเขาที่มนุษย์คุ้นเคยสามารถเปลี่ยนแปลงได้มาก แม้โครงสร้างหินของภูเขายังคงอยู่
ภาพภูเขาในอนาคตอาจไม่เหมือนโปสการ์ดวันนี้
ลองนึกถึงภูเขาที่มีชื่อเสียงจากยอดหิมะ
หากในอนาคตฤดูหิมะสั้นลง ธารน้ำแข็งเล็กลง และแนวพืชสูงขึ้น ภูเขาลูกเดิมอาจมีหน้าตาแตกต่างจากภาพที่เราเห็นในหนังสือท่องเที่ยวปัจจุบัน
สิ่งนี้ทำให้การถ่ายภาพภูเขามีคุณค่าอีกด้านหนึ่ง
ภาพของนักเดินทางวันนี้อาจกลายเป็น หลักฐานทางภูมิทัศน์ของอนาคต
นักเดินทางช่วยอะไรได้บ้าง?
การเดินทางเพียงครั้งเดียวอาจดูเหมือนมีผลกระทบน้อย แต่เมื่อรวมผู้เดินทางหลายล้านคน การท่องเที่ยวภูเขามีทั้งผลดีและผลเสีย
สิ่งที่นักเดินทางทำได้คือเลือกพฤติกรรมที่ลดผลกระทบ เช่น ใช้ระบบขนส่งสาธารณะเมื่อเหมาะสม ลดขยะ ใช้ขวดน้ำซ้ำ สนับสนุนธุรกิจท้องถิ่น เดินตามเส้นทาง ไม่ทำลายพืชอัลไพน์ และปฏิบัติตามกฎพื้นที่อนุรักษ์
ที่สำคัญคือ เรียนรู้ก่อนเดินทาง
เพราะคนที่เข้าใจว่าธารน้ำแข็ง ป่า และระบบน้ำทำงานอย่างไร มักมองภูเขาแตกต่างจากคนที่มองเพียงว่าเป็นฉากถ่ายรูป
เกร็ดความรู้ Mountain101
รู้หรือไม่?
-
ธารน้ำแข็งทั่วโลกจำนวนมากกำลังสูญเสียมวลน้ำแข็ง
-
Glacier Retreat หมายถึงปลายธารน้ำแข็งถอย เพราะการสูญเสียน้ำแข็งมากกว่าการทดแทน
-
หิมะทำหน้าที่เหมือนอ่างเก็บน้ำตามธรรมชาติของภูเขา
-
Peak Water คือช่วงที่น้ำจากการละลายของธารน้ำแข็งเพิ่มถึงระดับสูงสุด ก่อนมีแนวโน้มลดลงเมื่อธารน้ำแข็งเล็กลง
-
Glacial Lakes สามารถขยายตัวเมื่อธารน้ำแข็งถอย
-
Permafrost ที่อุ่นและละลายสามารถลดเสถียรภาพของลาดหินบางแห่ง
-
Tree Line และการกระจายของพืชบางชนิดสามารถเลื่อนขึ้นสูงเมื่อภูมิอากาศอุ่นขึ้น
-
สิ่งมีชีวิตบนยอดเขามีพื้นที่หนีจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นจำกัด
-
Climate Change สามารถเปลี่ยนทั้ง Water Security, Mountain Tourism และ Mountain Hazards
-
Weather กับ Climate ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
ความรู้สำหรับนักเดินทาง : ดู Climate Change ด้วยตาของเราเอง
เมื่อไปเที่ยวภูเขาครั้งต่อไป ลองสังเกตสิ่งเหล่านี้
1. แนวธารน้ำแข็ง – มองหาร่องรอยว่าธารน้ำแข็งในอดีตเคยอยู่ตรงไหน
2. Moraine – กองตะกอนสามารถบอกขอบเขตเดิมของธารน้ำแข็งได้
3. Glacial Lake – ทะเลสาบบางแห่งเกิดขึ้นหลังธารน้ำแข็งถอย
4. Tree Line – สังเกตระดับที่ต้นไม้ใหญ่สิ้นสุด
5. Alpine Vegetation – ดูว่าพืชชนิดใดอยู่เหนือแนวต้นไม้
6. ภาพถ่ายเก่า – เปรียบเทียบภาพสถานที่เดียวกันจากอดีต
7. ศูนย์ข้อมูลอุทยาน – หลายแห่งมีข้อมูลการเปลี่ยนแปลงธารน้ำแข็งและภูมิอากาศโดยตรง
การเดินทางจะสนุกขึ้นมากเมื่อเราไม่ได้ถามเพียงว่า
“วิวตรงไหนสวย?”
แต่เริ่มถามว่า
“ภูมิประเทศที่เราเห็นกำลังบอกอะไรเกี่ยวกับโลก?”
สรุป : ภูเขากำลังส่งสัญญาณจากที่สูง
ภูเขาเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ผลกระทบของ Climate Change สามารถมองเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม ธารน้ำแข็งหดตัว หิมะเปลี่ยนฤดูกาล Permafrost อุ่นขึ้น ทะเลสาบธารน้ำแข็งเปลี่ยนแปลง ระบบนิเวศเคลื่อนขึ้นสูง และชุมชนต้องปรับตัวกับน้ำและภัยธรรมชาติรูปแบบใหม่
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นแยกจากโลกเบื้องล่าง เพราะน้ำจากภูเขาไหลลงสู่แม่น้ำ ป่าเขามีส่วนต่อระบบนิเวศ และการเปลี่ยนแปลงต้นน้ำสามารถส่งผลไปถึงพื้นที่เกษตร เมือง และผู้คนที่อยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร
ภูเขาจึงเปรียบเสมือน “สถานีเตือนภัยบนหลังคาโลก”
มันกำลังบอกเราว่า ระบบภูมิอากาศของโลกกำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนยอดเขาวันนี้อาจกลายเป็นเรื่องของผู้คนในพื้นที่ราบในวันข้างหน้า
เมื่อเราเดินทางไปเห็นธารน้ำแข็ง หิมะ หรือทุ่งอัลไพน์ สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเราจึงไม่ใช่เพียงวิวสวย แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบโลกที่กำลังเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
และนี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญที่สุดที่เราควรเรียนรู้เรื่องภูเขา
เพราะการเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นบนยอดเขา ช่วยให้เราเข้าใจอนาคตของโลกเบื้องล่างได้ดีขึ้น
#Mountain101 #ClimateChange #MountainClimate #GlacierRetreat #Glaciers #Snowline #PeakWater #Permafrost #GlacialLake #GLOF #AlpineEcosystem #TreeLine #Himalaya #WaterSecurity #MountainEcosystem #MountainTourism #EarthScience #GeoTourism #MountainEncyclopedia #iok2uTravel
#Mountain101 #MountainHazards #Landslide #Rockfall #DebrisFlow #Avalanche #FlashFlood #Earthquake #Volcano #GLOF #GlacierHazards #Permafrost #MountainSafety #DisasterRisk #Geology #EarthScience #GeoTourism #AdventureTravel #MountainEncyclopedia #iok2uTravel
.
-------------------------
ที่มา
- Mountain101-00 สารานุกรมภูเขาโลก (Mountain Encyclopedia)
รวบรวมข้อมูลและภาพ
-------------------------
-------------------------


