โมเดลพีระมิดความรับผิดชอบต่อสังคมของ Carroll (Carroll’s CSR Pyramid)

โมเดลพีระมิดความรับผิดชอบต่อสังคมของ Carroll (Carroll’s CSR Pyramid) ธุรกิจไม่ได้มีหน้าที่เพียงสร้างกำไร แต่ต้องรับผิดชอบต่อกฎหมาย จริยธรรม และสังคม
เมื่อพูดถึง Corporate Social Responsibility: CSR ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร หลายคนอาจนึกถึงการบริจาคเงิน การปลูกป่า การมอบทุนการศึกษา หรือกิจกรรมช่วยเหลือชุมชน แต่หากมอง CSR ตามกรอบแนวคิดของ Archie B. Carroll การทำกิจกรรมเพื่อสังคมเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น
Carroll เสนอว่าความรับผิดชอบของธุรกิจประกอบด้วยหลายมิติ ตั้งแต่การทำให้กิจการสามารถดำรงอยู่ทางเศรษฐกิจ การปฏิบัติตามกฎหมาย การประพฤติอย่างมีจริยธรรม ไปจนถึงการมีส่วนช่วยเหลือสังคม แนวคิดดังกล่าวได้รับการพัฒนามาตั้งแต่งานของ Carroll ในปี 1979 ซึ่งแบ่งความรับผิดชอบของธุรกิจเป็น Economic, Legal, Ethical และ Discretionary Responsibilities ก่อนจะถูกนำเสนออย่างชัดเจนในรูป Pyramid of Corporate Social Responsibility ในบทความปี 1991 โดยชั้นบนสุดใช้คำว่า Philanthropic Responsibilities
จึงเกิดภาพจำที่สำคัญของ CSR คือ Economic → Legal → Ethical → Philanthropic
หรือธุรกิจต้องคิดตั้งแต่ “อยู่รอดได้” → “ทำถูกกฎหมาย” → “ทำสิ่งที่ถูกต้อง” → “เป็นสมาชิกที่ดีของสังคม”
Carroll’s CSR Pyramid คือแนวคิดหรือทฤษฎี?
สำหรับการจัดหมวด BCT ผมแนะนำให้เรียกว่า “กรอบแนวคิด Carroll’s CSR Pyramid” หรือ “โมเดลพีระมิดความรับผิดชอบต่อสังคมของ Carroll” มากกว่าการเรียกกว้าง ๆ ว่า “ทฤษฎี Carroll”
เพราะ Archie B. Carroll เป็น ชื่อของนักวิชาการ ส่วน CSR Pyramid เป็นกรอบแนวคิดที่เขาพัฒนาขึ้นเพื่ออธิบายองค์ประกอบของ Corporate Social Responsibility
รากฐานของโมเดลนี้ปรากฏในงานปี 1979 เรื่อง A Three-Dimensional Conceptual Model of Corporate Performance ซึ่ง Carroll เสนอ Corporate Social Performance Model ที่กว้างกว่าเพียงพีระมิด โดยพิจารณาทั้งประเภทความรับผิดชอบ ประเด็นทางสังคมที่ธุรกิจต้องเผชิญ และรูปแบบการตอบสนองขององค์กร
ดังนั้น หากใช้เป็นชื่อบทความใน iok2u ผมแนะนำว่า
BCT Carroll’s CSR Pyramid — พีระมิดความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร
จะตรงและชัดเจนกว่าคำว่า “แนวคิดและทฤษฎี Carroll”
1. Economic Responsibilities — ความรับผิดชอบทางเศรษฐกิจ
ฐานล่างสุดของพีระมิดคือ Economic Responsibility
เหตุผลที่ Carroll วางเรื่องเศรษฐกิจไว้เป็นฐาน เพราะธุรกิจถูกสร้างขึ้นเพื่อผลิตสินค้าและบริการที่สังคมต้องการ และต้องสามารถสร้างผลตอบแทนเพื่อดำเนินกิจการต่อไปได้ ในโมเดลปี 1991 Carroll อธิบาย Economic Responsibility ว่าเป็นฐานรองรับความรับผิดชอบด้านอื่นทั้งหมด (ResearchGate)
