Gartner Hype Cycle for Emerging Technologies 2025

Gartner Hype Cycle for Emerging Technologies 2025 จากยุค Generative AI สู่ Autonomous Business เมื่อ AI เริ่มคิด ตัดสินใจ และลงมือทำ
หาก Gartner Hype Cycle for Emerging Technologies 2024 เป็นปีที่โลกเริ่มเปลี่ยนคำถามจาก “Generative AI ทำอะไรได้บ้าง?” ไปสู่ “AI จะสร้าง Business Value ได้จริงอย่างไร?” ภาพของปี 2025 ก้าวไปอีกขั้นอย่างชัดเจน เพราะ Gartner เริ่มมองอนาคตที่ AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยมนุษย์สร้างข้อความ วิเคราะห์ข้อมูล หรือเขียนโปรแกรม แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบธุรกิจที่สามารถ รับรู้ ตัดสินใจ ดำเนินการ ซื้อขาย และทำงานร่วมกับระบบอื่นได้โดยอัตโนมัติมากขึ้น
Gartner เผยแพร่ Hype Cycle for Emerging Technologies, 2025 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2025 โดยคัดเลือก 29 Emerging Technologies จากเทคโนโลยีและ Applied Frameworks มากกว่า 2,000 รายการที่ Gartner ติดตามในแต่ละปี เทคโนโลยีเหล่านี้ถูกเลือกเพราะมีศักยภาพสร้าง Transformational Benefits ในช่วงประมาณ 2–10 ปี และถูกจัดให้อยู่ภายใต้ 4 Themes ใหญ่ ได้แก่ Autonomous Business, Hypermachinity, Augmented Humanity และ Techno-Societal Fragility
ถ้ามองภาพรวม นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญจากปี 2024 เพราะคำถามไม่ได้อยู่เพียงว่า “AI จะช่วยมนุษย์ทำงานอย่างไร?” แต่เริ่มกลายเป็นว่า “จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อ AI และ Machine สามารถเป็น Actor ในระบบเศรษฐกิจและธุรกิจได้ด้วยตัวเอง?”
ก่อนอ่านปี 2025 ต้องเข้าใจ Hype Cycle ให้ถูกต้อง
Gartner Hype Cycle ไม่ใช่ Ranking ว่า Technology ใดดีที่สุด และตำแหน่งสูงบนกราฟไม่ได้หมายความว่า Technology นั้นมีคุณภาพสูงกว่า Technology อื่น แต่เป็นกรอบสำหรับทำความเข้าใจ Expectations, Maturity และ Adoption ของ Innovation เมื่อเวลาผ่านไป Gartner แบ่งวงจรออกเป็น 5 ระยะ ได้แก่ Innovation Trigger → Peak of Inflated Expectations → Trough of Disillusionment → Slope of Enlightenment → Plateau of Productivity
จุดประสงค์สำคัญ คือ ช่วยให้องค์กรหลีกเลี่ยงความผิดพลาด 4 แบบ คือ Adopt เร็วเกินไป, เลิกเร็วเกินไป, Adopt ช้าเกินไป หรือยึดติดกับ Technology นานเกินไป ดังนั้นคำถามที่ควรถามเมื่อเห็น Technology อยู่บน Hype Cycle ไม่ใช่ “มันดีหรือยัง?” แต่คือ “ด้วย Maturity ของ Technology และ Risk Appetite ขององค์กรในวันนี้ เราควร Watch, Study, Experiment, Pilot, Invest หรือ Scale?”