องค์กรจึงต้องสามารถสร้างรายได้ บริหารต้นทุน รักษาความสามารถในการแข่งขัน และสร้างผลตอบแทนที่ทำให้ธุรกิจดำรงอยู่ได้
ตัวอย่างเช่น โรงงานผลิตอาหารแห่งหนึ่งอาจมีนโยบายสิ่งแวดล้อมที่ดี แต่หากผลิตสินค้าที่ลูกค้าไม่ต้องการ ขาดทุนต่อเนื่อง และไม่สามารถจ่ายเงินเดือนพนักงานได้ องค์กรก็ยากที่จะรักษาความรับผิดชอบด้านอื่นในระยะยาว
ดังนั้น CSR ตามแนวคิดของ Carroll จึง ไม่ได้ต่อต้านกำไร
ตรงกันข้าม กำไรและความสามารถในการดำรงอยู่ของกิจการเป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบของธุรกิจเอง
สิ่งสำคัญคือ
ธุรกิจควรสร้าง Economic Value โดยไม่ละเลย Legal, Ethical และ Social Responsibilities
2. Legal Responsibilities — ความรับผิดชอบทางกฎหมาย
ชั้นที่สองคือ Legal Responsibility
สังคมไม่ได้อนุญาตให้ธุรกิจสร้างกำไรด้วยวิธีใดก็ได้ แต่กำหนดกฎหมายและกฎเกณฑ์เพื่อสร้างขอบเขตของพฤติกรรมที่ยอมรับได้
ธุรกิจจึงต้องดำเนินกิจการภายใต้กฎหมาย เช่น กฎหมายแรงงาน กฎหมายภาษี กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายการแข่งขันทางการค้า กฎหมายสิ่งแวดล้อม และมาตรฐานด้านความปลอดภัยที่เกี่ยวข้อง
Carroll อธิบายกฎหมายในโมเดล CSR ว่าเป็นการทำให้แนวคิดของสังคมเกี่ยวกับสิ่งที่ถูกและผิดถูกกำหนดออกมาเป็นข้อบังคับที่ธุรกิจต้องปฏิบัติตาม (ResearchGate)
ตัวอย่างเช่น โรงงานสามารถลดต้นทุนได้ด้วยการไม่ติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสีย แต่หากการปล่อยน้ำเสียขัดต่อกฎหมาย สิ่งนั้นย่อมไม่สามารถถือเป็นความสำเร็จด้าน Economic Responsibility ได้โดยแยกออกจาก Legal Responsibility
กำไรที่เกิดจากการฝ่าฝืนกฎหมายจึงไม่สอดคล้องกับภาพรวมของ CSR Pyramid
3. Ethical Responsibilities — ความรับผิดชอบทางจริยธรรม
สิ่งที่ ถูกกฎหมาย ไม่ได้หมายความว่าจะ ถูกต้องทางจริยธรรม เสมอไป
นี่คือเหตุผลที่ Carroll เพิ่ม Ethical Responsibility เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่ง
Ethical Responsibility หมายถึงความคาดหวังที่สังคมมีต่อธุรกิจให้ดำเนินการอย่าง ถูกต้อง ยุติธรรม และหลีกเลี่ยงหรือลดอันตรายต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย แม้บางเรื่องอาจยังไม่ได้ถูกเขียนเป็นกฎหมายอย่างชัดเจน (ResearchGate)
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในโลก Digital คือการใช้ข้อมูลลูกค้า
สมมติกฎหมายอนุญาตให้องค์กรนำข้อมูลบางประเภทไปใช้ได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด แต่บริษัทอาจยังต้องถามเพิ่มเติมว่า
ลูกค้าเข้าใจจริงหรือไม่ว่าข้อมูลจะถูกนำไปทำอะไร?
การออกแบบ Consent ทำให้ลูกค้าเข้าใจผิดหรือไม่?
ข้อมูลที่เก็บมากเกินความจำเป็นหรือไม่?
Algorithm ปฏิบัติต่อลูกค้าบางกลุ่มอย่างไม่เป็นธรรมหรือไม่?
คำถามเหล่านี้อาจกว้างกว่าคำถามว่า
“ผิดกฎหมายหรือไม่?”
และเปลี่ยนเป็น
“ถึงแม้ทำได้ เราควรทำหรือไม่?”
นี่คือพื้นที่สำคัญของ Ethical Responsibility
4. Philanthropic Responsibilities — ความรับผิดชอบด้านการช่วยเหลือสังคม
ยอดบนสุดของพีระมิดคือ Philanthropic Responsibility
หมายถึงการที่ธุรกิจทำหน้าที่เป็น Good Corporate Citizen ด้วยการสนับสนุนชุมชนและคุณภาพชีวิต เช่น การบริจาค การสนับสนุนการศึกษา การให้พนักงานร่วมทำงานอาสาสมัคร หรือสนับสนุนโครงการพัฒนาชุมชน
Carroll อธิบายว่าความรับผิดชอบประเภทนี้สะท้อนความคาดหวังของสังคมที่อยากเห็นธุรกิจมีส่วนช่วยส่งเสริม Human Welfare และ Goodwill แต่แตกต่างจาก Ethical Responsibility ตรงที่การไม่ทำกิจกรรม Philanthropy ไม่จำเป็นต้องทำให้บริษัทถูกมองว่า “ผิดจริยธรรม” ในแบบเดียวกัน (ResearchGate)
จุดนี้สำคัญมาก เพราะช่วยแก้ความเข้าใจที่ว่า
CSR = บริจาค
ในความเป็นจริง การบริจาคเป็นเพียง หนึ่งส่วนของ CSR
บริษัทที่บริจาคเงินจำนวนมาก แต่ละเมิดกฎหมายแรงงาน เอาเปรียบผู้บริโภค หรือสร้างมลพิษโดยไม่รับผิดชอบ ไม่สามารถใช้การบริจาคมาทดแทนความรับผิดชอบในระดับอื่นได้
ทำไม Carroll จึงใช้รูป “พีระมิด”?
ภาพพีระมิดช่วยทำให้กรอบ CSR เข้าใจง่าย โดยวาง Economic Responsibility เป็นฐาน ตามด้วย Legal, Ethical และ Philanthropic Responsibilities
อย่างไรก็ตาม ต้องระวังการตีความว่าองค์กรต้องทำชั้นแรกให้เสร็จ 100% ก่อน แล้วจึงค่อยขึ้นชั้นต่อไป
Carroll ระบุว่าความรับผิดชอบทั้งสี่องค์ประกอบรวมกันเป็น Total CSR และองค์ประกอบต่าง ๆ ไม่ได้แยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด ธุรกิจต้องเผชิญความตึงเครียดระหว่างความรับผิดชอบแต่ละด้านอยู่เสมอ (ResearchGate)
ดังนั้น CSR Pyramid จึงไม่ควรถูกตีความว่า
กำไร → เสร็จแล้ว → กฎหมาย → เสร็จแล้ว → จริยธรรม → เสร็จแล้ว → บริจาค
แต่ควรมองว่าองค์กรต้องบริหาร
Economic + Legal + Ethical + Philanthropic
ไปพร้อมกัน
ตัวอย่าง: โรงงานอาหารหนึ่งแห่งกับ CSR Pyramid
สมมติโรงงานผลิตอาหารแห่งหนึ่งต้องการประเมิน CSR ขององค์กร
ในมิติ Economic โรงงานต้องผลิตสินค้าที่ลูกค้าต้องการ ควบคุมต้นทุน รักษาคุณภาพ และสร้างผลตอบแทนเพียงพอให้ธุรกิจดำเนินต่อไป
ในมิติ Legal โรงงานต้องปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน มาตรฐานอาหาร ความปลอดภัย ภาษี และข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม
ในมิติ Ethical องค์กรอาจต้องพิจารณามากกว่าข้อกำหนดขั้นต่ำ เช่น ไม่ใช้ข้อความโฆษณาที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด ปฏิบัติต่อ Supplier อย่างเป็นธรรม และจัดการผลกระทบต่อชุมชนอย่างรับผิดชอบ
ส่วน Philanthropic โรงงานอาจสนับสนุนทุนการศึกษา ส่งเสริมอาชีพในชุมชน หรือเปิดโอกาสให้พนักงานร่วมกิจกรรมเพื่อสังคม
เมื่อรวมกันจึงเป็นภาพของ CSR ที่ครบกว่าการถามเพียงว่า
“ปีนี้บริษัทบริจาคเงินเท่าไร?”