หัวใจของ Hype Cycle 2025 คือ 4 Themes ใหม่
Gartner จัด Emerging Technologies ปี 2025 ออกเป็น 4 Themes ได้แก่ 1. Autonomous Business 2. Hypermachinity 3. Augmented Humanity และ 4. Techno-Societal Fragility ซึ่งเมื่อมองร่วมกันจะเห็นภาพอนาคตที่น่าสนใจมาก กล่าวคือ Machine กำลังมีความเป็นอิสระมากขึ้น ระบบกำลังมี Intelligence สูงขึ้น Technology กำลังขยายความสามารถของมนุษย์ และในเวลาเดียวกันโลกก็ต้องเผชิญความเปราะบางใหม่จากการพึ่งพา Technology มากขึ้น
นี่จึงไม่ใช่เรื่องของ AI เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ใหม่ระหว่าง Human + AI + Machine + Business + Society
Theme 1: Autonomous Business – เมื่อ AI ไม่ได้แค่ช่วยธุรกิจ แต่เริ่ม “ทำธุรกิจ”
Theme ที่สำคัญมากของปี 2025 คือ Autonomous Business หรือการเกิดระบบธุรกิจที่ใช้ Technology ซึ่งสามารถปรับตัว เรียนรู้ ตัดสินใจ และดำเนินการได้โดยอัตโนมัติมากขึ้น Gartner มองว่า Agentic AI จะเชื่อมโยง Autonomous Operations, Augmented Leadership, Machine Customers และ Self-Adapting Products เข้าด้วยกัน จนค่อย ๆ นำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า Programmable Economy
Technology สำคัญที่ Gartner เชื่อมโยงกับ Theme นี้มีทั้ง Machine Customers, Machine Sellers, AI Agents, Decision Intelligence, Model Context Protocols (MCPs), Autonomous Sourcing และ Programmable Money
สิ่งที่น่าสนใจมากคือคำว่า Machine Customer เพราะมันกำลังเปลี่ยนสมมติฐานพื้นฐานของธุรกิจที่เราคุ้นเคยมานานว่า “ลูกค้าคือมนุษย์”
Machine Customers – เมื่อลูกค้าอาจไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป
Gartner อธิบาย Machine Customers ว่าเป็น Nonhuman Economic Actors ที่สามารถซื้อสินค้าและบริการแทนบุคคลหรือองค์กร Gartner ประเมินว่าในปี 2025 มีเครื่องที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในภาค B2B ราว 3 พันล้านเครื่อง ที่มีศักยภาพทำหน้าที่เป็นลูกค้า และคาดว่าจำนวนดังกล่าวอาจเพิ่มเป็น 8 พันล้านเครื่องภายในปี 2030 ตัวอย่างอาจรวม Virtual Personal Assistants, Smart Appliances, Connected Cars และอุปกรณ์ IoT ในโรงงาน
ลองจินตนาการรถยนต์ไฟฟ้าที่ตรวจพบว่าพลังงานเหลือน้อย ระบบอาจค้นหา Charging Station เปรียบเทียบราคา ตรวจคิว เลือกสถานี จองเวลา และชำระเงินโดยอัตโนมัติ เจ้าของรถไม่ได้เป็นคนซื้อบริการโดยตรง แต่ Machine ทำ Transaction แทนมนุษย์
ในโรงงานก็เช่นเดียวกัน เครื่องจักรอาจตรวจพบว่าอะไหล่กำลังเสื่อม แล้ว AI Agent สามารถตรวจ Stock ค้นหา Supplier เปรียบเทียบราคา สั่งซื้อ และจัดตาราง Maintenance ได้โดยอัตโนมัติภายใต้ Policy ที่องค์กรกำหนด
ดังนั้นคำถามเชิงธุรกิจในอนาคตอาจไม่ใช่เพียง “เราจะขายสินค้าให้คนอย่างไร?” แต่รวมถึง “เราจะขายสินค้าและบริการให้ AI Agent หรือ Machine Customer อย่างไร?”
AI Agents – จากผู้ช่วยสู่ผู้ปฏิบัติงาน
AI Agents เป็น Technology สำคัญอีกส่วนหนึ่งของ Autonomous Business Gartner อธิบาย AI Agents ว่าเป็นระบบที่สามารถรับรู้สภาพแวดล้อม ตัดสินใจ ลงมือทำ และดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายใน Digital หรือ Physical Environment โดยอาศัยเทคนิค AI เช่น Large Language Models
ความแตกต่างจาก Generative AI แบบที่เราคุ้นเคยสามารถอธิบายอย่างง่ายว่า Generative AI เน้นสร้าง Output ส่วน AI Agent เน้นบรรลุ Goal
ตัวอย่างเช่น เราอาจสั่ง Generative AI ว่า “ช่วยเขียนแผนการเดินทางให้หน่อย” แล้วได้รับ Itinerary กลับมา แต่ Agent อาจได้รับเป้าหมายว่า “จัดทริปนี้ให้อยู่ในงบ 30,000 บาท” แล้วดำเนิน Workflow หลายขั้นตอน เช่น ค้นหาเที่ยวบิน เปรียบเทียบโรงแรม ตรวจ Calendar สร้าง Itinerary และดำเนิน Action บางอย่างตามสิทธิ์ที่ได้รับ
เมื่อ AI เริ่มทำ Action ได้ ความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย เพราะปัญหาเปลี่ยนจาก “AI ตอบผิด” เป็น “AI ทำผิด” Gartner จึงเตือนเรื่องความเชื่อมั่นต่อ AI Agents และความเสี่ยงจากการที่ Agent สามารถตัดสินใจสำคัญได้อย่างรวดเร็วก่อนที่มนุษย์จะตรวจพบข้อผิดพลาด
นี่ทำให้ Human Oversight, Authorization, Auditability, Identity, Security และ AI Governance กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญมากของ Agentic AI
MCP – ภาษากลางที่ช่วยให้ AI เชื่อมกับโลกของเครื่องมือ
อีก Technology ที่ Gartner ระบุในกลุ่ม Autonomous Business คือ Model Context Protocols (MCPs) ซึ่งสะท้อนปัญหาสำคัญของ AI Agents คือ ต่อให้ AI ฉลาดเพียงใด หากไม่สามารถเชื่อมต่อ Data, Application และ Tools ขององค์กรได้ ก็ยังทำงานจริงได้จำกัด
แนวคิดของ Protocol ในลักษณะนี้จึงมีความสำคัญ เพราะอนาคตของ Agentic AI ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ Model เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ Model + Context + Data + Tools + Applications + Permissions
กล่าวอีกแบบคือ เรากำลังเปลี่ยนจากยุคที่แข่งขันกันว่า “ใครมี AI Model ที่เก่งกว่า?” ไปสู่ยุคที่ถามว่า “ใครสามารถทำให้ AI เข้าใจ Context และเชื่อมต่อกับระบบจริงเพื่อทำงานได้อย่างปลอดภัย?”
Theme 2: Hypermachinity – เมื่อ Machine ฉลาด เร็ว และเป็นอิสระมากขึ้น
Theme ที่สองมีชื่อที่ค่อนข้างใหม่คือ Hypermachinity Gartner ใช้คำนี้เพื่ออธิบายแนวคิดในการสร้างระบบ Autonomous และ Intelligent ที่สามารถทำงานได้เร็ว แม่นยำ และสม่ำเสมอกระบวนการ Human-Machine แบบเดิม โดย Agentic AI มีบทบาทสำคัญในการสร้าง Workflow ที่ปรับตัวและประกอบความสามารถย่อยต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ทั้งใน Digital, Physical และ Hybrid Environments
Technology ในกลุ่มนี้มีตั้งแต่ Artificial General Intelligence (AGI), Domain-Specific GenAI, Embodied AI, Humanoid Robots, Intelligent Simulation, Meta Computing ไปจนถึง Physical AI
ประเด็นสำคัญคือ AI กำลังเคลื่อนออกจาก “หน้าจอ”