CSR Pyramid กับ Stakeholders
อีกประโยชน์หนึ่งของโมเดลคือสามารถนำมาใช้ร่วมกับการวิเคราะห์ Stakeholders — ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ธุรกิจไม่ได้สัมพันธ์เฉพาะกับ Shareholders แต่ยังเกี่ยวข้องกับพนักงาน ลูกค้า Supplier ชุมชน หน่วยงานรัฐ สิ่งแวดล้อม และสังคม
ตัวอย่างเช่น การตัดสินใจลดต้นทุน 10 ล้านบาทอาจดีต่อกำไรและผู้ถือหุ้น แต่หากวิธีลดต้นทุนทำให้ความปลอดภัยของพนักงานลดลงหรือเพิ่มความเสี่ยงต่อผู้บริโภค ผู้บริหารต้องพิจารณาความรับผิดชอบด้านอื่นควบคู่กัน
จึงสามารถใช้คำถามง่าย ๆ ว่า
การตัดสินใจนี้สร้างคุณค่าหรือผลกระทบต่อ Stakeholder ใดบ้าง?
แล้วพิจารณาต่อผ่าน Economic, Legal, Ethical และ Philanthropic Responsibilities
CSR Pyramid กับ ESG เหมือนกันหรือไม่?
CSR และ ESG มีความเกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ใช่คำเดียวกัน
CSR มุ่งเน้นแนวคิดเกี่ยวกับ ความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสังคมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ส่วน ESG — Environmental, Social and Governance ถูกใช้มากในบริบทการประเมิน การบริหารความเสี่ยง การเปิดเผยข้อมูล และการพิจารณาผลการดำเนินงานขององค์กรในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล
Carroll’s CSR Pyramid พัฒนาขึ้นก่อนกระแส ESG ในปัจจุบันหลายทศวรรษ ดังนั้นไม่ควรกล่าวว่า Carroll เป็นผู้สร้าง ESG
แต่สามารถนำ CSR Pyramid มาเป็น Conceptual Lens ช่วยให้ผู้บริหารเข้าใจว่า ความรับผิดชอบขององค์กรมีมากกว่าการสร้างผลกำไร และนำไปเชื่อมกับ ESG หรือ Sustainability Frameworks ในปัจจุบันได้
นี่เป็น การประยุกต์แนวคิด ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของโมเดลดั้งเดิมของ Carroll
การประยุกต์ CSR Pyramid ในยุค AI
เมื่อองค์กรเริ่มใช้ Artificial Intelligence ความรับผิดชอบทั้งสี่ด้านยังสามารถนำมาช่วยตั้งคำถามได้
Economic: AI สร้าง Productivity ลดต้นทุน หรือสร้างรายได้ได้จริงหรือไม่?
Legal: การใช้ AI สอดคล้องกับกฎหมาย ข้อกำหนดเรื่องข้อมูล และสิทธิของบุคคลหรือไม่?
Ethical: Algorithm มี Bias หรือไม่? การตัดสินใจเป็นธรรมหรือไม่? ผู้ได้รับผลกระทบควรได้รับคำอธิบายหรือไม่?
Philanthropic: องค์กรสามารถใช้ AI หรือทรัพยากรด้านเทคโนโลยีสร้างประโยชน์แก่การศึกษา ชุมชน หรือสังคมได้อย่างไร?