ในช่วง Generative AI เราพูดคุยกับ AI ผ่าน Chat Interface เป็นหลัก แต่ Physical AI และ Embodied AI ทำให้ Intelligence สามารถเข้าไปอยู่ใน Robot, Machine, Vehicle หรืออุปกรณ์ Physical ต่าง ๆ
จึงเกิดเส้นทางวิวัฒนาการที่น่าสนใจว่า AI Model → AI Assistant → AI Agent → Embodied AI → Autonomous Machine
หากพัฒนาการนี้เกิดขึ้นในระดับอุตสาหกรรม ผลกระทบจะไม่ได้อยู่แค่ Knowledge Work แต่จะเข้าสู่ Manufacturing, Logistics, Healthcare, Agriculture, Construction, Transportation และ Service Industries อย่างกว้างขวาง
Humanoid Robots – AI เริ่มมี “ร่างกาย”
Humanoid Robots เป็นตัวอย่างที่เห็นภาพของ Hypermachinity ได้ชัด เพราะเป็นการนำ AI, Robotics, Computer Vision, Sensors, Actuators และ Machine Learning มารวมกันเพื่อสร้าง Machine ที่สามารถ Interaction กับโลก Physical ในรูปแบบที่ใกล้เคียงมนุษย์มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การที่ Technology ปรากฏอยู่ใน Emerging Technologies Hype Cycle ไม่ได้หมายความว่าอีกไม่กี่ปีทุกโรงงานจะเต็มไปด้วย Humanoid Robots แต่หมายความว่าองค์กรควรเริ่มติดตาม Maturity, Economics, Safety, Reliability และ Use Cases อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะองค์กรที่มีงาน Physical Operations จำนวนมาก
คำถามที่ดีจึงไม่ใช่ “เราควรซื้อ Humanoid Robot หรือยัง?” แต่คือ “ถ้า Physical AI และ Robotics มีต้นทุนลดลงอย่างมากในอีก 3–5 ปี Process ใดของเราจะได้รับผลกระทบมากที่สุด?”
Theme 3: Augmented Humanity – Technology ไม่ได้มาแทนมนุษย์อย่างเดียว แต่กำลังขยายความสามารถมนุษย์
อีกด้านหนึ่งของปี 2025 คือ Augmented Humanity ซึ่งมอง Technology ในฐานะสิ่งที่ช่วยขยายความสามารถของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นความสามารถทาง Cognitive, Physical หรือ Sensory
นี่เป็นมุมมองที่สำคัญ เพราะบทสนทนาเรื่อง AI มักถูกลดเหลือคำถามว่า “AI จะมาแทนงานมนุษย์หรือไม่?” แต่ความเป็นจริงมีอีกเส้นทางหนึ่งคือ AI และ Technology อาจทำให้มนุษย์ทำสิ่งที่เดิมทำไม่ได้ หรือทำได้ดีขึ้นอย่างมาก
อนาคตของงานจึงอาจไม่ได้เป็นการแข่งขันระหว่าง Human vs AI
แต่อาจกลายเป็นการแข่งขันระหว่าง Human กับ Human + AI
องค์กรที่สามารถออกแบบ Human-AI Collaboration ได้ดีจึงอาจสร้าง Productivity และ Innovation ได้มากกว่าองค์กรที่มอง AI เป็นเพียงเครื่องมือ Automation
จาก Automation สู่ Augmentation
Automation มีเป้าหมายหลักคือ “ให้ Machine ทำงานแทนมนุษย์” ส่วน Augmentation เน้น “ทำให้มนุษย์มีความสามารถเพิ่มขึ้น”
ตัวอย่างเช่น แพทย์อาจใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ Medical Images วิศวกรใช้ Digital Twin และ Simulation ประเมินระบบก่อนสร้างจริง นักธรณีวิทยาใช้ AI วิเคราะห์ Remote Sensing และข้อมูลพื้นที่จำนวนมหาศาล นักพัฒนามี AI Coding Agent ช่วยสร้างและตรวจ Code หรือผู้บริหารใช้ Decision Intelligence เพื่อประเมิน Scenario ก่อนตัดสินใจ
ดังนั้น Technology Strategy ที่ดีไม่ควรถามเพียงว่า “เราจะลดคนได้กี่คน?” แต่ควรถามด้วยว่า “Technology นี้ทำให้คนของเราสร้างคุณค่าได้มากขึ้นเท่าไร?”
Theme 4: Techno-Societal Fragility – ยิ่งพึ่ง Technology มาก โลกยิ่งมีความเสี่ยงแบบใหม่
Theme ที่สี่เป็นอีกด้านหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด คือ Techno-Societal Fragility Gartner ชี้ว่าขณะที่ Technology มีบทบาทสำคัญต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคม โลกกำลังเผชิญความผันผวน ภูมิรัฐศาสตร์ ความเสี่ยงจาก Generative AI ตลอดจนประเด็นด้าน Data Security, Privacy และ Resilience ของ Digital และ Physical Infrastructure มากขึ้น
ยิ่งธุรกิจกลายเป็น Autonomous มากขึ้น ความเสียหายจาก Technology Failure ก็อาจเกิดเร็วขึ้นและขยายวงกว้างขึ้นเช่นกัน
ลองคิดง่าย ๆ ว่า หากระบบ Recommendation ผิด มนุษย์อาจได้รับคำแนะนำที่ไม่เหมาะสม แต่ถ้า Autonomous Agent ที่มีสิทธิ์ทำธุรกรรมผิด ระบบอาจดำเนิน Transaction จำนวนมากก่อนที่มนุษย์จะรู้ตัว
ดังนั้น Autonomy เพิ่มขึ้น → Governance ต้องเพิ่มขึ้น และ Automation เพิ่มขึ้น → Resilience ต้องเพิ่มขึ้น
Technology สำหรับโลกที่เปราะบางมากขึ้น
Gartner ยกตัวอย่าง Innovations ที่เกี่ยวข้องกับ Theme นี้ เช่น Confidential Computing, Digital Immune Systems, Crypto-Agility, Disinformation Security, Technological Sovereignty และ Resource-Positive Buildings
หนึ่งในแนวคิดที่น่าสนใจคือ Crypto-Agility ซึ่งสะท้อนว่าองค์กรไม่ควรมอง Cryptography เป็นสิ่งที่ติดตั้งครั้งเดียวแล้วใช้ตลอดไป แต่ต้องสามารถเปลี่ยน Algorithm, Key หรือ Cryptographic Mechanism ได้เมื่อ Threat Landscape เปลี่ยน โดยเฉพาะเมื่อโลกกำลังเตรียมตัวสำหรับความเสี่ยงจาก Quantum Computing
ขณะที่ Disinformation Security มีความสำคัญมากขึ้นในโลกที่ Generative AI สามารถสร้าง Text, Image, Audio และ Video ที่สมจริงได้ง่ายขึ้น การรักษาความปลอดภัยจึงไม่ได้หมายถึงการป้องกัน Network และ Data เท่านั้น แต่รวมถึงการปกป้อง Information Integrity และ Trust
ความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง Hype Cycle 2024 กับ 2025
หากเปรียบเทียบภาพใหญ่ เราจะเห็นวิวัฒนาการที่ชัดเจนมาก ปี 2024 Gartner เน้น 4 Themes คือ Autonomous AI, Developer Productivity, Total Experience และ Human-Centric Security and Privacy ขณะที่ปี 2025 ขยายออกไปเป็น Autonomous Business, Hypermachinity, Augmented Humanity และ Techno-Societal Fragility
สิ่งนี้สามารถตีความเป็นพัฒนาการทางความคิดได้ว่า ปี 2024 เรายังถามว่า “AI และ Emerging Technology จะเปลี่ยนวิธีทำงานอย่างไร?” แต่ในปี 2025 คำถามขยายไปถึง “เมื่อ AI, Machine, Human, Business และ Society เชื่อมกันมากขึ้น ระบบเศรษฐกิจและสังคมจะเปลี่ยนอย่างไร?”
กล่าวอย่างง่ายคือ 2024: AI Transformation กำลังขยับไปสู่ 2025: Autonomous Transformation
Generative AI หายไปไหน?
คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมเมื่อมาถึงปี 2025 เราจึงได้ยิน Gartner พูดถึง AI Agents, AI-ready Data, Domain-Specific GenAI, Physical AI และ Autonomous Business มากขึ้น แทนที่จะพูดถึง Generative AI เพียงอย่างเดียว
คำตอบไม่ใช่ว่า GenAI หมดความสำคัญ แต่เทคโนโลยีกำลังเข้าสู่ช่วงที่ GenAI กลายเป็นส่วนประกอบพื้นฐานของระบบที่ใหญ่ขึ้น Gartner ระบุใน Hype Cycle for Artificial Intelligence 2025 ว่าการลงทุน AI ยังคงแข็งแรง แต่ความสนใจกำลังเคลื่อนจาก GenAI hype ไปสู่ foundational innovations ที่จำเป็นสำหรับการใช้งาน AI อย่างยั่งยืน เช่น AI-ready Data, AI Agents, AI Engineering และ ModelOps (Gartner)
Gartner ยังระบุว่า AI Agents และ AI-ready Data เป็นสอง Technology ที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วใน AI Hype Cycle 2025 และอยู่บริเวณ Peak of Inflated Expectations ขณะที่ Multimodal AI และ AI TRiSM เป็นกลุ่มที่ Gartner คาดว่าจะเข้าสู่ Mainstream Adoption ภายในประมาณห้าปี (Gartner)
ดังนั้นเส้นทางที่เราเห็นจึงประมาณได้ว่า Generative AI → AI-ready Data → AI Agents → Agentic Systems → Autonomous Business
2025 คือปีที่ต้องเปลี่ยนจาก “AI Adoption” เป็น “AI Architecture”
บทเรียนสำคัญสำหรับองค์กรคือ อย่ามอง AI เป็น Application ตัวเดียวอีกต่อไป เพราะระบบ AI ที่สามารถทำงานจริงในระดับ Enterprise ต้องประกอบด้วยหลายชั้น ได้แก่ Data → Models → Context → Agents → Tools → Applications → Identity → Security → Governance → Human Oversight
ถ้าขาด Data ที่พร้อม AI ก็ทำงานไม่ได้ดี ถ้าขาด Context Agent ก็ไม่เข้าใจองค์กร ถ้าขาด Tools Agent ก็ลงมือทำไม่ได้ ถ้าขาด Identity และ Permissions Agent อาจเข้าถึงสิ่งที่ไม่ควรเข้าถึง และถ้าขาด Governance เราอาจไม่รู้ว่าใครรับผิดชอบเมื่อระบบตัดสินใจผิด
ดังนั้นปี 2025 ไม่ควรถามเพียงว่า
“องค์กรมี AI หรือยัง?”
แต่ควรถามว่า
“องค์กรมี Architecture และ Governance ที่ทำให้ AI สามารถทำงานจริงอย่างปลอดภัยหรือยัง?”
จาก Hype Cycle สู่ Action ขององค์กร
วิธีใช้ Hype Cycle ที่เหมาะสมยังคงเหมือนหลักที่เราใช้ในบทความปี 2024 กล่าวคือ อย่าเปลี่ยน Technology Trend ให้กลายเป็น Procurement Project ทันที แต่ให้ผ่านกระบวนการ Watch → Study → Experiment → Pilot → Invest → Scale
สำหรับ Technology ใหม่มาก เช่น Physical AI, AGI หรือแนวคิด Autonomous บางประเภท Action ที่เหมาะสมอาจเป็นเพียง Watch / Study ส่วน AI Agents ที่เริ่มมี Use Cases จำนวนมาก อาจเข้าสู่ Experiment / Pilot สำหรับบางองค์กร ขณะที่ Technology ที่ Mature กว่าและตอบ Business Requirement ชัดเจนอาจเข้าสู่ Invest / Scale
ตำแหน่งบน Hype Cycle จึงเป็นเพียงข้อมูลหนึ่ง ต้องนำมาประกอบกับ Business Impact + Technology Maturity + Organizational Readiness + Risk Appetite
5 คำถามที่ผู้บริหารควรถามหลังอ่าน Hype Cycle 2025
แทนที่จะพยายามลงทุนใน 29 Technologies ทั้งหมด องค์กรควรเลือกเฉพาะสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ Strategy แล้วถาม 5 เรื่องหลัก ได้แก่ Technology นี้กระทบ Business Model ของเราหรือไม่? ถ้า Machine และ AI สามารถตัดสินใจเองได้ Process ใดจะเปลี่ยนก่อน? องค์กรมี Data, Architecture และ Governance พร้อมหรือยัง? ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างไรเมื่อ AI มี Autonomy มากขึ้น? และเราควร Watch, Experiment, Pilot หรือ Scale ในเวลานี้?