นี่คือ การประยุกต์ Carroll’s CSR Pyramid กับบริบท AI ไม่ใช่ข้อเสนอเกี่ยวกับ AI ของ Carroll โดยตรง
ข้อจำกัดของ Carroll’s CSR Pyramid
CSR Pyramid มีจุดเด่นคือเรียบง่าย เข้าใจง่าย และช่วยให้ผู้บริหารเห็นว่าความรับผิดชอบของธุรกิจมีหลายมิติ แต่ตัว Carroll เองก็ยอมรับว่าอุปมาแบบพีระมิดไม่ได้สมบูรณ์แบบ และองค์ประกอบทั้งสี่ไม่ได้แยกจากกันอย่างเด็ดขาด (ResearchGate)
นอกจากนี้ บริบทของธุรกิจและความคาดหวังของสังคมสามารถแตกต่างกันตามประเทศ อุตสาหกรรม และช่วงเวลา
กิจกรรมที่สังคมหนึ่งมองว่าเป็นเพียง Philanthropic ในวันนี้ อาจกลายเป็น Ethical Expectation หรือถูกพัฒนาเป็น Legal Requirement ในอนาคตได้
ดังนั้นโมเดลนี้ควรใช้เป็น Framework สำหรับคิดและตั้งคำถาม มากกว่าจะใช้เป็น Checklist ตายตัวว่าทำครบสี่ข้อแล้วองค์กรเป็น Responsible Company โดยอัตโนมัติ
จาก CSR สู่ Responsible Business
บทเรียนสำคัญจาก Carroll’s CSR Pyramid คือ CSR ไม่ควรเป็นกิจกรรมที่แยกออกจากธุรกิจหลัก
หากบริษัทสร้างกำไรด้วยวิธีที่ก่อผลเสียต่อ Stakeholders แล้วนำกำไรส่วนหนึ่งไปบริจาค สิ่งนั้นไม่ได้แก้ปัญหาความรับผิดชอบทั้งหมด
องค์กรที่มีความรับผิดชอบควรนำ CSR เข้าไปอยู่ใน
Strategy → Operations → People → Products → Supply Chain → Governance → Community
แทนที่จะจำกัด CSR ไว้เฉพาะกิจกรรมเพื่อสังคมของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
CSR ที่แท้จริงจึงเริ่มตั้งแต่คำถามว่า
“ธุรกิจสร้างคุณค่าอย่างไร และในกระบวนการสร้างคุณค่านั้น เรารับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างไร?”
สรุป: กำไรเป็นฐาน แต่ไม่ใช่ความรับผิดชอบทั้งหมด
Carroll’s CSR Pyramid ช่วยให้เราเห็นภาพความรับผิดชอบของธุรกิจอย่างเป็นระบบผ่าน 4 องค์ประกอบ ได้แก่
Economic Responsibility — ต้องสามารถดำเนินธุรกิจได้
Legal Responsibility — ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย
Ethical Responsibility — ต้องทำสิ่งที่ถูกต้องและเป็นธรรม
Philanthropic Responsibility — ควรมีส่วนช่วยสร้างคุณภาพชีวิตและสังคมที่ดีขึ้น
หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่การเลือกว่าองค์กรจะทำกำไร หรือ รับผิดชอบต่อสังคม
แต่คือการสร้างธุรกิจที่สามารถ
สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ ภายใต้กฎหมาย ด้วยความรับผิดชอบทางจริยธรรม และมีส่วนสร้างประโยชน์แก่สังคม
นี่คือเหตุผลที่ Carroll’s CSR Pyramid ยังคงเป็นหนึ่งในกรอบแนวคิดที่มีอิทธิพลและมีประโยชน์ในการเริ่มต้นทำความเข้าใจ Corporate Social Responsibility จนถึงปัจจุบัน
#BCT #Carroll #CarrollCSRPyramid #CSR #CorporateSocialResponsibility #EconomicResponsibility #LegalResponsibility #EthicalResponsibility #PhilanthropicResponsibility #ResponsibleBusiness #BusinessEthics #Stakeholders #ESG #Sustainability #iok2u
.
-------------------------
สนใจเรื่องราวเพิ่มเติมคลิกที่นี่
การจัดการธุรกิจ (Business Management)
-------------------------

Carroll's CSR Pyramid / ปิรามิดความรับผิดชอบในงาน CSR ของ Carroll's