คำถามเหล่านี้สำคัญกว่าการถามว่า “Technology ไหนกำลังอยู่บน Peak?” เพราะเป้าหมายของ Hype Cycle ไม่ใช่การทำนายผู้ชนะ แต่คือการช่วยให้องค์กรจัดการ Timing และ Risk ของ Innovation
สรุป Gartner Hype Cycle for Emerging Technologies 2025
Gartner Hype Cycle for Emerging Technologies, 2025 เลือก 29 Emerging Technologies จาก Technology และ Applied Frameworks มากกว่า 2,000 รายการที่ Gartner ติดตาม โดยมุ่งเน้น Technology ที่มีศักยภาพสร้าง Transformational Benefits ในช่วงประมาณ 2–10 ปี และจัดภาพใหญ่เป็น 4 Themes คือ Autonomous Business, Hypermachinity, Augmented Humanity และ Techno-Societal Fragility (Gartner)
หากปี 2024 คือช่วงที่โลกเริ่มเปลี่ยนจาก Generative AI Hype → Business Use Cases ปี 2025 ก็คือช่วงที่ภาพใหญ่กำลังขยายจาก AI Assistant → AI Agent → Autonomous System → Autonomous Business
ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งของเรื่องคือ Augmented Humanity และ Techno-Societal Fragility ซึ่งเตือนเราว่าอนาคตไม่ได้มีเพียง Machine ที่ฉลาดขึ้น แต่ยังมีคำถามว่า มนุษย์จะทำงานร่วมกับ Machine อย่างไร ใครมีอำนาจตัดสินใจ ใครรับผิดชอบเมื่อ AI ผิดพลาด และเราจะทำให้ระบบเศรษฐกิจและสังคมยังคงมี Trust, Security และ Resilience ได้อย่างไร
ดังนั้นสาระสำคัญของ Gartner Hype Cycle 2025 อาจสรุปได้ว่า
AI กำลังเปลี่ยนจาก “เครื่องมือที่มนุษย์เรียกใช้” ไปเป็น “Actor ที่สามารถทำงานร่วมกับมนุษย์และ Machine อื่นได้”
และนี่ทำให้คำถามสำหรับองค์กรเปลี่ยนจาก “เราจะใช้ AI หรือไม่?” ไปเป็นคำถามที่ใหญ่กว่าว่า “เมื่อ AI สามารถคิด ตัดสินใจ และลงมือทำได้มากขึ้น เราจะออกแบบ Business, Technology Architecture, People, Security และ Governance ใหม่อย่างไร?”
นี่คือประเด็นสำคัญที่สุดที่ควรนำกลับไปคิดจาก Gartner Hype Cycle for Emerging Technologies 2025
#Gartner #GartnerHypeCycle #HypeCycle2025 #EmergingTechnologies #AutonomousBusiness #AIAgents #AgenticAI #PhysicalAI #TechnologyStrategy #DigitalTransformation
.
------------------------
ที่มาข้อมูล
- https://www.gartner.com/en/articles/hype-cycle-for-emerging-technologies
รวบรวมข้อมูลและรูปภาพ
------------------------
Gartner รวมเรื่องราวน่ารู้จาก Gartner
------------------------
